พี่ทุยเชื่อว่าการมี SPayLater อาจกลายเป็นโลกทั้งใบของใครหลายคนเลย เพราะมันแทบจะเป็นแหล่งเงินกู้หลักในการหมุนเงิน โดยเฉพาะคนที่เข้าถึงบัตรเครดิตไม่ได้ จนบางคนใช้จนติดเป็นนิสัย เห็นอะไรก็จ่ายผ่าน SPay ไปหมด ลืมไปว่านี่ไม่ใช่เงินฟรี แต่คือหนี้ที่เราต้องตามมาจ่ายทีหลังครับ
วันนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้ฟังว่า SPayLater คืออะไร มีผลกระทบอย่างไรถ้าจ่ายช้า ดอกเบี้ยเท่าไหร่ และควรใช้อย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ให้การเงินของเราพังหรือโดนแบนบัญชี มาดูกันเลยฮะ
SPayLater คืออะไร
คือระบบผ่อนชำระของ shopee คือบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังของ Shopee ที่ให้เราสามารถซื้อของได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินทันที แต่จ่ายทีหลังตามกำหนดชำระที่ตกลงกัน อาจจะเป็นการจ่ายเต็มจำนวนในเดือนถัดไป หรือจ่ายเป็นงวด ๆ ก็ได้
บริการนี้ได้รับความนิยมมากเพราะตอบโจทย์คนที่ต้องการซื้อของแต่ยังไม่มีเงินพอในขณะนั้น หรือต้องการเก็บเงินสดไว้ใช้จ่ายอย่างอื่น โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบัตรเครดิต ก็สามารถใช้ SPay แทนได้
การสมัครใช้งานก็ไม่ยาก แค่มีบัญชี Shopee ตรวจสอบคุณสมบัติผ่านระบบ ก็จะได้วงเงินตามที่ระบบประเมิณ วงเงินอาจจะตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับประวัติการใช้งานและข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคนครับ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SPayLater
หลายคนมักจะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SPay ที่ทำให้ใช้งานผิดพลาดและเกิดปัญหาตามมา
- ความเข้าใจผิดแรกคือ คิดว่าเป็นเงินฟรี ความจริงคือ SPay ไม่ใช่เงินฟรี แต่เป็นเงินกู้ที่เราต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยถ้าผ่อนชำระ หรือจ่ายเต็มจำนวนตามกำหนด
- ความเข้าใจผิดที่สองคือ คิดว่าจ่ายช้าหน่อยไม่เป็นไร ความจริงคือ แค่จ่ายช้า 1 วันก็มีค่าปรับแล้ว และยิ่งช้านาน ผลกระทบก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ
- ความเข้าใจผิดที่สามคือ คิดว่าใช้แค่นี้คงไม่มีปัญหา แต่ความจริงคือ ถ้าใช้บ่อย ๆ โดยไม่มีวินัย เงินที่ต้องจ่ายจะสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจ่ายไม่ไหว
- ความเข้าใจผิดที่สี่คือ คิดว่าไม่กระทบเครดิต ความจริงคือ ถ้าจ่ายช้าเกิน 14 วัน ประวัติจะถูกบันทึก และอาจส่งผลกับการขอสินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคต
- ความเข้าใจผิดที่ห้าคือ คิดว่าไม่มีดอกเบี้ย ความจริงคือ ถ้าเลือกผ่อนชำระ จะมีดอกเบี้ยที่ไม่ต่ำเลย อยู่ที่ 15-25% ต่อปีครับ
ผลกระทบจากการจ่ายช้า แต่ละขั้นตอน
เพราะแบบนี้ เวลาเห็นคำว่าซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เลยทำให้หลายคนตาลุกวาว ได้ของทันทีโดยไม่ต้องควักเงินก้อน แต่พี่ทุยอยากเตือนว่า ถ้าใช้ไม่ระวัง มันจะกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้การเงินพังได้ง่ายกว่าที่คิด
สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือ จ่ายช้าหน่อยคงไม่เป็นไร แต่ความจริงคือ แค่วันเดียวปัญหาก็เริ่มแล้ว และยิ่งปล่อยไว้นาน มันก็จะบานปลายเหมือนภูเขาไฟที่รอวันปะทุ แรงขึ้นตามเวลา โดยมีหลายขั้นตอนแบบนี้ฮะ
- ขั้นตอนที่ 1 จ่ายช้าแค่ 1 วัน
จ่ายช้าแค่ 1 วัน ก็เจอแล้ว ทั้งค่าติดตามทวงหนี้ 50 บาทต่อรอบบิล บวกกับความเสี่ยงที่บัญชี SPayLater จะถูกระงับการใช้งานชั่วคราว
นี่เป็นสัญญาณเตือนแรกที่ระบบส่งให้เรา บอกว่าเราจ่ายไม่ตรงเวลา แม้จะเป็นแค่วันเดียว แต่ระบบก็บันทึกไว้แล้ว และถ้าทำบ่อย ๆ ประวัติก็จะแย่ลง
บางคนอาจคิดว่า 50 บาทไม่มาก แต่ถ้าจ่ายช้าบ่อย ๆ เดือนละ 2-3 ครั้ง ก็เป็น 100-150 บาทแล้ว เงินที่ควรจะเก็บออมหรือใช้จ่ายอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่าครับ
- ขั้นตอนที่ 2 จ่ายช้า 7 วัน
จ่ายช้า 7 วัน คราวนี้ไม่ได้เสียเงินเพิ่มแค่ค่าทวงหนี้ แต่ยังเสียสิทธิ์ที่เคยได้จาก Shopee ไปด้วย เช่น คูปองส่วนลด หรือสิทธิ์เก็บ Coin ที่ใคร ๆ ก็อยากได้
สิทธิประโยชน์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ Shopee ให้กับลูกค้าที่ดี ที่จ่ายตรงเวลา แต่เมื่อเราจ่ายช้า เราก็เสียสิทธิ์เหล่านี้ไป ทำให้การช็อปครั้งต่อไปแพงขึ้น เพราะไม่มีส่วนลด
นอกจากนี้ยังอาจถูกจำกัดการใช้งานบางฟีเจอร์ เช่น ไม่สามารถเพิ่มวงเงิน SPay ได้ หรือไม่สามารถใช้โปรโมชั่นพิเศษได้ครับ
- ขั้นตอนที่ 3 จ่ายช้า 14 วัน
จ่ายช้า 14 วัน นี่เริ่มหนักแล้ว เพราะข้อมูลจะถูกบันทึกเป็นประวัติชำระล่าช้า ซึ่งจะติดตัวเราไป และอาจส่งผลต่อโอกาสขอสินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคต ไหนจะยังมีโอกาสถูกลดวงเงินอีก
ประวัติการชำระล่าช้านี้จะเป็นข้อมูลที่ระบบใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของเรา ถ้าเรามีประวัติไม่ดี โอกาสในการขอสินเชื่อหรือบัตรเครดิตในอนาคตก็จะลดลง
วงเงิน SPayLater ที่เคยมีอาจถูกลดลง ทำให้เราใช้จ่ายได้น้อยลง หรือในกรณีที่แย่มาก อาจถูกปิดบัญชีเลยก็ได้
นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการใช้บริการอื่น ๆ ของ Shopee เช่น การขอเครดิตเพิ่ม หรือการใช้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ Shopee มีครับ
- ขั้นตอนที่ 4 จ่ายช้า 30 วันขึ้นไป
จ่ายช้า 30 วันขึ้นไป อันนี้คือขั้นวิกฤต นอกจากค่าติดตามหนี้จะเพิ่มเป็น 100 บาทต่อรอบบิลแล้ว ยังมีสิทธิ์ถูกดำเนินการตามกฎหมาย และที่พีคที่สุดคือ ประวัติเสียจะถูกส่งเข้าเครดิตบูโร กลายเป็นรอยด่างที่ลบออกยากมาก
เครดิตบูโรเป็นหน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลเครดิตของคนทั่วประเทศ ธนาคารและสถาบันการเงินจะตรวจสอบข้อมูลจากที่นี่ก่อนอนุมัติสินเชื่อ ถ้าเรามีประวัติเสียในเครดิตบูโร โอกาสในการขอสินเชื่อใด ๆ ก็จะลดลงมาก
การถูกดำเนินการตามกฎหมายหมายถึง อาจถูกฟ้องร้อง ต้องขึ้นศาล จ่ายค่าปรับ ค่าทนายความ และอาจมีคำสั่งบังคับจากศาลให้ชำระหนี้
รอยด่างในเครดิตบูโรจะติดอยู่นานหลายปี แม้จะจ่ายหนี้หมดแล้ว ประวัติก็ยังอยู่ ทำให้การขอสินเชื่อในอนาคตยากขึ้นมากครับ
ดอกเบี้ย SPayLater สูงแค่ไหน
อย่าลืมนะครับว่า SPay คิดดอกเบี้ยไม่ธรรมดาเลย ถ้าใครสมัครก่อน 4 กันยายน 2566 จะเจอดอกเบี้ยปีละ 15% แต่ถ้าสมัครหลังจากนั้น ดอกเบี้ยสูงถึง 25% ต่อปี ลองคิดดูว่า ถ้าเราปล่อยหนี้ค้างสะสมไว้นาน ๆ ดอกเบี้ยมันจะงอกเงยแค่ไหน
เปรียบเทียบกับบัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยประมาณ 18% ต่อปี SPayLater ที่ 25% ต่อปีถือว่าสูงกว่า ทำให้ต้นทุนในการกู้แพงขึ้น
ยกตัวอย่าง ถ้าเรามีหนี้ SPay 10,000 บาท ผ่อนชำระเป็นเวลา 1 ปี ดอกเบี้ย 25% เราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 2,500 บาท หรือรวมทั้งหมด 12,500 บาท
ถ้าเราปล่อยหนี้ค้างนานขึ้น ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เงินที่ต้องจ่ายมากขึ้นกว่าเดิมมาก อาจจะมากกว่าของที่เราซื้อเสียอีกครับ
วิธีใช้ SPayLater อย่างปลอดภัย
เพราะฉะนั้น การใช้ SPay ให้ปลอดภัย ต้องมีวินัยมาก ๆ ใช้เท่าที่จำเป็น และต้องมั่นใจว่ามีเงินพอจ่ายตรงเวลา
- วิธีแรก ใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นจริง ๆ อย่าใช้เพราะอยากได้ของ แต่ให้ใช้เพราะต้องการของจริง ๆ และมั่นใจว่าจะจ่ายได้ตรงเวลา
- วิธีที่สอง ตั้งงบประมาณที่ชัดเจน กำหนดว่าจะใช้ SPay ได้เท่าไหร่ต่อเดือน และไม่เกินจำนวนนั้น เช่น ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน
- วิธีที่สาม จ่ายเต็มจำนวนทันที ถ้าเป็นไปได้ ให้เลือกจ่ายเต็มจำนวนในเดือนถัดไป ไม่ผ่อนชำระ เพื่อไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
- วิธีที่สี่ ตั้งเตือนวันชำระหนี้ ใช้แอพหรือปฏิทินตั้งเตือนก่อนวันชำระ 2-3 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่พลาดและมีเงินพอจ่าย
- วิธีที่ห้า ตรวจสอบยอดหนี้เป็นประจำ เข้าไปเช็คว่ามีหนี้ค้างเท่าไหร่ ครบกำหนดเมื่อไหร่ เพื่อวางแผนการจ่ายได้ทันเวลาครับ
ถ้าจ่ายช้าแล้ว จะทำอย่างไรดี
ถ้าใช้แล้วเผลอจ่ายช้า สิ่งที่ควรทำคือ รีบปิดหนี้ให้หมด อย่าปล่อยให้ค้างข้ามเดือน จากนั้นถ้าอยากกลับมาใช้เครดิตใหม่ ก็ต้องสร้างประวัติใหม่ด้วยการใช้สินเชื่อเล็ก ๆ แล้วจ่ายตรงเวลาอย่างน้อย 6-12 เดือน
- ขั้นตอนแรก รีบปิดหนี้ทันทีที่มีเงิน อย่ารอให้ผ่านไปนานขึ้น ยิ่งรอนาน ค่าปรับและดอกเบี้ยก็ยิ่งเพิ่ม
- ขั้นตอนที่สอง ติดต่อ Shopee เพื่อขอผ่อนผันหรือขอความช่วยเหลือ ถ้าเราติดต่อก่อนและอธิบายสถานการณ์ อาจได้รับการพิจารณาบ้าง
- ขั้นตอนที่สาม หาเงินมาจ่ายให้ได้ ไม่ว่าจะกู้ยืมจากครอบครัว ขายของ หรือหารายได้เสริม ก็ต้องหาทางจ่ายให้ได้
- ขั้นตอนที่สี่ หลังจากจ่ายหมดแล้ว ให้ระมัดระวังการใช้งานครั้งต่อไป ใช้เฉพาะเมื่อจำเป็น และมั่นใจว่าจะจ่ายได้ตรงเวลา
- ขั้นตอนที่ห้า สร้างประวัติใหม่ด้วยการใช้งานอย่างมีวินัย ใช้เป็นจำนวนเล็ก ๆ แล้วจ่ายตรงเวลาทุกครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อฟื้นฟูเครดิตครับ
ข้อควรระวังเมื่อใช้ SPayLater
นอกจากเรื่องการจ่ายตรงเวลาแล้ว ยังมีข้อควรระวังอื่น ๆ เมื่อใช้ SPay
- ข้อแรก อย่าใช้เกินตัว แม้จะมีวงเงินสูง แต่ไม่ได้แปลว่าเราควรใช้หมด ให้ใช้เท่าที่จำเป็นและจ่ายได้จริง ๆ
- ข้อสอง อย่าใช้ซื้อของฟุ่มเฟือย SPay ควรใช้กับของที่จำเป็น ไม่ใช่ของที่อยากได้แค่ชั่วคราว
- ข้อสาม ระวังโปรโมชั่นล่อใจ บางครั้งร้านค้าหรือ Shopee มีโปรโมชั่นที่ดูน่าสนใจ แต่อย่าลืมว่าเราต้องจ่ายคืน อย่าซื้อเพราะโปรโมชั่น
- ข้อสี่ อย่าใช้หลายบริการพร้อมกัน ถ้าใช้ทั้ง SPay บัตรเครดิต และเงินกู้อื่น ๆ พร้อมกัน อาจควบคุมหนี้ไม่ไหว
- ข้อห้า เก็บหลักฐานการชำระหนี้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต ว่าเราจ่ายแล้วหรือยังครับ
พี่ทุยอยากบอกตรงนี้เลยว่า หนี้ทุกก้อนมันไม่เคยเล็ก ต่อให้ยอดไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้าเราปล่อยให้กลายเป็นหนี้เสีย ผลกระทบมันใหญ่จนเราอาจพลาดโอกาสในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ หรือแม้แต่การขอสินเชื่อเล็ก ๆ ที่ควรจะผ่านง่าย ๆ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องยากทันที
สุดท้ายนี้ พี่ทุยอยากให้เพื่อน ๆ มอง SPay ว่าเป็นแค่เครื่องมือทางการเงิน ที่จะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราใช้ ถ้าใช้ด้วยความเข้าใจและมีวินัย มันก็ช่วยให้เราหมุนเงินได้สะดวก แต่ถ้าใช้แบบตามใจ ไม่คิดถึงตอนจ่ายคืน มันจะกลายเป็นหลุมพรางที่ดึงเราไปสู่ปัญหาการเงินที่หนักกว่าเดิมก็ได้นะฮะ
การมี SPayLater เป็นเหมือนมีเงินกู้ฉุกเฉินไว้ใช้ยามจำเป็น แต่ไม่ใช่เงินที่ให้เราใช้ฟุ่มเฟือย ต้องใช้อย่างรับผิดชอบ คิดถึงอนาคต และรักษาเครดิตของเราให้ดีไว้ เพราะเครดิตที่ดีจะเป็นทรัพย์สินที่มีค่าในการขอสินเชื่อใด ๆ ในอนาคตครับ
ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
อ่านบทความอื่น ๆ
หยุด “สร้างหนี้” ดีจริงหรอ ? ทำไมบางคนเป็นหนี้แล้วรวย แต่บางคนหมดตัวเพราะหนี้