อยากเก็บเงินอยู่ อย่าเอาเงินทุกบาทใส่ในบัญชีเดียว

อยากเก็บเงินอยู่ อย่าเอาเงินทุกบาทใส่ในบัญชีเดียว

3 min read    Money Buffalo

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เงินเดือนเข้าแล้วรู้สึกว่าเดือนนี้รวย แต่ผ่านไปไม่กี่วัน เงินหายไปไหนหมด ? บางทีปัญหาอาจไม่ใช่เพราะใช้เงินเก่งเกินไป แต่อาจเป็นเพราะเรา “เก็บเงิน” ทุกก้อนไปไว้ในบัญชีเดียว

พอทุกอย่างอยู่รวมกันหมด เราก็จะแยกไม่ออกว่า เงินก้อนไหน “ใช้ได้” และเงินก้อนไหน “ห้ามแตะ” สุดท้ายเงินที่ตั้งใจจะเก็บ ก็อาจถูกใช้ปนไปกับรายจ่ายประจำวันแบบไม่รู้ตัว ที่สำคัญ การ “เก็บเงิน”ทั้งหมดไว้ในบัญชีเดียว ยังอาจเพิ่มความเสี่ยง ถ้าเจอภัยมิจฉาชีพแบบไม่คาดคิด เงินที่เก็บไว้ในบัญชีเดียวอาจจะหายไปหมดก็ได้

อยากเก็บเงินอยู่ อย่าเอาเงินทุกบาทใส่ในบัญชีเดียว

ธรรมชาติของคนเรา เวลาเห็นยอดเงินในบัญชีเยอะ ๆ มักรู้สึกว่า “ยังมีเงินอยู่ ใช้ได้อีกนิดนึง” แต่ความจริง เงินก้อนนั้นอาจไม่ได้เป็นเงินที่ใช้ได้ทั้งหมด ในบัญชีเดียวกันนั้น อาจมีทั้งค่าเช่า ค่าบัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินฉุกเฉิน เงินเก็บซื้อของชิ้นใหญ่ หรือเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่ออนาคตปนกันอยู่

พอทุกอย่างรวมกันหมด เราก็จะแยกไม่ออกว่าเงินส่วนไหนคือ “เงินกินเงินใช้” และเงินส่วนไหนคือ “เงินห้ามแตะ”

การแยกบัญชีจึงเหมือนเป็นการสร้าง “กำแพงในใจ” ให้กับตัวเอง เช่น
1. บัญชีแรก: ใช้รับเงินเดือนและจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ
2. บัญชีที่สอง: ใช้เก็บเงินออมและเงินฉุกเฉิน
3. บัญชีที่สาม: ใช้เก็บเงินตามเป้าหมาย เช่น เที่ยว ซื้อของชิ้นใหญ่ หรือเรียนต่อ

พอเงินแต่ละก้อนมีที่อยู่ชัดเจน เราจะใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ยากขึ้น และรู้ทันทีว่าเงินก้อนไหนใช้ได้ เงินก้อนไหนห้ามแตะหรือใช้อย่างระมัดระวัง

พูดง่าย ๆ คือ แยกบัญชี = แยกหน้าที่ของเงิน

อยากเก็บเงินอยู่ อย่าเอาเงินทุกบาทใส่ในบัญชีเดียว

ทุกวันนี้มิจฉาชีพพัฒนาเร็วมาก วิธีหลอกเงินเปลี่ยนไปตลอด ทั้งลิงก์ปลอม แอปปลอม การหลอกให้โอนเงิน หรือการหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ถ้าวันหนึ่งพลาดขึ้นมา แล้วเงินทั้งหมดอยู่ในบัญชีเดียว ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจกระทบเงินทั้งก้อนทันที

แต่ถ้าเราแยกเงินไว้หลายบัญชี อย่างน้อยก็ช่วยจำกัดความเสียหายได้ระดับหนึ่ง เพราะบัญชีที่ใช้จ่ายประจำจะไม่ได้เชื่อมกับเงินเก็บทั้งหมดของเรา โดยเฉพาะเงินก้อนสำคัญมาก ๆ เช่น เงินฉุกเฉิน เงินเก็บระยะยาว หรือเงินของครอบครัว อาจเลือกเก็บไว้ในบัญชีที่ไม่ได้ผูกบัตร ไม่ได้ใช้จ่ายประจำ หรือไม่ผูกกับบริการที่เสี่ยงถูกดึงเงินออกง่ายเกินไป

พูดง่าย ๆ คือ บัญชีใช้จ่ายควรมีความคล่องตัว ฝาก-ถอนสะดวก แต่บัญชีเงินเก็บควร “แตะยาก” กว่านั้นนิดนึง และสำหรับเงินออมที่อยู่ในรูปแบบ “เงินฝาก” ก็มีอีกเรื่องที่ควรรู้ไว้ นั่นคือนโยบายคุ้มครองเงินฝาก

โดยผู้ฝากเงินจะได้รับความคุ้มครองทันทีเมื่อเปิดบัญชีเงินฝากเป็นเงินบาทกับสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครอง ไม่ต้องสมัครเพิ่ม และไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันวงเงินคุ้มครองอยู่ที่ 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน ลองดูรายชื่อสถาบันการเงินและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก หรือ DPA ได้เลยที่นี่

บัญชีเดียวมักทำให้เงินทุกก้อนถูกใช้เหมือนกัน ทั้งที่จริง ๆ แล้วเงินแต่ละก้อนมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน เงินที่ต้องใช้เร็ว เช่น ค่าใช้จ่ายประจำ หรือเงินฉุกเฉิน ควรอยู่ในที่ที่ถอนง่าย มีสภาพคล่อง และความเสี่ยงต่ำ

เงินที่ยังไม่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เงินเก็บเพื่อเป้าหมายในอีก 1-3 ปี อาจแยกไปไว้ในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยเหมาะสมกว่าเงินในบัญชีใช้จ่ายทั่วไป ส่วนเงินเย็นที่ต้องเก็บระยะยาว เช่น เงินเกษียณ เงินเรียนต่อ หรือเงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต อาจนำไปวางแผนลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อให้เงินมีโอกาสเติบโตมากขึ้น

เพราะถ้าเอาเงินทุกก้อนไปทิ้งไว้ในบัญชีเดียวที่ใช้ตัดบัตร โอนจ่ายค่าอาหาร และใช้จ่ายประจำวัน เงินบางก้อนที่ควรเติบโต ก็อาจไม่ได้ทำงานเต็มที่ หัวใจสำคัญคือ ต้องแยกเงินตาม “เวลา” และ “เป้าหมาย”

สุดท้าย การแยกบัญชีไม่ได้ทำให้รวยขึ้นทันที แต่มันช่วยให้เห็นภาพการเงินชัดขึ้น ใช้เงินตรงเป้าหมายขึ้น และลดโอกาสที่เงินเก็บจะหายไปกับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial