เจาะ "เงินกู้" รัฐบาล 5 แสนล้าน หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์บ้าง ?

เจาะ “เงินกู้” รัฐบาล 5 แสนล้าน หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์บ้าง ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • ครม. อนุมัติ “เงินกู้” เพิ่มเติมอีก 500,000 ล้านบาท หลังจากกรอบวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทเหลือเพียง 16,525 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ระดับ 54.28% เป็น 58.56% ใกล้เคียงกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่ 60%
  • ในรายละเอียดการใช้จ่ายจะแบ่งเป็น 3 วัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) โครงการเกี่ยวกับการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา และวัคซีน 30,000 ล้านบาท 2) โครงการเกี่ยวกับการเยียวยาประชาชนผู้ประกอบการ 300,000 ล้านบาท และโครงการเกี่ยวกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมหลังจากการระบาด 170,000 ล้านบาท
  • นอกจากการกู้เงินเพิ่มแล้ว รัฐบาลยังมีปัญหาการเบิกจ่ายวงเงินกู้เดิมที่ค่อนข้างล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น โดยมีเพียงแผนงานเยียวยาประชาชนที่เบิกจ่ายได้เกือบทั้งหมด ขณะที่แผนงานด้านสาธารณะสุขและการฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับเบิกจ่ายเพียง 30% และ 50% จากวงเงินที่อนุมัติแล้วเท่านั้น

อัปเดตความคืบหน้าของการบริหารจัดการ การระบาดของโควิด-19 หลังจากช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดการระบาดระลอก 3 ซึ่งทำให้มีการติดเชื้อใหม่วันละกว่า 2,000 คน (และบางวันก็มีจำนวนมากกว่านั้น) และยอดคนตายที่ทยอยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 ระลอกแรกอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รัฐบาลต้องอนุมัติ “เงินกู้” เพิ่มขึ้นอีก 500,000 ล้านบาท

“เงินกู้” ใหม่ของรัฐบาลจำนวนมากถึง 500,000 ล้านบาท

จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ เพิ่มเติมอีก 500,000 ล้านบาท หลังจากเคยออก พ.ร.ก. เดียวกันในวงเงิน 1 ล้านล้านบาทไปเมื่อช่วงเมษายนของปีที่แล้ว

ในรายละเอียดจะแบ่งเงินกู้ครั้งนี้ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

1. แก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ วงเงิน 30,000 ล้านบาท

โดยเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน และการวิจัยพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงสถานพยาบาลสาหรับ การบาบัดรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19

2. ช่วยเหลือ เยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ วงเงิน 300,000 ล้านบาท

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อมให้สามารถดาเนินธุรกิจต่อเนื่องได้

3. ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ วงเงิน 170,000 ล้านบาท

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับแผนงาน/โครงการเพื่อรักษาระดับการจ้างงานของผู้ประกอบการ และกระตุ้นการลงทุน-การบริโภค ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะเดียวกัน การกู้เงินดังกล่าวจะส่งผลให้สถานะหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 ที่มีจำนวน 8,472,186.98 ล้านบาท (คิดเป็น 54.28% ของ GDP) เป็น 9,381,428 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 58.56% ของ GDP) เมื่อรวมกับเงินกู้ใหม่ 500,000 ล้านบาท และประมาณการการกู้เงินอื่น ๆ ของปีนี้แล้ว แต่ก็ยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลังที่ 60% ของ GDP อยู่

ความคืบหน้า “เงินกู้” 1 ล้านล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าของการอนุมัติโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดจากกรอบวงเงินกู้เดิมทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ครม. ได้อนุมัติไปแล้ว 833,475 ล้านบาท จำนวน 297 โครงการ ทำให้มีวงเงินคงเหลืออยู่ 166,525 ล้านบาท และหากรวมกับโครงการล่าสุดที่อนุมัติไปช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาอีกประมาณ 150,000 ล้านบาท จะทำให้วงเงินกู้เดิมเหลืออยู่เพียง 16,525 ล้านบาทเท่านั้น

สำหรับโครงการและจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือที่ผ่านมาที่ได้ใช้วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ไปแล้ว ได้แก่

  • โครงการเยียวยาเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 42.47 ล้านคน
  • โครงการเราชนะ จำนวน 32.90 ล้านคน
  • โครงการเราไม่ทิ้งกัน จำนวน 15.26 ล้านคน
  • โครงการเรารักกัน จำนวน 8.1 ล้านคน
  • โครงการคนละครึ่ง จำนวน 14.79 ล้านคน
  • โครงการเราเที่ยวด้วยกัน จำนวน 5.77 ล้านคน

ปัญหาที่สำคัญที่สุด คือ “เงินกู้” ไปไม่ถึงประชาชน

ปัญหาอีกอย่างที่พี่ทุยเห็น คือ แม้ว่าจะมีการอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ไปจนแทบจะเต็มวงเงินแล้ว แต่ในการเบิกจ่ายจริงจะเห็นว่า 2 จาก 3 แผนงานยังเบิกจ่ายน้อยกว่าที่ควรจะเป็นค่อนข้างมาก ยกเว้นแผนงานที่เกี่ยวกับการเยียวยาประชาชน โดยมีรายละเอียดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ดังนี้

  • แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 45,000 ล้านบาท
    อนุมัติไปแล้ว 42 โครงการ 25,825.8 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายได้เพียง 7,102.6 หรือคิดเป็น 27.5%
  • แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้แก่ประชาชน วงเงิน 600,000 ล้านบาท
    อนุมัติไปแล้ว 9 โครงการ 598,895.2 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 573,349.8 หรือคิดเป็น 95.7%
  • แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 355,000 ล้านบาท
    อนุมัติไปแล้ว 232 โครงการ 138,181.4 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายได้เพียง 69,117.4 หรือคิดเป็น 50%

รวมแล้วทั้ง 3 แผนงานวงเงิน 1 ล้านล้านบาท อนุมัติแล้ว 283 โครงการ 762,902.4 ล้านบาท เบิกจ่ายได้ 649,570 ล้านบาท คิดเป็น 85.1% ของกรอบวงเงินที่อนุมัติ โดยสภาพัฒน์ให้เหตุผลว่าที่ล่าช้าเพราะอยู่ระหว่างการจัดซื้อตามขั้นตอนอยู่ รวมไปถึงความจำเป็นที่ต้องชะลอกิจกรรมที่ต้องลงพื้นที่และฝึกอบรม เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่ในช่วงต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันมีบางโครงการยังไม่ถึงงวดจ่ายเงินตามปกติ

การกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อหุ้นกลุ่มไหนบ้าง ?

แม้ว่าเงินกู้ดังกล่าวยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมมากนัก แต่ถ้าดูจากการใช้จ่ายเงินกู้ของเดิมส่วนใหญ่ที่เป็นการแจกเงินเยียวยาให้แก่ประชาชนและร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทในตลาดหุ้นโดยตรง แต่ในทางอ้อมร้านค้าเหล่านี้จะต้องซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ จากบริษัทกลุ่มค้าปลีกค้าส่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC

ขณะเดียวกัน จากมาตรการใหม่อันล่าสุด คือ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ที่กระตุ้นให้ประชาชนกลุ่มรายได้สูงออกมาจับจ่าย แน่นอนว่าในช่วงเวลาของการกักตัวอยู่บ้านและ Work from home ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทกลุ่มสินค้าไอที กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ของใช้ภายในบ้านหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าน่าจะได้รับผลดีนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO, บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ (COM7), บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI เป็นต้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: