ตลาดหุ้นจะพังหรือไม่ ? ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯ “Fed หยุดอัดฉีดเงิน” (QE)

ตลาดหุ้นจะพังหรือไม่ ? ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯ “Fed หยุดอัดฉีดเงิน” (QE)

4 min read  

ฉบับย่อ

  • รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เดือน ก.ค. ชี้ว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นชอบที่จะให้ลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE หรือที่เรียกว่า QE tapering ภายในปี 2021 เร็วกว่าที่คาดไว้ว่าจะเกิดขึ้นต้นปี 2022 ส่งให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงประมาณ 1 – 2 %
  • เมื่อกลางปี 2013 Fed เปิดเผยว่ามีแผนทำ QE tapering ส่งให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงซึ่งเป็นโอกาสลงทุน เพราะหลังจากนั้นเพียง 3 เดือน ดัชนี S&P 500, Nasdaq กลับมายืนในแดนบวกได้ แต่ตลาดหุ้นจีนและไทยกลับได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า
  • มีโอกาสที่ Fed จะทำ QE tapering ภายในปลายปีนี้ แต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ Delta ที่กระทบต่อตัวเลขค้าปลีกและความมั่นใจผู้บริโภคอาจทำให้ Fed เลื่อน QE tapering ไปเป็นต้นปีหน้าตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เปิดเผยรายงานการประชุมเดือน ก.ค. ที่ชี้ว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นชอบ ให้ลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE หรือที่เรียกว่า QE tapering ภายในปี 2021 ต่างจากก่อนหน้าที่ตลาดคาดว่าการที่ “Fed หยุดอัดฉีดเงิน” จะดำเนินการช่วงต้นปี 2022 ภายหลังเปิดเผยรายงานดังกล่าว ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลงมาปิด -1.08% เช่นเดียวกับดัชนี Nasdaq ปิดตลาดที่ -0.89% ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นยุโรป (STOXX 600) ก็ปรับตัวลงรับข่าว -2.04% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วเอเชียที่ปรับตัวประมาณ 1-2%

มติของ Fed ที่หยุดอัดฉีดเงิน เนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ดูดีขึ้น อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ เดือน ก.ค. 2021 อยู่ที่ 5.4% ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 14.7% เมื่อเดือน พ.ค. 2020 ประกอบกับปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สินค้าคงคลังลดลงจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น พร้อมหนุนตัวเลขค้าปลีกฟื้นตัวต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้แม้จะยังไม่ถึงขั้นกลับสู่สภาพก่อนการแพร่ระบาดแต่ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มไม่ต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจาก Fed แล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุให้ Fed สามารถลดการทำ QE

อ่านเพิ่ม

นับตั้งแต่โลกรู้จักกับการทำ Quantitative easing (QE) ระดับมหาศาลเป็นครั้งแรกในปี 2008 ซึ่งเป็นนโนบายการเงินที่ถูกนำมาใช้ภายหลังการลดอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งเป็นการพิมพ์เงินแล้วนำไปซื้อหนี้เสียเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบการเงินอีกครั้ง การลด QE เคยเกิดขึ้นครั้งเดียวช่วงปลายปี 2013 โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า Taper Tantrum ซึ่งมีความคล้ายกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ตลาดหุ้นจะพังหรือไม่ ? ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯ “Fed หยุดอัดฉีดเงิน” (QE)

พี่ทุยขอพาไปย้อนดูเหตุการณ์ครั้งนั้นพร้อมความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลกที่แม้จะปรับตัวลงแต่ก็มีโอกาสลงทุนเช่นกัน

Taper Tantrum คือเหตุการณ์ตื่นตระหนกของตลาดรอบโลก ในปี 2013 หลังจาก Fed ประกาศว่าจะปรับลดวงเงินในการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ Quantitative easing

เดือน ก.ย. 2012 Fed เริ่มต้นมาตรการ QE เป็นรอบที่ 3 ซื้อทั้งพันธบัตรและ MBS รวมทั้งสิ้นเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ จนเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2013 จุดเริ่มต้นของ Taper Tantrum เกิดขึ้นเมื่อนาย Ben Bernanke ประธาน Fed เปิดเผยว่ามีแผนการลด QE หาก Fed เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อเนื่องและมั่นใจว่าจะยั่งยืน ในช่วง Q&A ของการแถลงต่อคณะกรรมาธิการร่วมด้านเศรษฐกิจสภาคองเกรส ซึ่ง Fed เริ่มลด QE ได้จริงก็ต้องใช้เวลาอีก 7 เดือน โดยเริ่มอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2013 จากเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 75,000 ล้านดอลลาร์

ตลาดหุ้นทั่งโลกต่างปรับตัวลงทันทีตลอด 1 เดือนนับตั้งแต่การเปิดเผยเมื่อเดือนพ.ค. 2013 ในฝั่งสหรัฐฯ ทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ร่วงลงมาจนมีผลตอบแทนต่ำที่สุด -4.97% และ -4.12% ตามลำดับ ดัชนี STOXX 600 ก็ร่วงแตะจุดต่ำสุดที่ -11.25% ด้านฝั่งเอเชียอย่างดัชนี CSI 300 ของจีน ปรับตัวลงต่ำที่สุด -17.47% ส่วนดัชนี SET แตะระดับต่ำสุดที่ -16.38%

ตลาดหุ้นจะพังหรือไม่ ? ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯ “Fed หยุดอัดฉีดเงิน” (QE)

แต่ก็เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นที่มักตกใจกับความกังวลระยะสั้น โดยผ่านไปเพียง 3 เดือนตลาดหุ้นฝั่งตะวันตกก็เริ่มฟื้นตัว และหลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด หรือหากนับตั้งแต่เริ่ม Taper Tantrum ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2014 ซึ่ง Fed ลด QE จนหมด ดัชนีตลาดหุ้นทั้ง S&P 500, Nasdaq และ STOXX 600 ต่างมีผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด ในทางกลับกันผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นไทยไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่ผลตอบแทนจะพลิกฟื้นกลับมาขึ้นเป็นบวกได้

ปี 2021 Fed หยุดอัดฉีดเงิน (QE) อีก จะเป็นอย่างไร

พี่ทุยมองว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคงไม่แตกต่างจากเมื่อปี 2013 สักเท่าไหร่ แต่อาจมีผลกระทบเชิงลบน้อยลง เนื่องจากตลาดมีประสบการณ์มาแล้ว จะเห็นว่า 1 เดือนหลังตลาดรับรู้แผนการลด QE เป็นช่วงเวลาที่ตลาดกังวลปรับตัวลงแต่กลับเป็นโอกาสซื้อในดัชนี S&P 500, Nasdaq และ STOXX 600 ในส่วนตลาดหุ้นจีนและไทยกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ผลตอบแทนแสดงให้เห็นชัดเจนว่าควรหลีกเลี่ยงรอจนกว่าการลด QE จะเสร็จสิ้น

ในปี 2018 Fed เริ่มการลด Balance sheet ที่เรียกว่า Quantitative Tightening (QT) ซึ่งเป็นกระบวนการดึงสภาพคล่องที่เคยเพิ่มเข้าระบบก่อนหน้านี้ออก เพื่อลดอุปสงค์ ป้องกันภาวะเงินเฟ้อที่สูงเกินไป โดย Fed เริ่มลด Balance sheet เดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ จากนั้นเพิ่มขึ้นจนสูงสุดที่เดือนละ 50,000 ล้านดอลลาร์ 

ต้องยอมรับว่าการที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ส่วนหนึ่งก็เพราะสภาพคล่องที่ Fed เพิ่มเข้ามา ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างออกไป การดึงสภาพคล่องออกจากระบบทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าตลอด 1 ปีนับตั้งแต่เริ่มทำ QT ตลาดหุ้นแทบจะไม่สามารถทำผลตอบแทนเป็นบวกได้เลย เป็นเหตุให้ Fed เริ่มปรับลดขนาดการทำ QT ลงในเดือน มี.ค. 2019 และยุติการลด Balance sheet ในเดือน ก.ย. 2019 ส่งให้ตลาดหุ้นกลับฟื้นตัวทำผลตอบแทนเป็นบวกในปี 2019

ตลาดหุ้นจะพังหรือไม่ ? ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯ “Fed หยุดอัดฉีดเงิน” (QE)

เมื่อรวมตั้งแต่เริ่มจนถึงวันที่หยุดทำ QT ดัชนี S&P 500, Nasdaq และ STOXX 600 มีผลตอบแทนเป็นบวก ขณะที่ตลาดหุ้นจีนและไทยก็ยังคงติดลบอีกเช่นเคย

พี่ทุยเลยสรุปได้ว่าสภาพคล่องเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นอย่างมาก ดังนั้น QE tapering กลับไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนัก แม้ตลาดหุ้นก็จะปรับตัวลงในช่วงแรกแต่หลังจากนั้นสภาพคล่องที่ยังเพิ่มเข้ามาจะหนุนตลาดหุ้นอีกเช่นเคย สวนทางกับการทำ QT ที่ดึงสภาพคล่องออกไปจากระบบ จึงทำให้ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนติดลบแทบจะตลอดช่วงที่ทำ QT

อย่างไรก็ตามปลายเดือนที่แล้วเชื้อไวรัสสายพันธุ์ Delta แพร่ระบาดในสหรัฐฯ สร้างความไม่แน่นอนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยตัวเลขค้าปลีก (Retail sales) เมื่อเดือน ก.ค. หดตัว 1.1% (MoM) สวนทางคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.3% (MoM) เช่นเดียวกับความมั่นใจผู้บริโภค (Michigan consumer sentiment) เดือน ส.ค. ลดลงจาก 81.2 จุด เหลือ 70.2 จุด 

มีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะทำ QE tapering ภายในปลายปีนี้ แต่ถ้าเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้ Fed ก็มีโอกาสเลื่อนการทำ QE tapering ไปเป็นต้นปีหน้าอย่างที่ตลาดคาดไว้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: