นักลงทุนในตลาดหุ้น มีกี่ประเภท

“นักลงทุน” ในตลาดหุ้นมีกี่ประเภท ? | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP5

3 min read  

ฉบับย่อ

  • นักลงทุนในตลาดหุ้น แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 นักลงทุนสายพื้นฐาน (VI) เป็นสายที่เน้นดูพื้นฐานของกิจการเป็นหลัก เช่น ธุรกิจ งบการเงิน Common Size อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio) และหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น
  • ประเภทที่ 2 นักลงทุนสายเทคนิค (Technical) ที่จะดูกราฟ และ Indicators ต่าง ๆ เป็นหลัก จะไม่ค่อยสนใจพื้นฐานของธุรกิจมากซักเท่าไหร่
  • ประเภทที่ 3 นักลงทุนแบบผสมสายพื้นฐานและเทคนิค (Hybrid) คือ การใช้พื้นฐานในการดูธุรกิจ งบการเงิน และหามูลค่าพื้นฐาน แต่จะใช้ปัจจัยทางเทคนิค (Technical) เพื่อช่วยในการหาจุดเข้าซื้อด้วย

มาถึงตอนที่ 5 ของซีรีส์การเงิน ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วันกันแล้ว ในตอนนี้พี่ทุยจะมาบอกทุกคนว่า “นักลงทุน” ในตลาดหุ้นมีกี่ประเภท ? มีแบบไหนบ้าง ? และแต่ละแบบเป็นยังไง ?

รูปแบบหรือสไตล์การลงทุนของ “นักลงทุน” ในตลาดหุ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรรู้จักตัวเอง เพราะเราจะได้ใช้ปัจจัยนั้น ๆ การหาหุ้นที่จะเทรด

แต่เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยึดรูปแบบสไตล์การลงทุนแบบนั้นไปตลอด สไตล์การลงทุนในหุ้นสามารถยืดหยุ่นได้ตลอดเวลา บางทีตอนเริ่มลงทุนเราอาจจะชอบการลงทุนรูปแบบนึง แต่พอเริ่มเทรดไปสักพัก เราอาจจะมาชอบอีกรูปแบบนึงก็ได้

ซึ่งซีรีส์การเงินตอนลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน ตอนที่ 5 นี้ พี่ทุยเลยจะพาทุกคนไปรู้จักรูปแบบหรือสไตล์ของนักลงทุนในหุ้นกัน ถ้าพร้อมแล้ว ไปฟังกันเลย..

นักลงทุนในตลาดหุ้น หลัก ๆ แล้ว มี 3 แบบ ด้วยกัน คือ  

1) “นักลงทุน” สายพื้นฐาน (Value Investor) หรือ VI

นักลงทุนสายพื้นฐาน หรือ VI จะเน้นการดูพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นเป็นหลัก เช่น ธุรกิจของบริษัท งบการเงิน Common Size อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio) และการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Fair Price) 

โดยนักลงทุนสายพื้นฐาน (VI) จะวิเคราะห์ว่า

  • ธุรกิจหลักของบริษัททำอะไร
  • บริษัทมีคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน
  • บริษัทที่เราเลือกมาเป็นผู้นำ หรือ ผู้ตามในอุตสาหกรรมนั้น ๆ 

ต่อมานักลงทุนสายพื้นฐาน (VI) ก็จะดูงบการเงินทั้ง 3 งบ คือ

  • งบกำไรขาดทุน
  • งบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล
  • งบกระแสเงินสด

เพื่อดูว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงมั้ย รายได้และกำไรเป็นยังไง มีหนี้สินเยอะหรือเปล่า รวมถึงมีเงินสดเหลือในบริษัทมากน้อยเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องการวิเคราะห์งบการเงิน พี่ทุยจะเขียนให้ทุกคนได้อ่านในตอนถัด ๆ ไป จะได้อ่านแบบรู้ลึกกันไปเลย

เมื่อวิเคราะห์ธุรกิจแล้ว วิเคราะห์งบการเงินแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนสาย VI จะดูควบคู่ไปด้วย คือ อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio) และการย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common Size)

อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio) คืออะไร ?

อัตราส่วนทางการเงิน หรือ Ratio เป็นการดูเพื่อวิเคราะห์ธุรกิจนั้น ๆ แบบเจาะลึกในด้านต่าง ๆ เช่น

  • อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน (Current Ratio)
  • อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)
  • อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA)
  • อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)
  • ความถูกแพงของราคาหุ้น (PE Ratio)

ติดตามคำศัพท์การเงินอื่น ๆ ได้ที่นี่

การย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common Size) คืออะไร ?

Common Size หรือ การแปลงตัวเลขที่สำคัญในงบการเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ร่วมด้วย เพื่อให้การวิเคราะห์ธุรกิจนั้น ๆ ละเอียดมากยิ่งขึ้น  เช่น ในงบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล จะมีสัดส่วนของสินทรัพย์ 100% มีสัดส่วนของหนี้สินและทุนอีก 100% ถ้าเราอยากรู้ว่าสินทรัพย์หมุนเวียนมีสัดส่วนเป็นเท่าไหร่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมด ก็นำตัวเลขมาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์

หลังจากนั้น สิ่งต่อมาที่นักลงทุนสายพื้นฐาน (VI) จะต้องทำ คือ การหามูลค่าหรือราคาที่แท้จริง (Fair Price) ของหุ้นตัวนั้น เพื่อเอามาเปรียบเทียบกับราคาปัจจุบันเพื่อดูว่าราคาหุ้นแพงเกินไปหรือยัง ซึ่งความถูกหรือแพง ก็จะดูจากการเปรียบเทียบมูลค่าหรือราคาที่แท้จริง (Fair Value) กับ ราคาปัจจุบันของหุ้นตัวนั้น

ถ้าราคาปัจจุบันต่ำกว่า มูลค่าหรือราคาที่แท้จริง (Fair Price) นักลงทุนสายพื้นฐานก็จะถือว่าหุ้นตัวนี้ราคาถูกเกินไป (Undervalued) และจะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะมองว่าสุดท้ายแล้วราคาหุ้นตัวนี้จะขึ้นไปหามูลค่าหรือราคาที่แท้จริง (Fair Value)

ถ้า ราคาปัจจุบัน สูงกว่า มูลค่าหรือราคาที่แท้จริง (Fair Price) นักลงทุนสายพื้นฐานก็จะถือว่าหุ้นตัวนี้ราคาแพงเกินไป (Overvalued) และจะตัดสินใจ ไม่ซื้อ หรือ ขายหุ้นตัวนี้ เพราะมองว่าสุดท้ายราคาหุ้นจะลงไปหาราคาที่แท้จริงนั่นเอง

2) “นักลงทุน” สายเทคนิค (Technical)

นักลงทุนสายเทคนิค (Technical) จะไม่สนใจพื้นฐานของหุ้น เช่น ธุรกิจ งบการเงิน รวมถึง มูลค่าหรือราคาที่แท้จริง (Fair Value)

นักลงทุนกลุ่มนี้จะดูเพียงแค่ปัจจัยทางเทคนิค (Technical) เป็นหลักในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น โดยไม่สนใจว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาพื้นที่แท้จริง (Fair Value)

  • ถ้าปัจจัยทางเทคนิคมีสัญญาณซื้อเกิดขึ้น  นักลงทุนกลุ่มนี้ก็จะซื้อหุ้นตัวนั้น
  • ถ้าปัจจัยทางเทคนิคมีสัญญาณขาย นักลงทุนสายกลุ่มนี้ก็จะขายหุ้นตัวนั้น

ตัวอย่างปัจจัยทางเทคนิค (Technical) เช่น

  • กราฟ
  • Fund Flow
  • รวมถึง Indicator ต่าง ๆ เช่น EMA, MACD, RSI เป็นต้น

ซึ่งการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะมีรายละเอียดที่เยอะและซับซ้อน ถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจกันในตอนเดียวคงจะไม่พอ พี่ทุยเลยตั้งใจว่าเขียนการวิเคราะห์หุ้นโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค (Technical) แบบละเอียด เป็นตอนแยกออกมาอีกที เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ

3) “นักลงทุน” แบบผสมพื้นฐานและเทคนิค (Hybrid)

นักลงทุนกลุ่มนี้จะดูทั้งปัจจัยพื้นฐาน (VI) เช่น ธุรกิจ,งบการเงิน Common Size อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio) และหามูลค่าที่แท้จริง รวมทั้งดูปัจจัยทางเทคนิค (Technical) ควบคู่ไปด้วย เพราะสไตล์การลงทุนทั้งสองแบบจะช่วยส่งเสริมกัน ทำให้การเทรดหุ้นของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถ้าเราซื้อหุ้นโดยดูปัจจัยพื้นฐาน (VI) เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะทำให้เราซื้อหุ้นในราคาสูงได้ ถ้าเราเอาปัจจัยทางเทคนิค (Technical) มาช่วยก็จะทำให้เราหาจุดเข้าซื้อได้ดีขึ้น 

แต่ถ้าเราดูปัจจัยทางเทคนิค (Technical) อย่างเดียว โดยไม่ได้ดูเลยว่า ธุรกิจ รายได้และกำไรของบริษัทเป็นยังไง ไม่ได้ดูว่าราคาพื้นฐานหุ้นอยู่ตรงไหน ก็อาจจะทำให้เราซื้อหุ้นแพงไปได้เหมือนกัน 

ถ้าหุ้นตัวนั้นผ่านเกณฑ์ต่าง ๆ ของปัจจัยพื้นฐาน (VI) หลังจากนั้นเราก็เอาหุ้นตัวนั้นมาดูปัจจัยทางเทคนิค (Technical) เพื่อหาจุดเข้าซื้ออีกที

ตัวอย่าง สไตล์การลงทุนแบบ Hybrid

สมมติว่าเราสนใจหุ้นของบริษัท A สิ่งแรกเราที่เราต้องทำ คือ เข้าไปดูปัจจัยพื้นฐาน เช่น ธุรกิจ งบการเงิน Common Size อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio) และหามูลค่าหรือราคาที่แท้จริง (Fair Value) 

พอเราวิเคราะห์แล้วเห็นว่า ธุรกิจของบริษัทน่าสนใจ คู่แข่งในตลาดยังไม่มาก แถมยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และราคาในตลาดปัจจุบันอยู่ที่ 55 บาท ซึ่งยังต่ำกว่า (Undervalued) ราคาที่แท้จริง (Fair Price) ที่ 70 บาท 

ถ้าเราใช้ปัจจัยทางพื้นฐานอย่างเดียว เราก็จะซื้อที่ราคา 55 บาท เพราะมองแค่ว่า ราคายังต่ำกว่า 70 บาท

แต่ถ้าเราเอาปัจจัยทางเทคนิค (Technical) เข้ามาช่วยหาจุดซื้อ เราอาจจะได้จุดเข้าซื้อที่ถูกกว่านั้น เช่น ถ้าเราใช้ Indicator ต่าง ๆ ทางเทคนิค (Technical) บอกเราว่าจุดเข้าซื้ออยู่ที่ราคา 45 บาท เราจะได้จุดเข้าซื้อที่ราคา 45 บาท เป็นต้น

ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นว่า ถ้าเราใช้ปัจจัยทางเทคนิค (Technical) เป็นจุดซื้อจะทำให้เราประหยัดไป 10 บาท เลยทีเดียว ส่วนจุดขายเราจะใช้ราคาพื้นฐานที่ 70 บาท  

และนี่ก็คือ นักลงทุนในตลาดหุ้นแต่ละแบบที่พี่ทุยเอามาให้ทุกคนเลือกกัน ถ้าใครยังเลือกสไตล์การลงทุนของตัวเองไม่ได้ในตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะเราต้องศึกษาวิธีการลงทุนแต่ละแบบให้เข้าใจจริง ๆ ก่อน ถึงจะเลือกได้ 

ซึ่งซีรีส์การเงินในตอนต่อไป ๆ พี่ทุยจะมาเจาะลึกสไตล์การลงทุนในแต่ละแบบให้ทุกคนได้อ่านกัน เริ่มจากการลงทุนในหุ้นสไตล์พื้นฐาน (VI) ต่อจากนั้นก็เป็นสไตล์การลงทุนแนวเทคนิค (Technical) ถ้าใครอ่านซีรีส์การเงินจนจบพี่ทุยเชื่อว่าทุกคนน่าจะเลือกสไตล์การลงทุนที่เราชอบได้ 

สุดท้ายนี้พี่ทุยก็ต้องขอฝากให้ทุกคนติดตามซีรีส์การเงินลงทุนในหุ้นเป็นใน 30 วัน กันจนจบด้วยนะ รับรองว่าพี่ทุยจะเอาเรื่องที่สำคัญและเรื่องที่นักลงทุนในหุ้นอย่างเราควรรู้มาเขียนให้ทุกคนได้อ่านแบบเข้าใจง่าย ๆ กัน.. 

ติดตามซีรีส์การเงิน ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน ตอนอื่น ๆ ได้ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: