เทคนิคการวิเคราะห์งบการเงิน แบบง่ายๆ

เทคนิคการวิเคราะห์ “งบการเงิน” แบบง่าย ๆ | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP9

5 min read  

ฉบับย่อ

  • เราสามารถวิเคราะห์  “งบการเงิน” แบบง่าย ๆ ได้โดยการเอาเทคนิค Common Size เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์
  • Common Size คือ งบการเงินแบบสัดส่วน โดยส่วนประกอบในงบกำไรขาดทุนให้เปรียบเทียบกับ “รายได้รวม” และ ส่วนประกอบงบดุลให้เปรียบเทียบกับ “สินทรัพย์รวม”
  • วิธีใช้ Common Size หลัก ๆ แล้วมีอยู่ 2 วิธี คือ 1. เปรียบเทียบกับตัวเองในแต่ละปี 2. เปรียบเทียบกับบริษัทอื่น 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

ซีรีส์การเงินตอนนี้พี่ทุยจะมาสอนให้นักลงทุนสายพื้นฐานทุกคนได้รู้จักกับการวิเคราะห์ “งบการเงิน” แบบง่าย ๆ กัน โดยเราจะเอาเทคนิค Common Size มาช่วยในการวิเคราะห์กัน และพี่ทุยจะลองให้ทุกคนได้ดูตัวอย่างการวิเคราะห์ Common Size กัน รับรองว่าถ้าอ่านบทความนี้จบทุกคนจะทำวิเคราะห์งบการเงินกันได้เก่งขึ้นแน่นอน

“งบการเงิน” แบบ Common Size คืออะไร ?

Common size ถ้าพูดแบบง่าย ๆ เลย คือ “งบการเงิน” แบบสัดส่วน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ “งบการเงิน” ได้ง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และสามารถเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น

นอกจากการวิเคราะห์ Common Size จะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ “งบการเงิน” ของบริษัทต่าง ๆ แล้ว เรายังสามารถเอาการวิเคราะห์ Common Size มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตัวเอง เพื่อจะได้ดูว่าบริษัทเรามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนตรงไหนบ้างได้อีกด้วย 

งบการเงินที่เราจะเอามาทำ Common Size จะมีอยู่ 2 งบ ด้วยกัน คือ 

1. งบกำไรขาดทุน 

2. งบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล

โดย Common Size ของงบกำไรขาดทุนจะเป็นการเปรียบเทียบส่วนประกอบต่าง ๆ ในงบการเงิน กับ รายได้รวม และ Common Size ของงบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล จะเป็นการเปรียบเทียบส่วนประกอบต่าง ๆ ในงบการเงินกับ สินทรัพย์รวม

“งบการเงิน” แบบ Common Size ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ?

1. เปรียบเทียบกับบริษัทตัวเองในแต่ละปี

เราสามารถเปรียบเทียบ “งบการเงิน” แบบ Common Size ของบริษัทในแต่ละปีได้ เพื่อให้รู้ว่าบริษัทนั้นมีจุดแข็งหรือจุดอ่อนตรงไหนและทำให้เรารู้ว่าในแต่ละปีบริษัทมีพัฒนาการเป็นยังไงบ้าง เช่น 

งบกำไรขาดทุน 

ตัวอย่าง ในปี 2018 บริษัท A มีรายได้รวมเท่ากับ 20 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 5 ล้าน มีกำไรสุทธิเท่ากับ 10 ล้านบาท พอเราเอาตัวเลขมาเปรียบเทียบกันจะได้ว่า กำไรสุทธิคิดเป็น 50% ของรายได้รวม และค่าใช้จ่ายคิดเป็น 25% ของรายได้รวม และในปี 2019 บริษัท A มีรายได้หรือยอดขายเท่ากับ 30 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเท่ากับ 5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 20 ล้านบาท หรือ ค่าใช้จ่ายคิดเป็น 16.67% และกำไรสุทธิคิดเป็น 66.67% ของรายได้รวม

เพราะฉะนั้น ถือว่าบริษัท A ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น เพราะ สัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมลดลงจาก 25% เป็น 16.67% เมื่อค่าใช้จ่ายลดลงเลยทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 

งบดุล

ตัวอย่างเช่น ปี 2018 บริษัท A มีสินทรัพย์ถาวร (เช่น เครื่องจักร  อาคาร โรงงาน เป็นต้น) อยู่ 150 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวม 300 ล้านบาท ดังนั้น พอเราเอาสินทรัพย์ถาวรจำนวน 150 ล้านบาท มาเทียบกับสินทรัพย์รวมจำนวน 300 ล้านบาท จะคิดเป็น 50% และบริษัทมีหนี้สินระยะยาว เท่ากับ 30 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของสินทรัพย์รวม

หลังจากนั้นปี 2019 บริษัทมีสินทรัพย์ถาวร อยู่ 350 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวม 500 ล้านบาท หรือคิดสินทรัพย์ถาวรเป็น 70% ของสินทรัพย์รวม นอกจากนี้ บริษัทยังมีหนี้สินระยะยาวอยู่ 200 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 40% ของสินทรัพย์ทั้งหมด 

จากตัวอย่างนี้ ถ้าตอนแรกเรามองแค่ตัวเลขในงบการเงินเพียงอย่างเดียว เราอาจจะเห็นว่าบริษัทมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่ถ้าเรามาดูแบบละเอียดโดยใช้ Common Size เข้ามาช่วยแล้วจะเห็นว่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก แถมจำนวนหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วเพิ่มมากกว่าสินทรัพย์ระยะยาวซะอีก เพราะสินทรัพย์ระยะยาวเพิ่มขึ้นจาก 50% มาเป็น 70% หรือเพิ่มขึ้น 20% แต่หนี้สินระยะยาวเพิ่มจาก 10% ในปี 2018 มาเป็น 40% ในปี 2019 หรือเพิ่มขึ้นถึง 30% 

ถ้าเราเห็นงบการเงินแบบนี้ก็อาจจะต้องเฝ้าระวังบริษัทนี้มากเป็นพิเศษหรือหลีกเลี่ยงไปเลยได้ยิ่งดี 

วิเคราะห์เทียบกับบริษัทอื่น

Common size ถ้าจะใช้ให้มีประโยชน์เพิ่มขึ้นเราต้องเทียบแต่ละส่วนประกอบของของงบ กับส่วนประกอบเดียวกันกับบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกัน 

ตัวอย่างเช่น ปี 2019 บริษัท A มีรายได้รวมเท่ากับ 30 ล้านบาท ส่วนบริษัท B มีรายได้รวมเท่ากับ 18 ล้านบาท จากตรงนี้ก็ถือว่าบริษัท A ได้คะแนนนำก่อนไปแล้ว 1 แต้ม ต่อมาเราไปวิเคราะห์ Common Size กัน พบว่า บริษัท A มีกำไรสุทธิคิดเป็น 66.67% ของรายได้รวม และบริษัท B มีกำไรสุทธิคิดเป็น 40% ของรายได้รวม ทีนี้เราก็ได้ดูส่วนอื่น ๆ เพิ่ม เช่น ค่าใช้จ่าย ซึ่งบริษัท A มีค่าใช้จ่ายคิดเป็น 16.67% ของรายได้รวม ในขณะที่ บริษัท B มีค่าใช้จ่าย เท่ากับ 28% ของรายได้รวม 

ถ้าเป็นพี่ทุยเจอสถานการณ์แบบตัวอย่างนี้ พี่ทุยจะค่อนข้างชอบบริษัท A มากกว่า เพราะ รายได้รวมของบริษัท A มากกว่า บริษัท B แถมบริษัท A ยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าบริษัท B ด้วย 

ตัวอย่างการวิเคราะห์ “งบการเงิน” แบบ Common Size

เราสามารถเข้าไปดู Common Size ของแต่ละบริษัทได้ที่นี่ ถ้าเราอยากได้ Common Size ก็แค่ปรับ View จากเงินเป็นเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งการยกตัวอย่างนี้พี่ทุยจะขอไม่เปิดเผยชื่อบริษัทที่เอามาใช้เป็นตัวอย่างจะได้ไม่เป็นการชี้นำ เราไปเริ่มดูตัวอย่างนี้กันเลย

เปรียบเทียบกับบริษัทตัวเองในแต่ละปี

รูปข้างบน เป็น Common Size ของงบกำไรขาดทุน เราจะเห็นว่า ต้นทุนขาย (Cost of Revenue) ในปี 63 คิดเป็น 73.74% ของรายได้ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 62 ที่มีต้นทุนขายอยู่ที่ 72.49% เกือบ 1% แต่รายได้ของปี 63 ลดลงจากปี 62 ค่อนข้างมากเลยทำให้ กำไรสุทธิ (Net Profit) ของบริษัทลดลงไปเกือบ 1% เช่นกัน

ต่อมาเรามาดูที่ งบแสดงฐานะทางการเงินหรืองบดุลกันบ้าง  เราจะเห็นว่า ในปี 63 สินทรัพย์รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น ซึ่งสินทรัพย์รวม (Total Assets) ที่เพิ่มขึ้นก็มาจากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหรือสินทรัพย์ถาวร (Non-current assets) เช่น เครื่องจักร อาคาร และโรงงาน ถึง 1.92%

ส่วนหนี้สิน หนี้สินทั้งหมด (Total liabilities) ของบริษัทเพิ่มจากสัดส่วน 59.39% มาเป็น 61.55% หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ซึ่งหลัก ๆ แล้วมาจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินระยะยาว (Non-current Liabilities)

เปรียบเทียบบริษัทกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม

จากรูปเป็นการเปรียบเทียบ Common Size ของงบกำไรขาดทุนของ 2 บริษัท คือ บริษัท A และ บริษัท B เราจะเห็นว่า นอกจากบริษัท A จะขายของได้มากกว่าแล้ว บริษัท A ยังสามารถควบคุมต้นทุนขาย (Cost of Revenue) ได้ดีกว่าบริษัท B ด้วย สังเกตได้จาก ต้นทุนขายของบริษัท A คิดเป็น 73.74% ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่ต้นทุนขายของบริษัท บริษัท B คิดเป็น 83.81% ของรายได้รวม

ซึ่งการควบคุมต้นทุนขายได้ไม่ดีของบริษัท B กำไรสุทธิ (Net Income) ของ บริษัท B น้อยตามไปด้วย โดยกำไรสุทธิของบริษัท B คิดเป็น 3.87% ของรายได้ทั้งหมด ต่างจากบริษัท A ที่กำไรสุทธิ คิดเป็น 8.61% 

ในส่วนของงบดุล เราจะเห็นว่า สินทรัพย์ถาวร  (Non-current assets) ของบริษัท A มากกว่า บริษัท B อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพี่ทุยมองว่าการที่มีสินทรัพย์ถาวรมากจะเป็นประโยชน์กับบริษัท เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้สามารถสร้างรายได้และลดต้นทุนให้กับบริษัทได้อนาคต 

แต่เมื่อสินทรัพย์มีมาก หนี้สินก็ย่อมมากตามไปด้วย โดยหนี้สินระยะยาว (Non-current Liabilities)

ของบริษัท A มีสัดส่วนเป็น 24.81% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ในขณะที่บริษัท B มีหนี้สินระยะยาวเพียง 14.45% ของสินทรัพย์ทั้งหมด 

การวิเคราะห์ Common Size ถ้าเราใช้งานเป็นจะถือว่ามีประโยชน์มาก ๆ เพราะ มันจะทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นจากตัวเลขในงบการเงินธรรมดา เพราะ บางทีเราไม่รู้ว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้น มันเพิ่มขึ้นจริง ๆ แต่ถ้าเราเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ เราก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น

ถึงตอนนี้พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนก็คงจะพอเข้าใจการวิเคราะห์งบการเงินแบบง่าย ๆ โดยการเอา Common Size มาช่วยวิเคราะห์กันมากขึ้นแล้ว ถ้าเราใช้ทั้งการวิเคราะห์งบการเงินแบบปกติและการวิเคราะห์งบการเงินแบบ Common Size ด้วยกันจะเป็นอะไรที่มีประโยชน์มาก ๆ 

แต่ถ้าเราอยากได้การวิเคราะห์แบบขั้นสุดไปเลยก็คงจะต้องเอาอัตราส่วนทางการเงิน (Ratio) มาช่วยวิเคราะห์ด้วย ซึ่งซีรีส์การเงินในตอนหน้าพี่ทุยจะหยิบเรื่องการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินมาเล่าให้ทุกคนฟังกัน การวิเคราะห์ทั้งหมดนี้มันอาจจะดูหลายขั้นตอนไปสักหน่อย แต่พี่ทุยอยากจะบอกว่า ถ้าเราทำได้แล้วมันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปจริง ๆ และพี่ทุยก็เชื่อว่าสักวันหนึ่งทุกคนจะวิเคราะห์หุ้นเป็นอย่างแน่นอน..  

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
error: