"ETF" คืออะไร - เหมือนหรือต่างจากหุ้นและกองทุนยังไงบ้าง ? | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP27

“ETF” คืออะไร – เหมือนหรือต่างจากหุ้นและกองทุนยังไงบ้าง ? | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP27

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “ETF” ย่อมาจาก Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวมดัชนี หรือ Index Fund หมายถึงกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีอ้างอิงต่าง ๆ เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, และสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นต้น 
  • ETF มีคุณสมบัติสำคัญ เป็นส่วนผสมระหว่างของหุ้นและกองทุนรวม คือ เป็นกองทุนรวมที่สามารถซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนกันได้แบบ Real Time ในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนกับหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่มีการกระจายการลงทุนเหมือนกับกองทุนรวม 
  • ETF มีจุดที่แตกต่างจากหุ้นอยู่ 2 จุดด้วยกัน คือ 1. ด้านความเสี่ยง คือหุ้นจะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุน ETF และ 2. การกระจายความเสี่ยง คือกองทุน ETF จะมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีกับหุ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

หลังจากที่ซีรีส์การเงิน ตอนลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วันในตอนที่ผ่าน ๆ มาเราได้รู้จักหุ้นกันไปพอสมควรแล้ว ซีรีส์การเงินในตอนนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปรู้จักกับอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจ และถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราอาจเอามาลงทุนควบคู่กับหุ้นในพอร์ตของเราได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้กัน ก็คือ “ETF” นั่นเอง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย..

“ETF” คืออะไร ?

ETF ย่อมาจาก Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวมดัชนี หรือ Index Fund หมายถึงกองทุนรวมที่มีนโนยบายการลงทุนให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีอ้างอิงต่าง ๆ เช่น SET50 

ตัวอย่างเช่น อีทีเอฟที่มีนโยบายการลงทุนให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี SET50 ของไทย ดังนั้นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน ก็คือต้องพยายามทำให้กองทุนอีทีเอฟกองนี้มีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับดัชนี SET50 มากที่สุด    

“ETF” เป็นส่วนผสมระหว่างหุ้นและกองทุนรวม 

อีทีเอฟเป็นกองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือเป็นส่วนผสมระหว่างของหุ้นและกองทุนรวม คือ เป็นกองทุนรวมที่สามารถซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนกันได้แบบ Real Time ในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนกับหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่มีการกระจายการลงทุนเหมือนกับกองทุนรวม 

หรือถ้าเราพูดง่าย ๆ อีทีเอฟก็เหมือนกับกองทุนรวมแบบนึงที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดหุ้นนั่นเอง

ด้วยความที่อีทีเอฟสามารถซื้อขายได้เหมือนกับหุ้นนี่เองเลยทำให้อีทีเอฟค่อนข้างจะได้เปรียบกว่ากองทุนรวมทั่ว ๆ ไป ที่เราสามารถซื้อขายได้ในเวลาทำการก็จริง แต่เราจะรู้ราคาก็ต่อเมื่อจบวันทำการนั้น ทำให้บางครั้งเราวางแผนการลงทุนได้ไม่ดีนัก  

อีทีเอฟแตกต่างจากหุ้นยังไงบ้าง ?

ด้วยความที่อีทีเอฟเป็นส่วนผสมระหว่างกองทุนรวมและหุ้น เพราะฉะนั้นมันก็จะมีคุณสมบัติบางส่วนที่อีทีเอฟแตกต่างจากการลงทุนในหุ้น วันนี้พี่ทุยเลยลองเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างอีทีเอฟกับหุ้นมาให้ทุกคนดูกันทั้งหมด 2 ข้อด้วยกัน คือ

  • ความเสี่ยง 

อย่างที่เรารู้กันดีว่า โดยปกติแล้วหุ้นจะถือเป็นหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่มันก็ย่อมแลกมากับผลตอบแทนที่สูงตามไปด้วยเช่นกัน 

ส่วนอีทีเอฟจะมีให้เราเลือกลงทุนในทุกระดับความเสี่ยงตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง ซึ่งความเสี่ยงนี้ก็จะขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่กองทุนอีทีเอฟนั้นลงทุน เช่น กองทุนที่ความเสี่ยงต่ำ คือกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ และกองทุนที่ความเสี่ยงสูง คือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นสามัญ เป็นต้น 

  • การกระจายความเสี่ยง

เรื่องของการกระจายความเสี่ยงก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้กองทุนอีทีเอฟแตกต่างจากการลงทุนในหุ้น คือโดยปกติแล้ว ถ้าเราลงทุนในหุ้นสามัญตัวใดตัวหนึ่งก็จะทำให้เราไม่มีการกระจายความเสี่ยง เพราะผลตอบแทนก็จะขึ้นอยู่กับหุ้นตัวนั้น ๆ ที่เราลงทุนเลย ต่างจากอีทีเอฟที่เป็นเหมือนกองทุนรวม ดังนั้นถ้าเราลงทุนในอีทีเอฟก็จะมีการกระจายความเสี่ยงในตัวมันเองอยู่แล้ว 

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราลงทุนในกองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในหุ้นที่อยู่ใน SET50 การลงทุนของกองทุนนี้ก็จะมีการกระจายความเสี่ยง เพราะลงทุนในหุ้นทุกตัวที่อยู่ใน SET50 ทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยงนั่นเอง

ข้อดีของ “ETF”

การลงทุนในอีทีเอฟมีข้อดีทั้งหมด 3 ข้อด้วยกัน คือ

  • สามารถซื้อขายได้แบบ Real Time ซึ่งข้อนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่แตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป 
  • มีการกระจายการลงทุนที่ดี ทำให้ความเสี่ยงจากการลงทุนลดลง
  • ใครที่มีเงินน้อยก็สามารถลงทุนได้ ที่พี่ทุยบอกแบบนี้ก็ เพราะว่าอีทีเอฟเป็นกองทุนประเภท Index Fund หรือกองทุนลงทุนให้เหมือนกับเราลงทุนในดัชนีที่อ้างอิง เช่น กองทุนอีทีเอฟที่อ้างอิงกับ ดัชนี SET50 ผู้จัดการกองทุนก็จะพยายามลงทุนให้ผลตอบแทนของกองทุนใกล้เคียงกับ SET50 มากที่สุด เพราะฉะนั้นใครที่ต้องการให้พอร์ตตัวเองมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับ SET50 ก็สามารถลงทุนในกองทุนนี้ได้ เพราะจะใช้เงินน้อยกว่าเราเอาเงินไปลงทุนในหุ้นทุกตัวที่อยู่ใน SET50 เอง

ข้อเสียของ “ETF”

  • ด้วยความที่อีทีเอฟเป็นกองทุนประเภท Index Fund ทำให้อีทีเอฟเหมาะกับคนที่ต้องการให้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดเท่านั้น ถ้าใครที่ต้องการให้ผลตอบแทนของพอร์ตเรามากกว่า หรือชนะตลาดแบบนี้พี่ทุยว่าเราเอาเงินมาลงทุนในหุ้นโดยตรงน่าจะเหมาะกว่า

อีทีเอฟเหมาะกับใคร ?

ส่วนตัวพี่ทุยคิดว่ากองทุนอีทีเอฟเหมาะกับคน 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

  • นักลงทุนที่ยังมีเงินทุนไม่มากนัก 

ด้วยความที่กองทุนอีทีเอฟมีคุณสมบัติสำคัญ คือมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี เนื่องจากมีการลงทุนในหุ้นหลายตัว ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่ยังมีเงินทุนไม่มากพอที่จะกระจายความเสี่ยงของพอร์ตตัวเองได้ ก็สามารถเลือกอีทีเอฟที่ลงทุนโดยอ้างอิงกับดัชนีต่าง ๆ เช่น SET50 เป็นตัวเลือกในการกระจายความเสี่ยง ควบคู่กับหุ้นในพอร์ตของเราได้

  • นักลงทุนมือใหม่ 

กองทุนอีทีเอฟเองก็ถือว่าเหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด และอยาจะลองลงทุนในหุ้นดูก็อาจจะลองลงทุนในอีทีเอฟไปก่อน เนื่องจากอีทีเอฟมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า 

อย่างน้อย ๆ ก็ถือว่าเราได้ทำความรู้จักตลาด, วิธีการซื้อขาย และวิธีคัดเลือกสินทรัพย์ที่เราจะลงทุน

  • นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะยาว

สำหรับใครที่มองหาสินทรัพย์ หรือหุ้นที่จะลงทุนในระยะยาวอยู่ พี่ทุยว่ากองทุนอีทีเอฟถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจเลย เพราะนอกจากจะมีการกระจายความเสี่ยง และอาจสร้างผลตอบให้ในแง่ของส่วนต่างราคา (Capital Gain) แล้วกองทุนอีทีเอฟยังอาจจ่ายปันผลให้เราได้อีกด้วย 

ถึงแม้ว่าอีทีเอฟจะเป็นสินทรัพย์ที่มีการกระจายความเสี่ยงในตัวเอง แต่ยังไงเราจะควรจะพิจารณาเลือกกองทุนอีทีเอฟอยู่ดี ซึ่งวิธีการเลือกกองทุนอีทีเอฟก็จะคล้ายกับการเลือกลงทุนในหุ้นเลย และที่สำคัญก็คือเราต้องเลือกอีทีเอฟให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เราสามารถยอมรับได้นั่นเอง.. 

ติดตามซีรีส์การเงิน ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน ตอนอื่น ๆ ได้ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: