ทำไม SCG ถึงเร่งลงทุนใน “เวียดนาม” ในตอนนี้ ?
ในช่วงเวลานี้ ถือว่าเป็นอีกช่วงเวลาท้าทายจากเศรษฐกิจของไทยเราเองที่ใช้คำว่าค่อนข้างนิ่งได้เลย ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ บริษัททั้งของไทยและต่างประเทศ ต่างก็ขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากประเทศไทยกันมากขึ้น โดยเฉพาะ “เวียดนาม”
“เวียดนาม” เป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งของเอเชีย ทั้งในแง่ GDP การลงทุนจากต่างชาติ และการขยายตัวของชนชั้นกลาง จำนวนประชากรทะลุ 100 ล้านคนทำให้มีกำลังซื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น
ด้วยโอกาสที่เด่นชัดบริษัทอย่าง SCG เองก็ไม่ได้รอการเติบโตจากในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันก็ได้มีการเร่งขยายการลงทุนไปที่ “เวียดนาม” ภายใต้กลยุทธ์ Regional Optimization ที่มองภาพแบบองค์รวมเป็นภูมิภาค ให้ทั้งอาเซียนเป็นพอร์ตเดียวกัน และนำเอาจุดแข็งแต่ละประเทศเข้ามาใช้ร่วมกัน
ณ ปัจจุบัน SCGได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามผ่านหลากหลายบริษัท โดยมี 2 ธุรกิจที่โดดเด่นในฐานะ Rising Star ได้แก่
ธุรกิจแรกคือ PRIME Group ผู้นำด้านวัสดุตกแต่งพื้นผิวในเวียดนาม ภายใต้ SCGD บริษัทย่อยที่ listed ภายใต้กลุ่ม SCG) โดย SCG เริ่มเข้าถือหุ้น PRIME ตั้งแต่ปี 2555
และธุรกิจที่สองคือ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของ SCG ในเวียดนาม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายฐานการผลิตและตลาดในภูมิภาคอาเซียนของ SCG
ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจไม่ใช่แค่ส่งออก แต่เป็นตัวอย่างของการใช้ กลยุทธ์ Regional Optimization ของการลดต้นทุน พร้อมใช้นวัตกรรมเพื่อให้เกิดการเติบโต และ ESG เพื่อยกระดับชีวิตของคนเวียดนามไปด้วย
ธุรกิจแรก PRIME Group คือผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นFlagship สำคัญของ SCG Decor (SCGD) ในด้านศูนย์การการผลิตเพื่อตลาดในประเทศและตลาดส่งออกของ SCGD ด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้
เหตุผลสำคัญคือ “เวียดนามมีต้นทุนที่แข่งขันได้ดี ทั้งต้นทุนแรงงาน ทำเลโรงงาน และโลจิสติกส์ ทำให้ PRIME มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าคู่แข่งระดับโลก
จากยอดขายของ PRIME ประมาณ 5,500 ล้านบาทต่อปี แต่ด้วยเหตุนี้ เลยทำให้อัตรากำไร (Margin) ของ SCGD จากธุรกิจกระเบื้องไม่ได้มาจากแค่ขายได้ แต่มาจาก “กำไรที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่ต่ำกว่า” อย่างชัดเจน
และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เวียดนามน่าดึงดูดมากก็คือการโตขึ้นของชนชั้นกลาง ทำให้ความต้องการกระเบื้องแผ่นใหญ่ ดีไซน์สวย คุณภาพสูงเติบโตตามมาด้วยเช่นกัน ด้วยการผลิตที่ต้องใช้ Innovation สูง เทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อน และดีไซน์ที่เข้าใจตลาด ซึ่ง PRIME สามารถรองรับตลาดนี้ได้
โดยทาง SCGD ลงทุนต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสัดส่วนกระเบื้องคุณภาพสูงอย่าง Glazed Porcelain (GP) จาก 19 ล้านตารางเมตร ในปี 2025 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 45 ล้านตารางเมตร ในปี 2030
และอีกหนึ่งธุรกิจที่เรียกว่ารากฐานของทั้งประเทศเลยก็คือ “ปูนซีเมนต์” ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ความต้องการปูนซีเมนต์ในเวียดนามเติบโตถึง +16% (YoY) จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ สนามบิน ทางยกระดับ วงแหวนเมือง นิคมอุตสาหกรรม และโรงงานใหม่ ๆ
ปัจจุบันมีกำลังผลิตปูนเม็ด 3 ล้านตัน และปูนซีเมนต์ 4 ล้านตันต่อปี สิ่งที่โดดเด่นไม่ใช่แค่ปริมาณ แต่คือ ต้นทุนการผลิตที่ดีที่สุดในกลุ่ม SCG ทั้งเครือ ทำให้ธุรกิจที่เวียดนามกลายเป็นฐานหลักทั้งสำหรับตลาดในประเทศแล้ว ยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับตลาดส่งออกด้วย โดยปัจจุบันมีการส่งออกทั้งปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ และปูนเม็ดไปยังอเมริกา ยุโรป แอฟริกา โอเชียเนีย และเอเชีย
อีกมุมที่สำคัญมาก คือเรื่องสิ่งแวดล้อม เวียดนามตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050 และเดินหน้า Green Building อย่างจริงจัง อาคารใหม่จำนวนมากต้องใช้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ
SCG ได้นำ Know-how จากไทยไปยกระดับการผลิตในเวียดนามทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน การลดคาร์บอน และการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ไม่ได้สะท้อนแค่ในงบกำไร แต่สะท้อนในคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร เมืองที่ยั่งยืนขึ้น และชุมชนที่ดีขึ้นในระยะยาวด้วย
เมื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตจำกัด SCG ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่เลือกขยายเวทีไปยังประเทศที่ “โอกาสกำลังมา” SCGD โดย PRIME Group แสดงให้เห็นว่าการใช้เวียดนามเป็น Hub การผลิต สามารถสร้าง Margin และการเติบโตที่แข็งแรงได้จริง
ส่วนธุรกิจปูนซีเมนต์แสดงให้เห็นว่า “โครงสร้างพื้นฐาน + Green Innovation = การเติบโตระยะยาวของทั้งประเทศ”
ทั้งหมดนี้คือภาพของ SCG Regional Optimization ไม่ใช่แค่การย้ายฐานผลิต แต่คือการย้าย “ศูนย์กลางการเติบโต” ไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ทั้งกับธุรกิจ และกับผู้คนในเวียดนามและภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนเอง
เป็นยังไงกันบ้างกับบทความนี้ หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปที่ : https://www.scg.com/
อ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่นี่
