[สรุปโพสต์เดียวจบ] “MAKRO x LOTUS” กับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ CPALL

[สรุปโพสต์เดียวจบ] “MAKRO x LOTUS” กับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ CPALL

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “CP” ได้มีการประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจโดยการแลกเปลี่ยนหุ้น (Stock Swap) โดยเสมือนให้ “MAKRO” ถือหุ้น “LOTUS” 100% พร้อมประกาศออกหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) กว่า 1,362 ล้านหุ้น
  • “CPALL” และ “MAKRO” น่าจะได้ประโยชน์จากการการปรับโครงสร้างในครั้งนี้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นในด้านต้นทุนของเงินทุน ฐานะทางการเงิน รวมถึงอาจดึงดูดกระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนดัชนีมากขึ้น
  • นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อกิจการ โดยแนะนำให้เป็นการลงทุนในระยะกลางถึงยาว แม้จะมีปัจจัยกดดันระยะสั้นอยู่บ้าง

ในช่วงเย็นวันที่ 31 ส.ค. 64 ที่ผ่านมา ได้มีประเด็นข่าวใหญ่ที่น่าสนใจในตลาดหุ้น นั่นก็คือ การปรับเปลี่ยนการถือหุ้นของ “MAKRO x LOTUS” ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันหลังจาก CP ได้มีการประกาศเกี่ยวกับมติที่ประชุมบันทึกลงในเอกสารกว่า 111 หน้า ซึ่งมีหัวข้อหลัก ๆ ก็คือ 

1. การแต่งตั้งกรรมการอิสระเพิ่มเติม

2. การโอนกิจการทั้งหมดของ “CPRH” (บริษัทผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Lotus ในเครือ CP) ให้แก่ MAKRO” 

3. รวมถึงได้มีการประกาศว่า “MAKRO” จะทำการออกหุ้น PO (Public Offering) เพื่อเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป 

จึงทำให้วันที่ 1 ส.ค. 64 ตลาดค่อนข้างตอบรับในเชิงบวก แม้ราคาปิด CPALL จะอยู่ที่ 65.00 บาท/หุ้น คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากตอนตลาดเปิด แต่ MAKRO ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากอยู่ที่ 50 บาท/หุ้น ปรับตัวขึ้นประมาณ 19%

โดยในวันนี้ พี่ทุยจะมาสรุปให้ฟัง เกี่ยวกับประเด็นนี้ ว่าสรุปแล้วมันคืออะไร ? มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง ? ผลกระทบต่อหุ้น “CPALL” และ “MAKRO” จะเป็นอย่างไร ? และนักลงทุนควรลงทุนอย่างไรจากประเด็นในครั้งนี้

ประเด็นหลักอยู่ที่ การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ “MAKRO x LOTUS”

นักลงทุนคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา “CPALL” ได้มีดีลเข้าไปซื้อกิจการอย่าง “MAKRO” และ “LOTUS” 

ซึ่งในปัจจุบัน “CPALL” มีสัดส่วนการถือครองหุ้น “MAKRO” อยู่ที่ประมาณ 93.08% และถือหุ้น “LOTUS” ทางอ้อมผ่าน “CPRH” อยู่ที่ประมาณ 40% 

แต่หลังจากมติที่ประชุมให้มีการโอนย้ายกิจการโดยไม่ต้องชำระเงินสด (Stock Swap) จะทำให้ “CPALL” มีสัดส่วนการถือครองหุ้น “MAKRO” ลดลงเหลือเพียง 65.97% แต่จะถือครองหุ้น “LOTUS” ทางอ้อมเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 65.97% เนื่องจากการโอนย้ายในครั้งนี้ “MAKRO” จะเข้าไปมีสัดส่วนถือครองหุ้น “LOTUS” แทนเกือบ 100%

[สรุปโพสต์เดียวจบ] “MAKRO x LOTUS” กับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ CPALL

ประเด็นรองคือ การออกหุ้นเพิ่มทุน (Public Offering) ของ “MAKRO”

ซึ่งการออกหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้จะเกิดขึ้นหลังจากการปรับโครงสร้างเสร็จสิ้นแล้ว โดย “MAKRO” จะทำการออกหุ้นเพิ่มทุนอีกประมาณ 1,362 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท (ตัวเลขประมาณการ) ซึ่งจะทำให้จำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายได้ในตลาด (Free Float) เพิ่มสูงขึ้น

ทำไม “CPALL” จึงตัดสินใจแบบนั้น ?

คำตอบง่าย ๆ ของพี่ทุยก็คือ เพราะ “CPALL” มองว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อกิจการยังไงละ ! ซึ่งการที่ “CPALL” ตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจและให้ “MAKRO” ออกหุ้นเพิ่มทุนนั้น จะทำให้เกิดผลดีต่อกิจการก็คือ

1. ลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับ “CP”

ต้องบอกว่าในช่วงที่ “CPALL” ควักกระเป๋าซื้อ “LOTUS” มานั้น ได้ก่อหนี้จำนวนมหาศาลให้กับธุรกิจ เนื่องจากเป็นดีลที่ค่อนข้างใหญ่ มูลค่าเกือบ 340,000 ล้านบาท จึงทำให้แม้ “LOTUS” จะต้องการเงินทุนสนับสนุนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จาก “CPALL” ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก เพราะอาจจะส่งผลให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และหนี้สินที่เพิ่มขึ้นตามมา

ดังนั้นการที่ “MAKRO” เข้ามาเป็นบริษัทที่ถือหุ้นของ “LOTUS” แทน จะทำให้การจัดหาแหล่งเงินทุนมีความง่ายขึ้น และช่วยลดภาระการก่อหนี้หรือออกหุ้นเพิ่มทุนของ “CPALL” และบริษัทในเครือที่มีสัดส่วนการถือครองหุ้น “LOTUS” อยู่นั่นเอง

2. การทำงานร่วมกันแบบ B2B และ B2C

“MAKRO” และ “LOTUS” จะช่วยเกื้อหนุนกันในการบริหารงานหลาย ๆ ด้าน เช่น ลักษณะงานที่มีการทับซ้อนกันอย่างระบบโลจิสติกส์ และการจัดการสินค้าในคลัง ซึ่งด้วยลักษณะธุรกิจที่มีความใกล้เคียงกันจะทำให้สามารถแลกเปลี่ยนและพัฒนาระบบงานโดยรวมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้

3. สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “MAKRO”

การปรับโครงสร้างธุรกิจในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการซื้อขายกิจการด้วยเงินสดแต่อย่างใด แต่เป็นการแลกเปลี่ยนหุ้น (Stock Swap) โดย “MAKRO” ได้ทำการออกหุ้นเพิ่มทุนในวงจำกัด (Private Placement) ให้กับ “CPALL”, “CPM” และ “CPH” จำนวน 5,010 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณการที่ 220,000 ล้านบาท ในขณะที่ “MAKRO” ได้รับการโอนหุ้น “LOTUS” มาถือครองเกือบ 100% ซึ่งมีมูลค่าประมาณกว่า 340,000 ล้านบาท โดยหากคิดเป็นส่วนต่างที่ “MAKRO” จะได้รับแล้ว การแลกเปลี่ยนหุ้นในครั้งนี้ ควรจะทำให้ “MAKRO” มีมูลค่าเพิ่มประมาณ 100,000 กว่าล้านบาทนั่นเอง (340,000 ล้านบาทจากรับโอนหุ้น – 220,000 จากการออกหุ้นเพิ่มทุน)

4. มูลค่าตลาดของ “MAKRO” จะสูงขึ้นมาก 

ปัจจุบัน “MAKRO” มีหุ้นในตลาดกว่า 4,800 ล้านหุ้น และกำลังจะออกหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งเป็นในวงจำกัด 5,010 ล้านหุ้น และให้ประชาชนทั่วไป 1,362 ล้านหุ้น ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าเสนอขายไม่ต่ำกว่า 43.5 บาท/หุ้น (เนื่องจากเป็นราคา Tender Offer) จึงทำให้ประมาณการได้ว่าถ้าหากการปรับโครงสร้างนี้สำเร็จและสามารถผ่านมติที่ประชุมไปได้ จะทำให้มูลค่าตลาดของ “MAKRO” อยู่ที่ประมาณ 480,000 ล้านบาท ( [4,800+5,010+1,362] x 43.5 ) ซึ่งเป็นมูลค่าเทียบเท่ากับหุ้น “GULF” ในปัจจุบัน

5. ดึงดูดกระแสเงินลงทุน

การปรับตัวสูงขึ้นของมูลค่าตลาด (Market Capital) มาอยู่ที่ระดับ 480,000 ล้านบาทจะทำให้ในช่วงปีหน้า “MAKRO” อาจถูกพิจารณาให้เข้ามาอยู่ในแทบจะทุกดัชนีหลัก อาทิ SET50 และ SET100 ซึ่งอาจทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนดัชนี และสถาบันจัดทำดัชนีต่าง ๆ เช่น FTSE และ MSCI เป็นต้น

รวมถึงการออกหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชน จะเป็นการเพิ่มปริมาณหุ้นที่สามารถซื้อขายในตลาด (Free Float) ทำให้ส่งผลดีต่อมูลค่าหุ้นของ “MAKRO” และส่งผลทางอ้อมไปยังผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง “CPALL” ด้วยเช่นกัน

มุมมองที่นักวิเคราะห์มีต่อ “MAKRO x LOTUS”

จากที่พี่ทุยได้ลองอ่านบทวิเคราะห์จากหลาย ๆ สำนักได้มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ามองเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นทั้ง “CPALL” และ “MAKRO” ในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากในระยะสั้น อาจมีปัจจัยลบเกี่ยวกับ “Dilution Effect” จากการที่ “MAKRO” ออกหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนได้

อ่านเพิ่ม

หลังจากนี้นักลงทุนควรติดตามอะไร ?

เนื่องจากว่าสิ่งที่พี่ทุยกล่าวมาทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากมติการประชุมในวันที่ 12 ต.ค. 64 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2564 นั้นโหวตไม่ผ่าน ดังนั้น แม้ราคาหุ้นของ “CPALL” และ “MAKRO” จะวิ่งขึ้นแรงสะท้อนข่าวดังกล่าวไปแล้วก็ตาม พี่ทุยก็ขอให้นักลงทุนอย่าพึ่งนิ่งนอนใจไป เพราะผลการประชุมยังคงมีความไม่แน่นอน จึงต้องคอยติดตามข่าวและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: