PMI คืออะไร

“PMI” คืออะไร – ดัชนีบอกทิศทางเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนควรรู้จัก

2 min read  

ฉบับย่อ

  • ดัชนี PMI ย่อมาจาก Purchasing Managers Index มีชื่อภาษาไทยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จัดทำด้วยการสำรวจธุรกิจเอกชนทั่วโลก
  • หากดัชนี PMI สูงกว่า/ต่ำกว่า ระดับ 50 หมายถึง แนวโน้มเศรษฐกิจและภาวะธุรกิจโดยรวมมีทิศทางดีขึ้น/แย่ลง
  • ดัชนี PMI ภาคการผลิต และภาคบริการเดือนล่าสุดทำสถิติสูงสุดในรอบหลายสิบเดือน สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวดีขึ้น

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

PMI ย่อมาจาก Purchasing Managers Index หรือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ

ในช่วงที่ผ่าน หลายคนที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด คงพอทราบกันมาบ้างว่า มีองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศหลายหน่วยงาน ได้ออกมาบอกตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2563 นี้ และปีหน้าปี 2564 อย่าง IMF ที่ออกมาคาดการณ์ล่าสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกปี 2563 จะติดลบที่ 4.4% ดีกว่ารอบก่อนหน้าในเดือนมิถุนายนที่เคยคาดไว้ว่าจะติดลบที่ 4.9%

ซึ่งนับว่ามีมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โลกเผชิญกับไวรัสโควิด-19 และในปี 2564 นั้นทาง IMF ก็คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 5.2% 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกของ IMF หรือหน่วยงานอื่น ๆ นั้นมักจะออกมาให้มุมมองปีละประมาณ 4 ครั้งในช่วงต้นของแต่ละไตรมาส ซึ่งในมุมของนักลงทุนหรือผู้ที่อยากติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอาจรู้สึกไม่ทันใจกันบ้าง แต่หากต้องการตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว และมีความถี่ที่มากกว่า ซึ่งตัวชี้วัดสำคัญตัวหนึ่งจำเป็นต้องทราบไว้เลยนั่นคือ “ดัชนี PMI”

ดัชนี “PMI คืออะไร” ?

ดัชนี PMI ย่อมาจาก Purchasing Managers Index หรือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ เป็นตัวชี้วัดหรือดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ (Economic leading indicator) ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ทั่วโลกให้ความสำคัญมาก เพื่อดูทิศทางและแนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของโลกในปัจจุบันและอนาคต

โดยดัชนี PMI จัดทำโดย IHS Markit บริษัทที่จัดทำข้อมูลการสำรวจภาคธุรกิจมากที่สุดของโลก ครอบคลุมทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก แต่ในบางประเทศก็จะมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมจัดทำด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน เป็นต้น

ซึ่งดัชนี PMI แบ่งได้เป็น 2 ดัชนีย่อย นั่นคือ 1) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) และ 2) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Non-Manufactuting PMI หรือ Services PMI) โดยความถี่ในการเผยแพร่เป็นประจำทุกเดือน

ดัชนี PMI ดูทิศทางเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร ?

อย่างที่พี่ทุยบอกไปข้างต้นว่าดัชนี PMI จัดทำด้วยจากการสำรวจ (Survey) โดยจะทำการสำรวจธุรกิจเอกชนมากกว่า 20,000 บริษัท โดยการสอบถามไปยังผู้จัดการฝ่ายซื้อในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 5 เรื่อง ได้แก่ คำสั่งซื้อสินค้าใหม่ (New Orders) ผลผลิต (Output) การจ้างงาน (Employment) สินค้าคงคลัง (Stock) และเวลาที่ใช้ขนส่งวัตถุดิบ (Suppliers’ Delivery Time) หลังจากที่ได้รับข้อมูลจากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อแล้วก็จะนำมารวบรวมและจัดทำเป็นดัชนีต่อไป โดยมีความหมายและการตีความของดัชนีดังนี้ เช่น

  • หากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อตอบแบบสอบถามว่าคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ “เพิ่มขึ้น” หมายถึง เดือนปัจจุบันมียอดคำสั่งซื้อสินค้าใหม่เข้ามามากกว่าเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ค่าดัชนีจะอยู่สูงกว่าระดับ 50
  • หากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อตอบแบบสอบถามว่าคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ “คงที่” หมายถึง เดือนปัจจุบันมียอดคำสั่งซื้อสินค้าใหม่เข้ามาเท่าเดิมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ค่าดัชนีจะอยู่ที่ระดับ 50
  • หากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อตอบแบบสอบถามว่าคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ “ลดลง” หมายถึง เดือนปัจจุบันมียอดคำสั่งซื้อสินค้าใหม่เข้ามาน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ค่าดัชนีจะอยู่ต่ำกว่าระดับ 50

หากอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น อย่างเช่น หากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเห็นสัญญาณหรือคาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นในระยะข้างหน้าราว 2-3 เดือน ก็จะเร่งสั่งซื้อสินค้าและวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อรองรับการผลิตที่มากขึ้น หรือหากมียอดคำสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น ก็อาจมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น ค่าดัชนี PMI ก็จะอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งสะท้อนได้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาวะธุรกิจในอนาคตมีแนวโน้มขยายตัว

ในทางตรงกันข้าม หากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเห็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลง ก็อาจจะลดกำลังการผลิต ชะลอการสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามา และระบายสต็อกของที่มีอยู่ หรือหากอยู่ในภาวะวิกฤต จนถึงขั้นลดการจ้างงานลง (อย่างเช่นช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก) ค่าดัชนี PMI ก็จะอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนได้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาวะธุรกิจในอนาคตอาจจะเผชิญกับแนวโน้มขาลง

ฉะนั้นแล้วระดับของค่าดัชนี PMI ที่ได้จากการสำรวจโดยตรงจากบริษัททั่วโลก เพียงพอที่จะสามารถบอกถึงแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจและภาวะธุรกิจได้ ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์แก่นักลงทุนที่ต้องการจะติดตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว

แล้วค่าดัชนี PMI ในปัจจุบันเป็นอย่างไร ?

ดัชนี PMI ของโลก (Global PMI) ที่ออกมาล่าสุดเป็นตัวเลขของเดือนตุลาคม 2563 พบว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) อยู่ที่ระดับ 53.0 เพิ่มขึ้นมากกว่าระดับ 50 เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และทำสถิติสูงสุดในรอบ 29 เดือน ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการของโลก (Global Services PMI) ก็ทำสถิติสูงสุดเช่นเดียวกันในรอบ 19 เดือน ที่ระดับ 52.9 

ตัวเลขดัชนี PMI ของโลกที่ประกาศออกมาล่าสุดว่าทำสถิติสูงสุดในรอบหลายเดือนนั้น อาจกำลังบอกเราว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากไข้หลังจากติดไวรัสโควิด-19 มาตลอดทั้งปี ซึ่งสอดคล้องกับหลายองค์กรระหว่างประเทศที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้ดีขึ้น

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็มาจากที่หลายประเทศทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อให้เครื่องจักรทางเศรษฐกิจกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ผนวกกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เต็มสูบจากนโยบายการเงินและมาตรการทางการคลัง ดังนั้น การติดตามตัวเลขดัชนี PMI อย่างใกล้ชิดก็จะทำให้นักลงทุนอย่างเราได้พอเห็นภาพหน้าตาของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปได้ดีและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ติดตามคำศัพท์การเงินอื่น ๆ ได้ที่นี่

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: