“การเงินฉบับคู่รัก” ที่ดีควรมีเป้าหมายการเงินและ Mindset การเงินที่ตรงกัน จะเป็นชีวิตที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันอย่างมีความสุข ที่สำคัญคือ ต้องอย่าลืมแยกบัญชีฉัน บัญชีเธอ และบัญชีเรา เพื่อให้ทั้งคู่ สามารถใช้ชีวิตในแบบฉบับของตัวเองได้

จุดเริ่มต้นแรกพี่ทุยอยากให้เปิดใจคุยเรื่องเงินกัน ว่ามี Mindset มุมมองด้านการเงินเป็นอย่างไรบ้าง เช่น
- แผนการเงินในอนาคตเป็นยังไง มองแบบไหนบ้าง ถ้าได้โบนัสหรือเงินก้อนใหญ่ มีแนวคิดในการใช้และบริหารกันแบบไหน
- ในอนาคตมองว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนยังไง บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด
- มีมุมมองเรื่องการเป็นหนี้ยังไงบ้าง
- มีความกังวลอะไรเรื่องเงินบ้าง
Mindset การเงินที่ตรงกัน ไม่ได้หมายความต้องเหมือนกันแบบเป๊ะ ๆ ทุกบาททุกสตางค์ แต่หมายถึงมีทิศทางในรูปแบบเดียวกัน

การเก็บเงิน ออมเงิน ถือว่าเป็นท่ามาตรฐานด้านการเงินสำหรับคู่รัก แต่สิ่งที่ต้องคุยและตกลงกันเพิ่มให้ชัดเจน ก็คือ “ภาพอนาคตร่วมกัน” คืออะไร
เช่น จะเกษียณอายุเมื่อไหร่ ยังไง แล้วจะไปอยู่ที่ไหน มีลูกมั้ยหรือจะอยู่กัน 2 คน หรือ ลงทุนอะไรดี แล้วใครจะเป็นคนตัดสินใจ เป็นต้น
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ก็ร่วมมือกันเก็บเงิน นำเงินไปลงทุน และกลับมารีวิวดูความก้าวหน้าพร้อมอัปเดตแผนอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนมีมุมของตัวเองด้วยเสมอ บางครั้งก็อยากซื้อหรือใช้อะไรตามที่ตัวเองต้องการ โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจากอีกฝ่ายอยู่บ้างเหมือนกัน
การแยกบัญชีให้ชัด ระหว่างบัญชีส่วนตัว และบัญชีที่ใช้ร่วมกัน จะช่วยลดปัญหาตรงนี้ได้ ตกลงกันให้ชัดเลยว่าจะโอนใส่เดือนละกี่บาท จากนั้นส่วนที่เหลือก็สามารถนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของตัวเองได้ ก็จะลดความตึงเครียดด้านการเงินของชีวิตคู่ได้ดี
แต่อาจจะตั้งกฎเพิ่มเติมเพื่อวินัยการเงินในครอบครัวได้ เช่น ถ้าหากซื้อของใหญ่ราคาเกิน 10,000 บาทหรือถ้าจะกู้อะไร ผ่อนอะไร ต้องมาปรึกษาหรือพูดคุยกันก่อน เพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน
และอีกหนึ่งข้อดีของการแยกบัญชี คือ แต่ละคนจะได้รับวงเงินคุ้มครองจาก สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ปัจจุบันวงเงินคุ้มครองอยู่ที่ 1 ล้านบาท ต่อคน ต่อแบงค์ แน่นอนว่าจะช่วยทำให้เงินเก็บของเราปลอดภัยมากขึ้นด้วยนั่นเอง