รู้จัก ‘"Michael Burry" ชายผู้สวนกระแสโลก

รู้จัก “Michael Burry” ชายผู้สวนกระแสโลก

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Michael Burry นักลงทุนชื่อดัง มีชื่อเสียงจากการทำนายการเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ได้ถูกต้อง กำลังสวนกระแสอีกครั้งด้วยการบอกว่าบิตคอยน์มีราคาสูงเกินไป 
  • ก่อนหน้านี้ Burry เคยเตือนว่าหุ้นของ Tesla มีราคาสูงเกินไปเช่นกัน โดย Scion บริษัท Hedge Fund ของ Burry ก็ยัง Short หุ้นของ Tesla อีกด้วย ก่อนที่ Burry จะลบบัญชีทวิตเตอร์ไปเมื่อเดือนเม.ย. 2021 ที่ผ่านมา
  • Burry กลับมาเปิดบัญชีใหม่ โดยนอกจากการเตือนฟองสบู่ในทุกตลาดจนอาจเกิด “ฟองสบู่แตกครั้งใหญ่โคตรแม่” (Mother of all clashes) แล้ว ยังเตือนภัย “ภาวะเงินเฟ้อสูงเกินไป” อีกด้วย

ปี 2004 Michael Burry อดีตแพทย์ผู้มีดวงตาที่ใช้งานได้เพียงข้างเดียว กำลังหมกตัวอยู่ในออฟฟิศเพื่อค้นและอ่านเอกสารจำนวนมาก ก่อนจะพบ “หายนะ” ในตลาด Mortgage Bond หรือหุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์มาค้ำประกัน และนั่นทำให้ Burry ซึ่งเป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุน Hedge Fund เดินหมากของตัวเองเต็มรูปแบบ

หมากตัวนั้น เป็นหมากที่ไม่เคยมีใครเชื่อว่าจะทำสำเร็จ เพราะแทบไม่มีใครคิดเลยในตอนนั้นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะล่มได้

แต่ผู้มาจากอนาคตอย่างเราและพี่ทุยต่างรู้ว่า Burry คิดถูก

ปี 2008 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ล่มและฉุดบรรดาแบงก์รายใหญ่ของสหรัฐฯและยุโรปให้เกือบจะล้มลงไปตามๆ กันหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้ Michael Burry (ไมเคิล เบอร์รี่) กลายเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่ทำนาย “Financial Crisis ปี 2008” หรือที่คนไทยเรียกว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ได้ถูกต้อง

ปี 2021 Burry กำลังเตือนภัย “ฟองสบู่แตกครั้งใหญ่โคตรแม่” (Mother of all clashes) ในตลาดที่กำลังร้อนแรงอย่างคริปโทเคอร์เรนซี

Burry โพสต์ข้อความเตือนภัยดังกล่าวลงในทวิตเตอร์ส่วนตัวที่เพิ่งเปิดกลับมาใช้งานใหม่ และเพียงไม่กี่วันก่อนจะลบข้อความดังกล่าวไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติจนเป็นนิสัยของนักลงทุนที่ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บตัวและไม่ชอบการเข้าสังคมผู้นี้

วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปรู้จักกับนักลงทุนผู้นี้ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรจะฟังคำเตือนนี้ดีหรือไม่?

Michael Burry เป็นใคร? 

Michael Burry (ไมเคิล เบอร์รี่) เกิดและเติบโตที่ San Jose รัฐ California โดย Burry เคยเป็นนักศึกษาเตรียมแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียลอสแองเจลลิส หรือ UCLA ซึ่ง Burry เรียนจบและไปทำงานที่โรงพยาบาล Stanford ก่อนจะเบนความสนใจไปที่ “การลงทุน” และนั่นทำให้ Burry เดินหน้าเปลี่ยนสายอาชีพของตัวเอง

Burry ก่อตั้ง Hedge Fund ของตัวเองที่ชื่อ Scion Capital ในปี 2000 โดย Burry เป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครและมีเพื่อนเพียงไม่กี่คน ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่เป็นที่รู้จักกันในแวดวงการลงทุนมากนักก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้นในปี 2008 

ก่อนหน้าที่จะทำนายการเกิด Financial Crisis ปี 2008 ได้ถูกต้อง Burry เคยคาดการณ์ไว้ว่าหุ้นเทคโนโลยีนั้นมีมูลค่ามากเกินไปในช่วงที่เกิดฟองสบู่ Dot-com นั่นทำให้ Burry สามารถทำกำไรได้ถึง 55% แม้ตลาดหุ้นในขณะจะปรับตัวลดลง 12% ก็ตาม ซึ่งนั่นทำให้ Burry เริ่มได้รับความไว้ใจในหมู่นักลงทุน

อย่างไรก็ตาม ความไว้ใจดังกล่าวเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดเมื่อ Burry หันมา Short ตลาดหุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์รองรับ 

วิกฤตซับไพรม์

การที่ธนาคารจะปล่อยกู้ให้กับผู้กู้เพื่อนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์ถือเป็นเรื่องปกติเป็นอย่างมาก บรรดาธนาคารนำการกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านที่น่าเบื่อนี้มาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุนขึ้นมาใหม่ คือ หุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งผูกการกู้ซื้อบ้านตั้งแต่ใหญ่เล็กมารวมกันออกมาซื้อขายเพื่อการลงทุน

หุ้นกู้ดังกล่าวก็เหมือนหุ้นกู้ปกติที่มีการให้ความน่าเชื่อถือในการชำระเงิน โดยหากความน่าเชื่อถือในการชำระเงินสูง ก็จะมีโอกาสที่นักลงทุนหุ้นกู้จะสูญเงินน้อย แต่ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยน้อยลงตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากความน่าเชื่อถือในการชำระเงินต่ำ ก็จะให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง ซึ่งความน่าเชื่อถือดังกล่าว ผูกไว้กับความน่าเชื่อถือของผู้กู้อสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตาม Burry มองว่าบรรดาธนาคารต่างปล่อยกู้ให้กับผู้กู้ Subprime หรือผู้กู้ที่มีเครดิตต่ำมากๆ และอาจไม่มีความสามารถเพียงพอจะชำระหนี้ โดยแม้ธนาคารจะสามารถยึดบ้านมาขายต่อได้ แต่ในระยะยาว การปล่อยกู้ดังกล่าวจะสร้างปัญหาอย่างแน่นอน 

Burry หมกตัวอยู่แต่ในออฟฟิศและไม่ได้สื่อสารกับนักลงทุนมากนักตลอดช่วงปลายปี 2004 ถึง ปี 2005 ก่อนที่เขาจะตัดสินใจ Short หุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ หรือการเก็งกำไรจากการคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวลดลงอย่างมาก

The Big Short

ปกติแล้วหุ้นกู้แตกต่างจากตลาดหุ้น คือ ไม่สามารถซื้อ Short ได้เลย โดยการ Short ตลาดหุ้นกู้ จะออกมาในรูปแบบการซื้อประกันเสียมากกว่า ซึ่งคือ การซื้อ Credit Default Swap หรือผลิตภัณฑ์การเงินที่จะทำให้นักลงทุนได้เงินเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ ผู้ซื้อ Credit Default Swap จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงินให้กับผู้ขาย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าผู้ให้เงิน Burry ไปลงทุน เนื่องจากความไม่แน่ใจว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะล่มจริง ๆ จนมีบางส่วนถอนทุนออกจาก Hedge Fund ของ Burry ก็มี

Burry ที่เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งนักพยายามบอกกับลูกค้าให้ใจเย็น ๆ และอดทนรอ ก่อนที่ในเดือน ก.พ. ปี 2007 ผู้กู้ Subprime ต่างผิดนัดชำระหนี้เป็นประวัติการณ์และทำให้สถาบันการเงินผู้ปล่อยกู้สั่นคลอนเข้าไปทุกที ๆ ก่อนที่ยังไม่ทันข้ามปี โดมิโนชิ้นแรกได้ล้มลง คือ สถาบันการเงิน Bear Stearns ก่อนตามมาด้วย Lehman Brothers และแม้แต่บริษัทประกันอย่าง AIG

Burry สามารถทำเงินได้จากการล่มสลายของระบบการเงิน 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนส่วนตัว และทำเงินให้กับลูกค้าถึง 700 ล้านดอลลาร์

เรื่องราวการล่มสลายของระบบการเงินครั้งนี้บันทึกเอาไว้ในหนังสือก่อนที่จะสร้างเป็นภาพยนตร์ “The Big Short” ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์หลายรางวัล และได้รับรางวัลภาพยนตร์ดัดแปลงยอด ซึ่งมี Christian Bale ดาราชายเจ้าของรางวัลออสการ์มาแสดงเป็น ไมเคิล เบอร์รี่

สัญญาณเตือนถึงหุ้น Tesla

นอกเหนือจาก The Big Short แล้ว Burry ยังได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงปี 2021 จากการเป็นคนแรก ๆ ที่เข้าไปซื้อหุ้น GameStop ที่ภายหลังกลายเป็นสงครามระหว่างนักลงทุนรายย่อยจากเว็บบอร์ด Reddit กับกลุ่มทุน Wall Street และยังรวมถึงการเข้า Short หุ้นของ Tesla ถึง 534 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

Burry เตือนว่าควรต้องระวังการทำเงินของ Tesla ให้ดี เพราะตอนนี้ Tesla ทำกำไรได้จากการขายเครดิตคาร์บอน (เครดิตที่ได้รับจากรัฐบาลในฐานะผู้ผลิตรถพลังงานสะอาด) ให้กับบรรดาผู้ผลิตรถยนต์เจ้าอื่นที่ยังผลิตรถยนต์ที่สร้างก๊าซเรือนกระจกอยู่ โดย Burry ระบุว่า ผู้ผลิตเจ้าอื่น ๆ ก็เริ่มผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้ว ดังนั้น ความต้องการซื้อเครดิตคาร์บอนจาก Tesla จึงน้อยลงไป 

แม้ Burry มีนิสัยที่ทวิตข้อความแล้วลบอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังการทวิตเรื่อง Tesla ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีผู้ประกอบการทรงอิทธิพลอย่าง Elon Musk เป็นซีอีโอ Burry ได้ปิดบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเองไปเมื่อเดือน เม.ย. 

อย่างไรก็ตาม Burry คาดการณ์ถูกเมื่อหุ้นของ Tesla ปรับลงไปถึง 36% ในเดือน พ.ค. 2021 ที่ผ่านมา

“Mother of all clashes”

Burry กลับมาเปิดบัญชีทวิตเตอร์อีกครั้ง พร้อมกับระบุว่า บิตคอยน์มูลค่าสูงเกินไป ก่อนที่จะลบทวิตดังกล่าวทิ้งไปตามนิสัยทวิตแล้วลบ

นอกจากนี้ Burry ยังทวิตว่า “มีฟองสบู่จากการเก็งกำไรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทุกอย่าง” ก่อนยังทวิตอีกว่า “ความตื่นเต้นเกินจริงและการเก็งกำไรกำลังเกิดขึ้นในนักลงทุนรายย่อยก่อนที่จะเกิดฟองสบู่ครั้งใหญ่โคตรแม่” 

แน่นอนว่า Burry ลบทวิตดังกล่าวไปหลังจากทวิตเพียงไม่กี่วัน

เหรียญดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซีมีประวัติการผันผวนมาโดยตลอด เช่น ในปี 2017 ที่บิตคอยน์แตะจุดสูงสุดที่เกือบ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปรับลดลงอย่างรุนแรงเป็นเวลาหลายปี โดยปัจจัยในคราวก่อนเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะจีนได้กวาดล้างตลาดคริปโทครั้งใหญ่ 

ในช่วงนี้ รัฐบาลจีนเริ่มจัดการกับคริปโทอีกครั้ง ด้วยการปิดเหมืองขุดคริปโตและยังสั่งห้ามการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีด้วย ขณะที่ข้อมูลจาก CoinShares เว็บไซต์ด้านเหรียญดิจิทัลยังบอกด้วยว่า มีเงินไหลออกจากตลาดคริปโทตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คิดเป็นเงินรวม 80 ล้านดอลลาร์ หรือเป็นการไหลออกติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2018 โดยบิตคอยน์ได้รับผลกระทบมากที่สุด

รู้จัก "Michael Burry" ชายผู้สวนกระแสโลกที่มา CNBC

ภาวะเงินเฟ้อสูงเกินไป

อย่างไรก็ตาม พี่ทุยว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดในทวิตเตอร์ของ Burry คือ การเตือนถึง “เงินเฟ้อ” ที่จะทะยานขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ โดยได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังหลงทาง เนื่องจากมัวแต่สนใจป้องกันไม่ให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงรุนแรง 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงคงอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ต่อไป พร้อมกับขยายเวลาที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว การใช้ดอกเบี้ยต่ำจะช่วยให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน จะเป็นแค่ภาวะชั่วคราวเท่านั้น

นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว Burry ยังกล่าวถึงภาวะที่ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้พอความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้สินค้าบริการต่างๆ มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นหรืออัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นนั่นเอง

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Burry เตือนภาวะ “เงินเฟ้อสูงเกิน” นี้ โดยก่อนหน้านี้ในช่วงเดียวกับที่ Short หุ้น Tesla นักลงทุนผู้นี้ได้ลงทุนโดยคาดการณ์ว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจะปรับตัวลดลงอีกด้วย 

อัตราเงินเฟ้อถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ด้วยตรง เช่น เมื่อถือตราสารหนี้ที่จะจ่ายดอกเบี้ย 100 บาทเป็นเวลาทุกปี ซึ่งเงิน 100 บาทสามารถซื้อแอปเปิ้ลได้ 4 ลูกในปีนี้ แต่อาจซื้อได้แค่ 2 ลูกในปีหน้า หากสินค้ามีราคาแพงขึ้น ดังนั้น เงินเฟ้อจึงทำให้ความน่าลงทุนในตลาดตราสารหนี้ลดลงไปด้วย

พี่ทุยว่า เราอาจต้องระวัง “เงินเฟ้อสูงเกินไป” จริงๆ 

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: