ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึง AI แต่รู้ไหมครับว่า เบื้องหลังความฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้มีแค่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างเดียว เพราะกว่าจะได้ระบบที่เรากำลังใช้กันทุกวันนี้ ต้องมีอีกหลายอุตสาหกรรมช่วยกันขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง
วันนี้พี่ทุยเลยอยากพาไปดู 5 กอง ETF ธีมปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ในห่วงโซ่การเติบโต ไม่ได้ทำโดยตรง แต่เป็นคนขายของให้โตขึ้นทุกวัน เหมาะกับคนที่อยากเกาะเทรนด์ แต่ไม่อยากเสี่ยงเลือกหุ้นรายตัว มาดูกันเลยครับ
ทำไมต้องลงทุนในห่วงโซ่ปัญญาประดิษฐ์ AI
ก่อนจะไปดูรายละเอียดแต่ละกอง พี่ทุยอยากอธิบายก่อนว่า ทำไมการลงทุนในห่วงโซ่ถึงน่าสนใจกว่าการลงทุนในบริษัทผู้พัฒนาโดยตรง
เหตุผลแรกคือ กระจายความเสี่ยง การลงทุนในบริษัทผู้พัฒนาโดยตรงอาจมีความเสี่ยงสูง เพราะแข่งขันกันรุนแรง แต่บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่สนับสนุนจะมีความมั่นคงกว่า เพราะไม่ว่าใครจะชนะการแข่งขัน พวกเขาก็ยังต้องใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์เหล่านี้
เหตุผลที่สองคือ ความยั่งยืน อุตสาหกรรมสนับสนุนมักจะมีอายุยาวกว่า เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว
เหตุผลที่สามคือ มูลค่าที่เหมาะสม หุ้นบริษัทผู้พัฒนาโดยตรงมักจะมีราคาแพงมาก เพราะคนต่างพากันซื้อ แต่หุ้นในห่วงโซ่สนับสนุนอาจจะมีมูลค่าที่เหมาะสมกว่า
เหตุผลที่สี่คือ ผลตอบแทนที่ดี แม้จะไม่ได้โตระเบิดเหมือนหุ้นตัวท็อป แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงกว่า เหมาะกับการลงทุนระยะยาว
เหตุผลที่ห้าคือ ความหลากหลาย ETF ที่ลงทุนในห่วงโซ่จะมีหุ้นหลายตัว ไม่ได้เสี่ยงกับบริษัทเดียว ทำให้ความเสี่ยงลดลงครับ
ETF ที่ 1 SMH กล้ามเนื้อในการประมวลผลของ AI
กองแรกที่พี่ทุยอยากแนะนำคือ SMH ซึ่งเป็นกองที่ลงทุนในกลุ่ม Semiconductor หรือบริษัทที่ผลิตชิปประมวลผล ซึ่งเป็นหัวใจหลัก
พูดง่าย ๆ ถ้าไม่มีชิป ระบบก็ทำงานไม่ได้เลย หุ้นในกองนี้ก็อย่างเช่น NVIDIA, TSMC และ Broadcom ทั้งหมดนี้คือบริษัทที่อยู่เบื้องหลังทุกคำสั่งที่เราใช้ ตั้งแต่ ChatGPT ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ
ชิปเหล่านี้ไม่ได้ใช้แค่ในระบบปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ยังใช้ในสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีความต้องการสูงและเติบโตต่อเนื่อง
NVIDIA เป็นผู้นำในการผลิตชิปประมวลผลกราฟิกที่ใช้ในระบบเทรนโมเดล TSMC เป็นโรงงานผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วน Broadcom ทำชิปสำหรับการสื่อสารและเครือข่าย
ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 31.4% ต่อปี ถือว่าสูงมาก แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมชิปมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง และน่าจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคตครับ
ETF ที่ 2 SKYY สมองและหน่วยความจำ AI
กองที่สองคือ SKYY ซึ่งเน้นลงทุนในธุรกิจ Cloud Computing หรือระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์ เพราะปัญญาประดิษฐ์ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลและต้องเข้าถึงได้เร็วมาก
ในพอร์ตมีหุ้นอย่าง Oracle และ Arista Networks ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของระบบคลาวด์ทั่วโลก พูดได้เลยว่ากองนี้คือสมองและหน่วยความจำของระบบ
Cloud Computing ไม่ได้ใช้แค่กับระบบปัญญาประดิษฐ์ แต่ใช้กับทุกบริษัทที่ต้องการจัดเก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Spotify, Facebook หรือธนาคารต่าง ๆ ทุกคนต้องการพื้นที่จัดเก็บและความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล
Oracle เป็นผู้ให้บริการฐานข้อมูลและระบบคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง Arista Networks ทำระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อคลาวด์ให้รวดเร็วและเสถียร
ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 11.4% ต่อปี ถือว่าดีมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
ETF ที่ 3 DTCR ห้องเครื่องระบบเชื่อมต่อ AI
กองที่สามคือ DTCR ซึ่งไปลงทุนในบริษัทที่บริหารศูนย์ข้อมูลหรือ Data Centers อย่าง Equinix, Digital Realty Trust และ American Tower
บริษัทเหล่านี้คือเจ้าของศูนย์ข้อมูลที่เชื่อมต่อทั้งโลก ถ้าไม่มีพวกนี้ ระบบก็จะไม่สามารถทำงานแบบเรียลไทม์ได้ เป็นเหมือนห้องเครื่องที่เก็บเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด
Data Centers เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมาก เพราะต้องมีระบบระบายความร้อน ไฟฟ้าสำรอง ความปลอดภัย และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การลงทุนในอาคารเหล่านี้ต้องใช้เงินมหาศาล แต่ก็ให้รายได้ที่มั่นคงจากค่าเช่า
Equinix เป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีศูนย์ข้อมูลกระจายอยู่ทั่วทุกทวีป Digital Realty Trust ก็เป็นอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ที่มีศูนย์ข้อมูลมากมาย
ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 9.2% ต่อปี ถือว่าดีสำหรับอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน เพราะให้รายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่องครับ
ETF ที่ 4 XLU สายเลือดพลังงานหล่อเลี้ยง
กองที่สี่คือ XLU ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า แค่เราพิมพ์คำถามในระบบสนทนาหนึ่งครั้งก็ใช้พลังงานมหาศาล เพราะการประมวลผลต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก
กอง XLU จึงไปลงทุนในบริษัทพลังงานและสาธารณูปโภคอย่าง NextEra Energy, Constellation Energy และ The Southern Company ทั้งหมดนี้คือคนจ่ายไฟให้ระบบทั้งโลก
การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาล ศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งอาจใช้ไฟฟ้าเท่ากับเมืองเล็ก ๆ ทั้งเมืองเลย และด้วยการเติบโตที่รวดเร็ว ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
NextEra Energy เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก Constellation Energy ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และแหล่งอื่น ๆ The Southern Company เป็นบริษัทสาธารณูปโภคที่ให้บริการในหลายรัฐ
ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 10.8% ต่อปี ถือว่าดีมากสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะเป็นธุรกิจที่มีรายได้แน่นอนและมั่นคงครับ
ETF ที่ 5 IFRA โครงสร้างพื้นฐาน
กองสุดท้ายคือ IFRA ซึ่งระบบปัญญาประดิษฐ์จะโตไม่ได้เลย ถ้าไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ IFRA ลงทุนในบริษัทที่สร้างระบบไฟฟ้า ถนน เสาสัญญาณ และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต
เช่น Primoris Services, Sterling Infrastructure และ Cleveland-Cliffs กองนี้คือกระดูกสันหลังของระบบทั้งหมด เป็นพื้นฐานที่ทำให้ทุกอย่างทำงานได้
โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้ใช้แค่กับระบบปัญญาประดิษฐ์ แต่ใช้กับทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ถนนที่เราขับรถ ไฟฟ้าที่บ้าน สัญญาณมือถือ ไปจนถึงอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง
Primoris Services ทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสื่อสาร Sterling Infrastructure สร้างถนนและสะพาน Cleveland-Cliffs ผลิตเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมด
ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 18.1% ต่อปี ถือว่าสูงมาก เพราะอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานกำลังได้รับการลงทุนอย่างมากจากทั่วโลกครับ
ข้อดีของการลงทุนใน ETF ธีมนี้
หลังจากที่เห็น 5 กองแล้ว มาดูกันว่า ข้อดีของการลงทุนใน ETF ธีมนี้คืออะไรบ้าง
- ข้อดีแรกคือ กระจายความเสี่ยง ไม่ได้เสี่ยงกับหุ้นเพียงตัวเดียว แต่กระจายไปในหลายบริษัท หลายอุตสาหกรรม ทำให้ความเสี่ยงลดลง
- ข้อดีที่สองคือ ครอบคลุมห่วงโซ่ทั้งหมด ตั้งแต่ชิป คลาวด์ ศูนย์ข้อมูล พลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ได้ประโยชน์จากการเติบโตทุกด้าน
- ข้อดีที่สามคือ มูลค่าที่เหมาะสม ไม่ได้แพงเกินไปเหมือนหุ้นตัวท็อปที่ทุกคนพากันซื้อ
- ข้อดีที่สี่คือ ความยั่งยืน อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในอนาคต
- ข้อดีที่ห้าคือ ผลตอบแทนที่ดี จากข้อมูล 5 ปีที่ผ่านมา ทุกกองให้ผลตอบแทนที่ดี แสดงว่าการลงทุนในห่วงโซ่สนับสนุนก็ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจครับ
ข้อควรระวังในการลงทุน
แม้ว่า ETF เหล่านี้จะมีข้อดีมาก แต่ก็มีข้อควรระวังบางอย่างที่ต้องรู้
- ข้อแรก ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีอนาคต ตัวเลขที่เห็นเป็นผลตอบแทนที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะเป็นแบบนั้นแน่นอน
- ข้อสอง ความผันผวน หุ้นเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานอาจมีความผันผวนสูง ราคาอาจขึ้นลงมาก ต้องเตรียมใจไว้
- ข้อสาม ค่าธรรมเนียม ETF มีค่าธรรมเนียมการจัดการ ถึงแม้จะไม่สูงมาก แต่ก็ต้องนำมาคำนวณในผลตอบแทน
- ข้อสี่ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเป็นการลงทุนในต่างประเทศ ต้องระวังเรื่องค่าเงิน ถ้าบาทแข็งขึ้น ผลตอบแทนอาจลดลง
- ข้อห้า การเข้าถึง ETF บางตัวอาจซื้อได้ไม่สะดวกในไทย อาจต้องเปิดบัญชีหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือซื้อผ่านกองทุนที่ลงทุนใน ETF เหล่านี้ครับ
การวางแผนการลงทุน
สำหรับคนที่สนใจจะลงทุนใน ETF เหล่านี้ ควรวางแผนอย่างไร
- ขั้นแรก กำหนดเป้าหมาย ต้องรู้ว่าเราลงทุนเพื่ออะไร ระยะเวลาเท่าไหร่ และยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน
- ขั้นที่สอง กระจายการลงทุน ไม่ควรเอาเงินทั้งหมดมาลงใน ETF เหล่านี้ ควรกระจายไปในสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย เช่น หุ้นไทย พันธบัตร ทอง
- ขั้นที่สาม ลงทุนเป็นงวด ๆ ไม่ต้องรีบเอาเงินก้อนใหญ่มาลงทุนในครั้งเดียว ควรแบ่งเป็นงวด ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากจังหวะเวลา
- ขั้นที่สี่ ติดตามผลและทบทวน ควรติดตามผลการลงทุนเป็นระยะ ดูว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ และปรับแผนถ้าจำเป็น
- ขั้นที่ห้า ลงทุนระยะยาว การลงทุนในเทรนด์ควรมองในระยะยาว อย่างน้อย 3-5 ปี ไม่ควรซื้อวันนี้แล้วหวังขายพรุ่งนี้ได้กำไรครับ
พี่ทุยว่าการที่จะเติบโตได้ ต้องมีครบทั้งชิป คลาวด์ ศูนย์ข้อมูล พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน 5 ETF เหล่านี้ คือคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ใช่แค่คนสร้างที่รวย แต่คนขายของให้ก็เติบโตไปด้วยเหมือนกัน
แบบนี้ ถ้าใครอยากลงทุนในเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่อยากเสี่ยงเลือกหุ้นรายตัว ETF ธีมแบบนี้ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ การกระจายการลงทุนในห่วงโซ่ทั้งหมดจะช่วยลดความเสี่ยง และยังให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอีกด้วย
ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
อ่านบทความอื่น ๆ
Alexandr Wang เด็กอัจฉริยะ ผู้ปลุกชีพ AI ให้ฉลาดล้ำโลก จน Meta ยังต้องง้อ