อัพเดทล่าสุด

อัตราแลกเปลี่ยน

ซื้อ (บาท)ขาย (บาท)
USD32.4233.14
GBP44.9346.14
EUR38.3739.39
JPY29.4030.30
ข้อมูลจาก ธนาคารกรุงเทพ วันที่ 30 ก.ค. 2021 เวลา 08:30

ราคาน้ำมัน

ราคา (บาท/ลิตร)
แก๊สโซฮอล์ 9529.95
แก๊สโซฮอล์ 9129.68
ดีเซล29.49
NGV14.55
ข้อมูลจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วันที่ 31 ก.ค. 2021

ทองคำแท่ง

รับซื้อ (บาท)ขายออก (บาท)
28,200.0028,300.00
วันที่ 31 ก.ค. 2021 09:26 น. (ครั้งที่ 1)

ทองรูปพรรณ

รับซื้อ (บาท)ขายออก (บาท)
27,697.3228,800.00
ข้อมูลจาก สมาคมค้าทองคำ

บทความล่าสุด

Trailing Stop

คือการที่เรากำหนดจุดออกหุ้นจาก “ราคาสูงสุด” ที่หุ้นทำราคาไว้ เช่น เราซื้อหุ้นตัวนึงที่ราคา 100 บาท แล้วเรากำหนด Trailing Stop ไว้ที่ 5% สมมติว่าหุ้นปรับตัวขึ้นไปทำราคาสูงสุดที่ 130 บาท เราจะยังไม่ขายหุ้นออกไป แต่ถ้าหุ้นขยับลงมาที่ 122 บาท (5% ของ 130 บาทเท่ากับ 7.5%) เราจะขายออกไปทันทีแล้วคอยมาว่ากันใหม่กับหุ้นตัวนั้น
อ่านเพิ่มเติม

Default Risk

ความเสี่ยงในการโดนเบี้ยวหนี้
คือ ความเสี่ยงที่เราโดนเบี้ยวหนี้ การลงทุนในหุ้นหรือในบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่จะแบ่งวิธีการลงทุนออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ลงทุนในสถานะ “เจ้าของ” และการเป็น “เจ้าหนี้” การเป็นเจ้าของอย่างที่เราเข้าใจกันเป็นอย่างดี คือการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือผ่าน App Streaming เค้าเรียกว่าการเข้าลงทุนแบบความเป็น “เจ้าของ” แต่การลงทุนอีกแบบนึงก็คือการเป็น “เจ้าหนี้” ประเภทลงทุนผ่านตั๋ว B/E ผ่านหุ้นกู้ต่างๆ ข้อดีของการเป็นเจ้าหนี้ คือ เราจะได้รับดอกเบี้ยแน่นอน แล้วเมื่อถือจนครบอายุหนี้นั้นๆก็จะได้เงินต้นคืนตามที่ลงทุนไป ดังนั้นความเสี่ยงของการลงทุนแบบเป็นเจ้าหนี้นั้นมีเพียงอย่างเดียวหลักๆ คือ Default Risk หรือความเสี่ยงเบี้ยวหนี้นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม

Buy on dip

คือ การที่เราจะเข้าลงทุนเพิ่มเมื่อตลาดมีการปรับตัวย่อลง เป็นวิธีการลงทุนที่นิยมๆมากในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น เพราะเวลาที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางทีเราอาจจะไล่ซื้อทำให้เราได้ราคาแพงกว่าความเป็นจริง การ “Buy on dip” จะช่วยทำให้เราได้ต้นทุนที่ต่ำลงได้ในแต่ละช่วงเวลา การ  “Buy on dip” เป็นเพียงวิธีการลงทุนวิธีนึงที่ “ช่วยเพิ่มโอกาส” ให้เราได้ต้นทุนที่ต่ำลง สุดท้ายแล้วเราก็ยังต้องอาศัยการวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อที่จะดูว่าสินทรัพย์การลงทุนที่เราทำ “Buy on dip” นั้นมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอยู่ ถ้าเป็นการลงทุนในหุ้นตรงนี้ก็ต้องใช้ความรู้เรื่องการวิเคราะห์พื้นฐานและการลงทุนเชิงเทคนิคเพื่อเข้าดูว่าแนวรับอยู่ตรงไหนที่ตลาดมีแนวโน้มจะย่อลงนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม

Liquidity Risk

คือ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หมายความว่าเราอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ดังกล่าวเป็น “เงินสด” ได้ ยิ่งเราแปลงเป็นเงินสดได้ยากเท่าไหร่ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องก็จะยิ่งสูง สินทรัพย์การลงทุนที่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูง เช่น อสังหาริมหาริมทรัพย์ อีกตัวอย่างที่หนึ่งที่ชัดเจนมากขึ้นก็คือ “เงินฝากประจำ” ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปเช่นกัน เพราะถ้าเรานำเงินออกมาก่อนกำหนดเราจะได้ดอกเบี้ยน้อยลง

กองทุนรวม

Value Investor

คือนักลงทุนที่เน้นลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) จะเน้นลงทุนหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆที่ตัวนักลงทุนเองมองเห็นว่า “ราคา” ในปัจจัยนั้นต่ำกว่า “มูลค่าพื้นฐาน” ที่ควรจะเป็น ก็จะทำการเข้าไปซื้อ แล้วรอให้ราคากลับมาเท่ากับหรือมากกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ประเมินไว้ก็จะขายหุ้นหรือสินทรัพย์ ณ ดังกล่าวออกไป

P/E Ratio

เป็นอัตราส่วนทางการเงินตัวหนึ่งที่เราสามารถใช้วัดความถูกหรือแพงของหุ้นได้เมื่อเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน คือ การนำราคา (Price) มาหารด้วย กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earning Per Share) ความหมายพื้นฐานเลยก็คือเราจะต้องถือหุ้นตัวนี้ไปกี่ปีถึงจะคืนทุน แปลว่า P/E Ratio ยิ่งสูงแปลว่าราคาหุ้นดังกล่าวยิ่งแพง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราคำนวณ P/E Ratio ออกมาแล้วเท่ากับ  10 เท่า แล้วเราต้องถือยาว 10 ปีถึงจะคืนทุนเสมอไป อาจจะเร็วหรือนานกว่านั้นก็ได้ เพราะหุ้นมีการเติบโตของกำไรได้เรื่อยๆ ดังนั้นควรดูปัจจัยอื่นๆประกอบด้วยเช่นกัน

หนี้สิน

Arbitrage

คือ การทำกำไรจาก “ความแตกต่างของราคา” ของสองตลาด ง่ายๆก็คือการซื้อถูกจากตลาดหนึ่ง เพื่อมาขายแพงในอีกตลาดหนึ่งนั่นเอง

Sharpe Ratio

ผลตอบแทนต่อ 1 หน่วยความเสี่ยง
คือ ผลตอบแทนต่อ 1 หน่วยความเสี่ยง โดยเราจะสามารถเปรียบเทียบได้ว่ากองทุนไหนน่าสนใจกว่ากันได้ดีมากขึ้น แต่เราจะต้องใช้ Sharpe Ratio เปรียบเทียบกองทุนรวมประเภทเดียวกันเท่านั้น ถึงจะเปรียบเทียบแล้วเห็นผลมากที่สุด สำหรับผลตอบแทน หลายคนน่าจะเข้าใจความหมายแล้ว ส่วน ความเสี่ยงในที่นี้ก็คือ ความผันผวนของราคา ราคามันขึ้นลง เยอะไหม ราคามันสวิงเยอะไหม ราคาเหวี่ยงเยอะมั้ย ? กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงยิ่งสูงก็จะทำให้เรามีโอกาสเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันสูงขึ้นนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม

Overweight

เรามักจะเห็นคำนี้ในบทวิเคราะห์ต่างๆ โดยเราจะเห็นคำว่า OW หรือ Overweight ในกรณีที่นักวิเคราะห์แนวโน้มของราคาสินทรัพย์หนึ่งน่าจะปรับขึ้นต่อได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ การให้สัญลักษณ์ OW หรือ Overweight ก็คือเราสามารถขายสินทรัพย์อื่นในพอร์ตแล้วมาเพิ่มสัดส่วนของสินทรัพย์ตัวดังกล่าวได้ หรืออาจจะนำเงินลงทุนก้อนใหม่มาซื้อเพิ่มก็สามารถทำได้ในช่วงดังกล่าว
error: