นักลงทุนสายพื้นฐาน คัดกรองหุ้นยังไง

“นักลงทุนสายพื้นฐาน” (VI) เลือกหุ้นยังไง ? | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP7

5 min read  

ฉบับย่อ

  • การคัดกรองหุ้น เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับ “นักลงทุนสายพื้นฐาน” (VI) เพราะจะทำให้เราประหยัดเวลาในการวิเคราะห์หุ้นไปได้ค่อนข้างมาก
  • การคัดกรองหุ้น เริ่มจากเอาหุ้นที่เราไม่ถนัดออกไปก่อน เพราะ ถึงหุ้นตัวนั้นจะมีรายได้และกำไรดียังไง ถ้าเราไม่ถนัดหรือไม่เข้าใจในธุรกิจเราไม่สามารถวิเคราะห์เชิงลึกต่อได้ 
  • จากนั้นก็นำหุ้นที่เหลือมาดูความแข็งแกร่งทางการเงินต่อ ซึ่งเกณฑ์การดูความแข็งแกร่งทางการเงินมีอยู่ 3 ด้าน ด้วยกัน คือ 1) หนี้สิน 2) รายได้ และ กำไรสุทธิ
  • สิ่งสุดท้ายที่เราของขั้นตอนการคัดกรองหุ้น คือ การดูว่าหุ้นมีราคาแพงเกินไปหรือยัง 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

หลังที่ตอนที่แล้ว เรารู้ไปแล้วว่าปัจจัยที่ทำให้หุ้นพื้นฐานปรับตัวขึ้น คือ P/E และ EPS สิ่งต่อมาที่เราต้องทำ คือ การคัดเลือกหุ้นเบื้องต้น เพื่อเป็นการคัดหุ้นไม่ดีออกไป ให้เหลือแต่หุ้นที่ดี เพื่อเราจะได้เอาไปวิเคราะห์เชิงลึกต่อนั่นเอง การคัดกรองหุ้นจะทำให้ “นักลงทุนสายพื้นฐาน” (VI) เหนื่อยน้อยลงมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลามานั่งวิเคราะห์หุ้นทุกตัวในตลาดนั่นเอง 

วิธีการคัดกรองหุ้นแบบ “นักลงทุนสายพื้นฐาน”

การคัดกรองหุ้น เราจะต้องดูหุ้นในหลายด้านด้วยกัน โดยสิ่งแรกที่เราต้องทำ คือ 

คัดหุ้นที่เราไม่ถนัดออกไป

แน่นอนว่าคนเราไม่ได้เก่งหรือถนัดกันทุกอย่าง กับหุ้นก็เช่นกัน เราไม่มีทางที่จะถนัดไปทุกตัวหรือทุกกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ซึ่งคำว่า ไม่ถนัดของพี่ทุยหมายถึง เราไม่เข้าใจในตัวธุรกิจ ไม่รู้ว่ารายได้ของธุรกิจนี้มาจากไหน ตอบไม่ได้ว่าอะไรเป็นปัจจัยบวกหรือลบของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ 

ตัวอย่างเช่น บางคนไม่ถนัดกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เพราะไม่เข้าใจว่าเขานับรายได้กันยังไง ไม่รู้ว่า Backlog คืออะไร และไม่เข้าใจว่าปัจจัยไหนที่ถือเป็นปัจจัยบวกและปัจจัยไหนที่ถือเป็นปัจจัยลบของธุรกิจ  

หรือ บางคนไม่ถนัดกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน เพราะ รู้สึกว่าค่อนข้างยากที่จะคาดการณ์รายได้ เนื่องจากราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา แถมยังคาดการณ์ทิศทางของราคาน้ำมันได้ยากอีก 

เพราะฉะนั้น หุ้นกลุ่มที่เราไม่ถนัดเราก็ควรที่จะคัดออกไปก่อน เพราะถ้าเราฝืนเอาหุ้นที่ไม่ถนัด ไม่เข้าใจ ไปวิเคราะห์ต่อ เราก็วิเคราะห์ไม่ถูกอยู่ดี 

อีกหนึ่งความหมายของคำว่า ไม่ถนัดของพี่ทุย คือ ถ้าเราถือหุ้นนั้น แล้วเรารู้สึกไม่มีความสุข เช่น การถือหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน ถ้าถือแล้วเราต้องมานั่งลุ้นนั่งเครียดกับทิศทางของราคาน้ำมัน แบบนี้พี่ทุยก็คิดว่าควรคัดออกเหมือนกัน 

หลังจากที่เราที่เราคัดหุ้นที่เราไม่ถนัดและหุ้นที่เราถือแล้วไม่มีความสุขออกไปแล้ว ขั้นตอนต่อมาที่เราต้องดูเพื่อคัดกรองหุ้น คือ ความแข็งแกร่งทางการเงิน ซึ่งเกณฑ์ในการวัดความแข็งแกร่งของทางการเงินของบริษัท พี่ทุยขอแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

1. หนี้สิน

2. รายได้

3. กำไรสุทธิ

  • หนี้สิน

แน่นอนว่าการที่เราจะเข้าซื้อหุ้นของบริษัทไหนสักตัวเราก็ต้องดูก่อนว่า บริษัทนั้น ๆ มีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหนี้สินถือว่ามีความสำคัญต่อความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทมาก  

เพราะ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น เช่น เกิดโรคระบาดโควิด-19 ทำให้บริษัทขายสินค้าหรือบริการไม่ได้ ทำให้รายได้ของบริษัทหายไป ถ้าบริษัทไหนที่มีหนี้สินไม่มากนัก ก็อาจจะพอเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าบริษัทไหนมีหนี้สินเยอะ ก็อาจจะมีปัญหาทางการเงินหรืออาจถึงขั้นเข้าสู่สภาวะล้มละลายได้เลย  

ข้อเสียอีกหนึ่งอย่างของการมีหนี้สินจำนวนมาก คือ ภาระดอกเบี้ย ที่เกิดจากการกู้ยืมหนี้สืน ซึ่งภาระดอกเบี้ยส่วนนี้จะถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ดังนั้น ถ้าบริษัทไหนมีหนี้สินเยอะ ดอกเบี้ยก็จะเยอะตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงตามไปด้วยนั่นเอง

ซึ่งการจะดูว่าหนี้สินของบริษัทนั้นมากหรือน้อย เราจะดูจาก D/E Ratio โดยสูตรของ D/E Ratio คือ หนี้สินรวม/ ส่วนของผู้ถือหุ้น โดยค่าที่เหมาะสมของ D/E Ratio คือ ไม่ควรเกิน 1 เท่า แต่ถ้าเป็นบริษัทขนาดใหญ่สามารถยืดหยุ่นเป็น 1.5 ได้ เพราะ การลงทุนของบริษัทใหญ่จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าบริษัทเล็ก เลยทำให้การกู้ยืมหนี้สินเพื่อนำเงินมาลงทุนมากตามไปด้วย

แต่ถ้าใครอยากคำนวณแบบละเอียด ๆ ไปเลย พี่ทุยก็แนะนำให้ D/E อีกสูตรหนึ่ง คือ หนี้สินที่มีดอกเบี้ย / ส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งค่าที่เหมาะสมก็ไม่ควรเกิน 1 เท่า เหมือนกัน 

ถ้า หนี้สินรวม/ส่วนของเจ้าของ เกิน 1 เท่า แต่ หนี้สินที่มีดอกเบี้ย/ส่วนของเจ้าของ ไม่เกิน 1 เท่า พี่ทุยก็มองว่าใช้ได้นะแบบนี้ ถือว่าผ่าน !!

  • รายได้

พี่ทุยอยากให้เราดูรายได้หรือยอดขายก่อนที่จะไปดูกำไรสุทธิหรืออัตรากำไรสุทธิ เพราะ กำไรสุทธิหรืออัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการที่บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งการควบคุมต้นทุนมันก็จะมีจุด ๆ หนึ่งที่ไม่สามารถลดต้นทุนลงไปได้มากกว่านี้ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้น รายได้หรือยอดขายนี่แหละที่จะเป็นตัววัดการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยบริษัทที่ดีควรจะมีรายได้ของบริษัทเติบโตอย่างเสมอและมีอัตราการเติบโตแบบทบต้นอย่างน้อย 8-15%

การคำนวณอัตราการเติบโตแบบทบต้นสามารถทำ ๆ ได้โดยการ เข้าไปที่ www.fncalculator.com หลังจากเข้าไปในเว็บแล้วก็คลิกไปที่ Return On Investment (ROI) และกรอกข้อมูลตามรูปภาพด้านล่างได้เลย

  • กำไรสุทธิ

ถ้ารายได้เติบโต สิ่งต่อมาที่เราต้องดู คือ กำไรสุทธิ เพื่อดูว่าบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีหรือเปล่า เพราะถ้าขายดีแต่ไม่มีกำไร หรือ ยิ่งขายยิ่งขาดทุนบริษัทนั้นก็ไม่ใช่บริษัทที่ดี 

โดยเกณฑ์การวัดอัตรากำไรสุทธิที่พี่ทุยว่าเหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 3 – 5% เป็นอย่างน้อย 

ถ้าหุ้นที่เราสนใจผ่านเกณฑ์ความแข็งแกร่งทางการเงินแล้ว สิ่งต่อมาที่เราต้องให้ความสนใจ คือ

ราคาต้องไม่แพงเกินไป

เพราะ ถึงหุ้นนั้นจะมีรายได้เติบโตซักแค่ไหน แต่ถ้าราคาหุ้นแพงเกินไปแล้ว ก็ไม่สามารถทำกำไรให้เราได้ ซึ่งความถูกแพงของหุ้น เราอาจจะใช้ P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ของบริษัท (สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.finnomena.com ) มาเปรียบกับ P/E ของตัวเอง ณ เวลานี้และเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม หรือ จะใช้ P/E Band มาเป็นเกณฑ์ในการวัดก็ได้

ตัวอย่างการคัดกรองหุ้นแบบ “นักลงทุนสายพื้นฐาน” 

พี่ทุยขอยกตัวอย่าง บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG มาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ในครั้งนี้ อันดับแรกให้เราเข้าไปงบการเงินของ CBG ก่อนที่ www.settrade.com และเราจะได้งบการเงินที่มีหน้าตาแบบนี้มา

  • D/E Ratio

ถ้าดูจากรูปด้านบนเราจะเห็นว่า CBG มีหนี้สินรวมอยู่ทั้งหมด 6,929.39 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น เท่ากับ 9,956.01 ล้านบาท จะคำนวณ D/E ออกมาได้เท่ากับ 0.69 เท่า ซึ่งน้อยกว่า 1 เท่า เพราะฉะนั้น ถือว่า ผ่าน !!

  • รายได้ 

สิ่งต่อมาที่เราต้องวิเคราะห์ คือ รายได้ เราจะเห็นว่า รายได้ของ CBG เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ ปีเลย ขนาด ปี 63 ประเทศไทยต้องเจอกับวิกฤตโควิด-19 รายได้ของ CBG ก็ยังเป็นบวกได้และมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก ปี 62 ถึง 15.60% และ โดยถ้าเราคำนวณอัตราการเติบโตแบบทบต้นของรายได้ของ CBG 5 ปี ย้อนหลังจะได้เท่ากับ 14.51% ดังนั้น เกณฑ์ทางด้านรายได้ของ CBG ก็ถือว่า ผ่าน ! อีกเช่นกัน

  • กำไรสุทธิ

เราจะเห็นว่า กำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิของ CBG เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดเช่นกัน และเราสามารถคำนวณอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิแบบทบต้น 5 ปี ย้อนหลังได้ เท่ากับ 24.03% เพราะฉะนั้น ถือว่า ผ่าน !   

ราคาหุ้นแพงเกินไปหรือยัง ? 

สิ่งสุดท้ายที่เราต้องดู คือ ความถูกแพงของหุ้น ณ ตอนนี้ โดยดูจาก P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี 

ถ้าเราคำนวณ P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของ CBG จะได้ เท่ากับ 43.85 เท่า ในขณะที่ P/E ของ CBG ณ ตอนนี้อยู่ที่ 40.28 (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มี.ค. 64) และ P/E ปัจจุบัน ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 32.97 โดยรวมแล้วราคาของ CBG ณ ตอนนี้ ถือว่าค่อนข้างแพง เพราะฉะนั้น เราอาจจะรอราคาย่อมาสักนิดแล้วค่อยเข้าซื้อก็ได้

สรุปแล้ว CBG ถือเป็นว่าเป็นหุ้นที่ผ่านการคัดกรองเบื้องตันแล้ว เราสามารถเอาไปวิเคราะห์เชิงลึกต่อได้

การคัดกรองหุ้นถือเป็นเพียงการวิเคราะห์หุ้นพื้นฐานด่านแรกเท่านั้น หลังจากนี้เราต้องเอาหุ้นที่เราคัดกรองได้ ไปวิเคราะห์เชิงลึกต่อ ซึ่งการวิเคราะห์หุ้นพื้นฐานเชิงลึกอย่างแรกที่จะเราจะไปวิเคราะห์กัน คือ การวิเคราะห์งบการเงิน ซึ่งพี่ทุยก็จะมาเขียนบทความเรื่องการวิเคราะห์งบการเงินให้อ่านกันเหมือนเดิม ถ้าใครอยากวิเคราะห์งบการเงินเป็น ก็ห้ามพลาด !! ซีรีส์การเงินในตอนหน้าเด็ดขาด..

ติดตามซีรีส์การเงิน “ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน” ตอนอื่น ๆ ได้ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
error: