เล่นหุ้น

เล่นหุ้น ให้เป็น 7 indicator ต้องดู เช็กสุขภาพหุ้นก่อนลงทุน

5 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้เปรียบเทียบตัวเลขจากงบการเงิน เพื่อวิเคราะห์สุขภาพและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท
  • เอกสารนี้กล่าวถึง 7 อัตราส่วนทางการเงินสำคัญ ได้แก่ Debt to Equity Ratio (D/E), อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin), อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin), อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA), อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ (ROE), อัตราส่วนหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Asset Turnover) และวงจรเงินสด (Cash Cycle)
  • ข้อควรระวังในการใช้คือ ควรใช้เปรียบเทียบกับตัวเองหรือคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น และอัตราส่วนทางการเงินเป็นเพียง “เครื่องมือหนึ่ง” ที่ต้องใช้ควบคู่กับการวิเคราะห์อื่น ๆ เพื่อการตัดสินใจลงทุนที่รอบด้าน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เวลา เล่นหุ้น อยู่เนี่ย เคยสงสัยมั้ยครับ เวลาเห็นรายได้บริษัทนั้นออก กำไรบริษัทนี้ออก แล้วสงสัยว่านี่คือดีหรือเปล่า หรือเป็นปกติของบริษัทประเภทนี้อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ เราเลยต้องมีตัวชี้วัดที่คอยบอกว่าตัวเลขต่าง ๆ ที่เราเห็นนั้นดีหรือไม่ดี นั่นก็คืออัตราส่วนทางการเงินนั่นเองครับ

วันนี้พี่ทุยจะมาสอนวิธีเล่นหุ้นให้เป็น ด้วยการดูอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และเลือกหุ้นที่ดีได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาใครมาบอกว่าหุ้นไหนดี หุ้นไหนไม่ดี มาเริ่มกันเลยฮะ

 

เล่นหุ้น ให้ดี ต้องใช้อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนจะไปดูรายละเอียด พี่ทุยอยากอธิบายก่อนว่าอัตราส่วนทางการเงินคืออะไร และทำไมถึงสำคัญสำหรับคนที่อยากเล่นหุ้น

อัตราส่วนทางการเงิน หรือ Financial Ratio เป็นการนำตัวเลขจากงบการเงินมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินของหุ้นนั้น ๆ ได้ เหมือนกับการตรวจสุขภาพร่างกาย แต่เป็นการตรวจสุขภาพของบริษัท

งบการเงินมีตัวเลขเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าเราไม่รู้จักวิเคราะห์ มันก็เป็นแค่ตัวเลขธรรมดา แต่เมื่อเรานำมาคำนวณเป็นอัตราส่วน มันจะบอกเราได้ว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพการเงินดีหรือไม่ดี มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแค่ไหน และคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือเปล่า

อัตราส่วนทางการเงินสำคัญ ๆ มี 7 ตัวด้วยกัน ซึ่งพี่ทุยจะอธิบายทีละตัวให้เข้าใจง่าย ๆ ครับ

 

อัตราส่วนที่ 1 Debt to Equity Ratio หนี้สินต่อทุน

อัตราส่วนตัวแรกที่สำคัญมากคือ Debt to Equity Ratio หรือเรียกสั้น ๆ ว่า D/E Ratio เอาไว้ดูว่าบริษัทมีหนี้สินเกินตัวหรือเปล่า เพราะการมีหนี้สินล้นพ้นตัวอาจบอกได้ถึงความมั่นคงของบริษัท

สูตรคำนวณคือ หนี้สินรวม หารด้วย ทุนของผู้ถือหุ้น ยกตัวอย่าง ถ้าบริษัทมีหนี้สิน 50 ล้านบาท และมีทุนผู้ถือหุ้น 100 ล้านบาท D/E Ratio ก็เท่ากับ 0.5 เท่า

ค่าต่ำ หรือน้อยกว่า 1 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีหนี้สินน้อยกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น แสดงว่าบริษัทมีความมั่นคงทางการเงินสูง ไม่ได้พึ่งพาเงินกู้มากเกินไป

แต่ถ้า D/E Ratio สูงเกิน 2 หรือ 3 เท่า ต้องระวัง อาจหมายความว่าบริษัทมีหนี้สินเยอะ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเยอะ ถ้าธุรกิจไม่ดีอาจมีปัญหาในการชำระหนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ต้องดูตามลักษณะธุรกิจด้วย บางธุรกิจเช่นธนาคาร D/E Ratio สูงเป็นเรื่องปกติ เพราะธุรกิจเขาต้องใช้เงินทุนสูง แต่สำหรับธุรกิจทั่วไป ค่าต่ำกว่า 1 ถือว่าดีครับ

 

อัตราส่วนที่ 2 อัตรากำไรขั้นต้น Gross Profit Margin

อัตราส่วนตัวที่สองคือ อัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit Margin เอาไว้ดูว่าบริษัททำกำไรหลังจากหักต้นทุนแล้วได้ดีแค่ไหน

สูตรคำนวณคือ กำไรขั้นต้น หารด้วย รายได้จากการขาย คูณ 100 ยกตัวอย่าง ถ้าบริษัทมีรายได้ 100 ล้านบาท ต้นทุนขาย 60 ล้านบาท กำไรขั้นต้นก็เท่ากับ 40 ล้านบาท Gross Profit Margin ก็เท่ากับ 40%

ค่าสูง แสดงว่าบริษัทมีความสามารถในการควบคุมต้นทุน มีอำนาจต่อรองกับผู้ขายวัตถุดิบที่ดี หรือมีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

บริษัทที่มี Gross Profit Margin สูงมักจะเป็นบริษัทที่มีสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง หรือมีแบรนด์ที่แข็งแรง ขายได้ในราคาสูงกว่าต้นทุนมาก

แต่ถ้า Gross Profit Margin ต่ำ อาจหมายความว่าบริษัทแข่งขันด้วยราคา มีต้นทุนสูง หรืออาจมีปัญหาในการบริหารจัดการต้นทุนครับ

 

อัตราส่วนที่ 3 อัตรากำไรสุทธิ Net Profit Margin

อัตราส่วนตัวที่สามคือ อัตรากำไรสุทธิ หรือ Net Profit Margin เอาไว้ดูว่ารายได้ทั้งหมด สุดท้ายเหลือเป็นกำไรจริง ๆ เท่าไหร่หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่าง

สูตรคำนวณคือ กำไรสุทธิ หารด้วย รายได้จากการขาย คูณ 100 ยกตัวอย่าง ถ้าบริษัทมีรายได้ 100 ล้านบาท กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท Net Profit Margin ก็เท่ากับ 15%

ค่าสูง แสดงว่าบริษัทบริหารจัดการดี มีศักยภาพทั้งในการทำกำไรและคุมต้นทุนได้จริง ไม่ใช่แค่รายได้เยอะแต่ค่าใช้จ่ายก็บาน

อัตราส่วนนี้สำคัญมากสำหรับการเล่นหุ้น เพราะมันบอกได้ว่าบริษัททำกำไรได้จริง ๆ เท่าไหร่ บางบริษัทอาจมีรายได้สูง แต่พอหักค่าใช้จ่ายแล้วกำไรเหลือน้อย ก็ไม่ค่อยน่าสนใจ

โดยทั่วไป Net Profit Margin ที่ดีควรอยู่ที่ประมาณ 10% ขึ้นไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจด้วย บางธุรกิจมี margin สูงถึง 20-30% บางธุรกิจอาจจะแค่ 5% ก็ถือว่าดีแล้วครับ

 

เล่นหุ้น

 

อัตราส่วนที่ 4 อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ROA

อัตราส่วนตัวที่สี่คือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ หรือ ROA ย่อมาจาก Return on Assets ตัวนี้จะบอกว่าบริษัทเอาทรัพย์สินที่มีอยู่ไปใช้หาเงินได้คุ้มค่าแค่ไหน

สูตรคำนวณคือ กำไรสุทธิ หารด้วย สินทรัพย์รวม คูณ 100 ยกตัวอย่าง ถ้าบริษัทมีกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท ROA ก็เท่ากับ 10%

ค่าสูง ยิ่งสะท้อนว่าบริษัทเอาทรัพย์สินไปบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ทิ้งทรัพย์สินไว้เฉย ๆ แต่เอาไปใช้สร้างกำไรได้ดี

บริษัทที่มี ROA สูงมักจะเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดี ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่มีสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

แต่ถ้า ROA ต่ำ อาจหมายความว่าบริษัทมีทรัพย์สินเยอะ แต่ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือบริษัททำกำไรได้น้อยเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มีครับ

 

อัตราส่วนที่ 5 อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ ROE

อัตราส่วนตัวที่ห้าคือ อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ หรือ ROE ย่อมาจาก Return on Equity ตัวนี้ไว้วัดว่าผู้ถือหุ้นอย่างเรา ได้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนที่ใส่ไปมากน้อยแค่ไหน

สูตรคำนวณคือ กำไรสุทธิ หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น คูณ 100 ยกตัวอย่าง ถ้าบริษัทมีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 100 ล้านบาท ROE ก็เท่ากับ 15%

ค่าสูง แสดงว่าบริษัทเอาทุนผู้ถือหุ้นไปสร้างผลตอบแทนได้ดี เป็นบริษัทที่น่าลงทุน เพราะเงินที่เราใส่ไปทำงานได้ดี

อัตราส่วนนี้สำคัญมากสำหรับนักลงทุน เพราะมันบอกตรง ๆ ว่าเงินเราได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ โดยทั่วไป ROE ที่ดีควรอยู่ที่ประมาณ 15% ขึ้นไป

บริษัทที่มี ROE สูงอย่างต่อเนื่องหลายปี มักจะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพ มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน และน่าลงทุนในระยะยาวครับ

 

อัตราส่วนที่ 6 อัตราส่วนหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม Total Asset Turnover

อัตราส่วนตัวที่หกคือ อัตราส่วนหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม หรือ Total Asset Turnover ใช้ดูว่าบริษัทเอาทรัพย์สินทั้งหมดไปสร้างรายได้ได้คล่องตัวแค่ไหน

สูตรคำนวณคือ รายได้จากการขาย หารด้วย สินทรัพย์รวมเฉลี่ย ยกตัวอย่าง ถ้าบริษัทมีรายได้ 200 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท Asset Turnover ก็เท่ากับ 2 เท่า

ค่าสูง หมายถึงบริษัทหมุนสินทรัพย์ได้เร็ว สร้างยอดขายได้มากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มี แสดงว่าใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทที่มี Asset Turnover สูงมักจะเป็นบริษัทที่มีการหมุนเวียนสินค้าเร็ว หรือใช้สินทรัพย์อย่างคุ้มค่า ไม่มีทรัพย์สินตกค้างหรือไม่ได้ใช้งาน

แต่ต้องระวังด้วยนะครับ บางธุรกิจต้องใช้สินทรัพย์สูง เช่น โรงงาน ก็อาจมีค่าต่ำ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ดี ต้องดูเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันครับ

 

อัตราส่วนที่ 7 วงจรเงินสด Cash Cycle

อัตราส่วนตัวสุดท้ายคือ วงจรเงินสด หรือ Cash Cycle ดูว่าบริษัทใช้เวลากี่วัน ตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบ ผลิตสินค้า ขายของ จนถึงเก็บเงินสดกลับมา

สูตรคำนวณค่อนข้างซับซ้อนหน่อย คือ ระยะเวลาเก็บสินค้าคงคลัง บวก ระยะเวลาเก็บหนี้ ลบด้วย ระยะเวลาจ่ายหนี้ ยกตัวอย่าง ถ้าเก็บสินค้า 30 วัน เก็บหนี้ 45 วัน จ่ายหนี้ 60 วัน Cash Cycle ก็เท่ากับ 15 วัน

ค่าต่ำ หรือยิ่งติดลบยิ่งดี เพราะเงินหมุนกลับมาไว ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องสูง ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทุนหมุนเวียน

บริษัทที่มี Cash Cycle สั้นมักจะมีอำนาจต่อรองที่ดี เก็บเงินจากลูกค้าได้เร็ว และจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ช้า ทำให้มีเงินสดในมือเยอะ

แต่ถ้า Cash Cycle ยาว อาจมีปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียน ต้องกู้ยืมเงินมาใช้ หรืออาจมีปัญหาสินค้าขายไม่ออก หรือเก็บหนี้ไม่ได้ครับ

 

วิธีใช้อัตราส่วนทางการเงินอย่างถูกต้องในการ เล่นหุ้น

หลังจากที่รู้จักอัตราส่วนทั้ง 7 ตัวแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักใช้อย่างถูกต้อง เพื่อให้การเล่นหุ้นของเราได้ผลดีที่สุด

ข้อแรก ต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน อย่าเอาหุ้นธนาคารไปเทียบกับหุ้นเทคโนโลยี เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีลักษณะการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน

ข้อสอง ต้องดูเทรนด์ย้อนหลัง ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขปีเดียว ต้องดูว่าอัตราส่วนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ถ้าดีขึ้นเรื่อย ๆ แสดงว่าบริษัทมีการพัฒนา

ข้อสาม ต้องดูหลาย ๆ อัตราส่วนรวมกัน อย่าดูแค่ตัวเดียว เพราะแต่ละตัวบอกมุมมองที่ต่างกัน ต้องดูภาพรวมทั้งหมดถึงจะเห็นสุขภาพที่แท้จริงของบริษัท

ข้อสี่ ต้องเข้าใจบริบทของธุรกิจ บางครั้งตัวเลขอาจดูไม่ดี แต่เมื่อเข้าใจบริบทแล้วอาจพอยอมรับได้ เช่น บริษัทกำลังขยายกิจการ ลงทุนใหม่ อาจทำให้กำไรลดลงชั่วคระ

ข้อห้า ต้องใช้ร่วมกับการวิเคราะห์อื่น ๆ อัตราส่วนทางการเงินเป็นแค่เครื่องมือหนึ่ง ต้องใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ เช่น ทีมบริหาร โมเดลธุรกิจ แนวโน้มอุตสาหกรรม ฯลฯ ครับ

เวลาจะใช้อัตราส่วนทางการเงิน สิ่งที่ควรระวังคือบางตัวใช้เปรียบเทียบกับตัวเอง บางตัวใช้เปรียบเทียบกับคู่แข่ง และที่สำคัญไม่ควรนำมาเปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมที่มีวิธีการดำเนินกิจการที่แตกต่างกันเกินไป

หลังจากที่พี่ทุยอธิบายมาทั้งหมดนี้ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจมากขึ้นว่า การเล่นหุ้นให้ได้กำไรนั้น ไม่ใช่แค่การเดาหรือโชคเท่านั้น แต่ต้องมีความรู้และเครื่องมือในการวิเคราะห์ด้วย

อัตราส่วนทางการเงินทั้ง 7 ตัวนี้ เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็นมาก ช่วยให้เราเห็นภาพสุขภาพการเงินของบริษัทได้ชัดเจนขึ้น รู้ว่าบริษัทไหนน่าลงทุน บริษัทไหนควรหลีกเลี่ยง

แต่ต้องจำไว้เสมอว่า อัตราส่วนทางการเงินคือเครื่องมือหนึ่ง ที่ช่วยให้เห็นภาพบริษัท แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ต้องใช้ควบคู่กับการวิเคราะห์อื่น ๆ เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนแม่นยำและรอบด้านมากขึ้นนั่นเองนะครับ

การเล่นหุ้นเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่การเสี่ยงโชคระยะสั้น ยิ่งเรามีความรู้มาก ยิ่งวิเคราะห์ได้ดี โอกาสได้กำไรก็ยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นอย่าลืมศึกษาให้ดีก่อนลงทุนทุกครั้งนะครับ

ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook

อ่านบทความอื่น ๆ

หุ้นต่างประเทศ ลงทุนยังไงให้ปัง? 3 วิธีเด็ดที่คนไทยต้องรู้ก่อนพลาดโอกาส

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile