รู้ได้ยังไงว่า "หุ้น IPO" ตัวนี้ ราคาถูกหรือแพง ?

รู้ได้ยังไงว่า “หุ้น IPO” ตัวนี้ ราคาถูกหรือแพง ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • การเปรียบเทียบราคาหุ้นมักจะใช้วิธีแบบเปรียบเทียบ P/E ratio หรือ P/B ratio กับกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหุ้นบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน
  • P/E ratiio คือการเอาราคาหารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น เพื่อคำนวณออกมาเป็นเท่า ในการบอกว่าราคาที่เสนอขายนั้นเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิต่อหุ้น
  • P/BV ratio ก็คือการเอาราคาหารด้วยมูลค่า Book value หรือส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท เพื่อบอกว่าราคาเสนอขายนั้นเป็นกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น
  • ในหนังสือชี้ชวนหุ้น IPO จะมีการเปรียบเทียบ P/E ratio กับธุรกิจใกล้เคียงกันในส่วนเสนอขายหลักทรัพย์ โดยจะใช้ผลประกอบการในอดีตมาคำนวณ  ดังนั้น ควรศึกษาการคิดมูลค่าหุ้นก่อนลงทุนเสมอ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Money Buffalo INVESTMENT LIVE 2021
Money Buffalo INVESTMENT LIVE 2021

ว่ากันว่าการจะได้กำไรจากตลาดหุ้นนี่ไม่ยากเลย แค่ซื้อตอนที่หุ้นราคาถูก และขายตอนที่ราคาหุ้นแพง แค่นั้นเอ๊งงงงงงง พูดเหมือนง่าย แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า เมื่อไรกันที่เราถึงจะรู้ว่าหุ้นตัวนี้ราคาถูก หุ้นตัวนี้ราคาแพง แล้วโดยเฉพาะ “หุ้น IPO” ที่เสนอขายมาโชว์ตัวเราดูครั้งแรกเนี้ย ข้อมูลยิ่งน้อย ประเมินยิ่งยากเข้าไปอีกว่าถูกหรือแพงกันแน่ วันนี้พี่ทุยจะมาสรุปการประเมินมูลค่าหุ้นแบบง่าย ๆ กัน 

หลัก ๆ การประเมินหุ้นเขาใช้วิธีแบบสัมพัทธ์กัน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ คำนวณอัตราส่วน (Ratio) และนำไปเปรียบเทียบกับ Benchmark ของหุ้นนั้น เช่น เทียบกับบริษัทคู่แข่ง กลุ่มอุตสาหกรรมเป็นต้น เช่น การคำนวณ P/E ratio, P/BV ratio ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็น “หุ้น IPO” หรือหุ้นที่เข้าตลาดหุ้นไปแล้ว หลักการประเมินหุ้นก็มีวิธียอดฮิตอันเดียวกันซึ่งก็คือการคำนวณ P/E ratio นั่นเอง 

P/E ratio คืออะไร แล้วใช้ยังไง?

P/E ratio (Price per earnings ratio) ก็คือการเอาราคาตลาดปัจจุบันหารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น เพื่อดูว่าราคาที่ซื้อขายกันอยู่ในปัจจุบันแพงกว่ากำไรของบริษัทไปกี่เท่า  เช่น ปัจจุบันที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 1416 จุด จะมีค่า P/E ratio อยู่ที่ประมาณ 27.78 เท่า และถ้าดูตลาด mai อย่างเดียวนี่มี P/E ratio อยู่ที่ 68.24 เท่า หรือแปลว่า ราคาที่ซื้อขายปัจจุบันแพงกว่ากำไรที่บริษัทในตลาดทำได้ไปเกือบ 68.24 เท่า 

ข้อมูล ณ วันที่ 22 ธ.ค. 63

สำหรับการคำนวณ P/E ratio ก็ยังแบ่งได้เป็นอีก 2 รูปแบบ นั่นคือ

1. Trailing P/E

จะเป็นการเอาราคาหารด้วยกำไรสุทธิในอดีตรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งวิธีนี้ก็คือวิธีที่ใช้เปรียบเทียบราคาหุ้น IPO กับราคาหุ้นอื่นในตลาดนั่นเอง

โดยสำหรับหุ้น IPO หนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นจะมีการบอกที่มาการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นอยู่ด้วยเสมอ (ในหัวข้อ ‘ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์’) และก็มักจะบอกมาเลยว่าในตลาดหุ้นนี้มีบริษัทหรือกลุ่มอุตสาหกรรมไหนบ้างที่สามารถเทียบ P/E ratio กับหุ้น IPO ตัวนั้น ๆ  ได้ ดังนั้น แนะนำว่าควรเข้าไปดูด้วยน้า จะได้รู้ว่าหุ้นที่เรากำลังซื้อเทียบกับอุตสาหกรรมแล้วแพงกว่าเป็นกี่เท่า เพื่อจะได้เทียบหุ้นคล้าย ๆ กันในตลาดหุ้นได้ 

สำหรับหุ้นที่เข้าตลาดหุ้นไปแล้ววิธีการดู P/E ratio ของหุ้นนั้นก็ไม่ยากเลย ถ้าเราจะไม่เปิดงบการเงินมาดูอัตรากำไรต่อหุ้น เราก็สามารถดูข้อมูล P/E ratio ในหน้าเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ได้  ถ้าจะดูว่ามันถูกหรือแพงก็จะเอาไปเทียบกับ Benchmark อีกที ยกตัวอย่างเช่น เช่น หากหุ้น XYZ มี P/E อยู่ที่ 15 เท่า ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันมี P/E อยู่ที่ 20 เท่า อันนี้แปลว่า P/E ต่ำกว่ากลุ่มอุตสาหกรรม ก็แปลได้ว่าหุ้น XYZ ราคายังไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่งนั่นเอง นอกจากเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว หากหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นในกลุ่ม SET50 บางทีก็อาจจะเอาไปเทียบ Benchmark SET50 ด้วยกันก็ได้นะ นอกจากนี้ ในการพูดว่าหุ้นในตลาดนั้นถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมมันก็มีคำว่า “หุ้น Laggard”

หุ้น Laggard เราจะเห็นเวลาที่นักวิเคราะห์อาจใช้ในการเชียร์ให้ซื้อหุ้นอยู่ ก็คือในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันมันก็จะมีทั้งหุ้นที่ราคาขึ้นนำกลุ่มไปแล้วเมื่อมีข่าวดีประกาศออกมา เมื่อราคาปรับขึ้นแล้วนั้นแปลว่า P/E ratio ก็จะปรับขึ้นด้วย เมื่อราคาในกลุ่มหุ้นผู้นำตลาดขึ้นไปสูงแล้ว ผู้ลงทุนก็อาจหันมาสนใจหุ้นตัวอื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันที่ราคายังไม่แพงเกินไปแทน หุ้น Laggard ก็คือหุ้นที่ P/E ratio ต่ำกว่า เพราะราคาขึ้นตามเพื่อนในกลุ่มเดียวกันไม่ทันนั่นเอง

2. Forward P/E ratio

การคิด P/E อีกแบบหนึ่งเรียกว่า Forward P/E จะเป็นการประมาณกำไรสุทธิใน “อนาคต” มาแทนกำไรสุทธิในอดีตที่ Trailing P/E ใช้ ซึ่งเป็นวิธีที่นักวิเคราะห์ มักใช้ประเมินมูลค่าหุ้นเป้าหมายในบทวิเคราะห์กัน เราก็เลยจะเห็นว่านักวิเคราะห์แต่ละเจ้าทำไมให้ราคาเป้าหมายของหุ้นไม่เท่ากัน เพราะว่ามันเป็นราคาที่อยู่บนการคาดการณ์นั่นเอง

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเอาค่า P/E มาเทียบกันก็ต้องระวังด้วยว่าบริษัทนั้นมีธุรกิจหรือปัจจัยอะไรที่ไม่เหมือนกับหุ้นอื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมด้วยหรือเปล่า เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วก่อนที่เราจะลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเข้าเป็นเจ้าของบริษัทใดนั้นเราก็ควรรู้ด้วยว่าบริษัทนั้นมีปัจจัยอะไรเป็นพิเศษที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ้างหรือไม่

P/BV ratio คือ อะไรกันแน่?

P/BV หรือ Price per Book value ratio ก็คือการเอาราคาตลาดปัจจุบันเทียบกับมูลค่า Book value ของบริษัทนั่นเอง Book value ซึ่งก็คือส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท หรือที่ตามทฤษฎีก็คือมูลค่าของบริษัทที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับเฉลี่ยคืนทั้งหมดหากบริษัทปิดกิจการ เพราะมันคือมูลค่าสินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินนั่นเอง แล้วก็นำ ratio ไปเทียบกับ Benchmark เพื่อดูว่าหุ้นนั้นถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับคู่แข่งอีกที ซึ่งอันนี้ทางหน้าเว็บตลาดหลักทรัพย์ก็มีการเปิดเผยมูลค่า P/BV ของหุ้นทุกตัวเช่นกัน สามารถเข้าไปดูได้เล้ย

แล้วถ้าเป็นหุ้นที่เข้าตลาดไปแล้วและเน้นลงทุนเพื่อรับปันผล จะดูอย่างอื่นได้อีกหรือไม่ ?

สุดท้ายแล้วถ้าเราอยากเทียบหุ้นที่มักมีการจ่ายปันผลโดยสม่ำเสมอล่ะ จริง ๆ มันมีวิธีประเมินมูลค่าหุ้นโดยวิธี dividend discount model อยู่ แต่ถ้าจะคิดแบบง่าย ๆ เราก็สามารถคำนวณอัตราการจ่ายปันผลของบริษัทในปัจจุบันเทียบกับอดีตก็ได้ เช่น หุ้นมีการจ่ายปันผลที่ 2 บาทต่อหุ้น เดิมทีราคาหุ้นอยู่แถว ๆ 40 บาทแปลว่าอัตราเงินปันผลที่เราจะจากหุ้นนี้อยู่ที่ประมาณ 5% แล้วหากราคาของหุ้นอยู่ที่ 30 บาท อัตราเงินปันผลที่ผู้ลงทุนจะได้รับก็อยู่ที่ประมาณ 6.7% ก็มีความน่าสนใจมากขึ้น วิธีนี้มักใช้ในการประเมินความน่าสนใจของหุ้นปันผลเมื่อเทียบกับราคาของตัวเองในอดีต หรือเทียบกับหุ้นปันผลตัวอื่นในตลาดนั่นเอง แต่การเทียบดูเพียง “เงินปันผล” อาจจะไม่สามารถบอกว่าหุ้นไหนดีกว่าหุ้นไหนได้เสมอไป เพราะยิ่งบริษัทจ่ายปันผลออกมามาก นั้นหมายความว่าบริษัทก็จะมีเงินไปลงทุนเพื่อให้บริษัทเติบโตน้อยลงเป็นเงาตามตัวไปด้วย

สุดท้ายแล้ว การเปรียบเทียบราคาหุ้นที่เราจะลงทุนกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นเพียงวิธีวิธีหนึ่งในการประเมินจังหวะในการเข้าลงทุนเท่านั้น แต่ที่สำคัญก็คือเราควรจะศึกษาธุรกิจของบริษัทนั้น ๆ ด้วยนะ ลองคิดง่าย ๆ ว่าถ้ามีคนมาเสนอขายร้านอาหารให้เราร้านหนึ่งเราคงไม่ซื้อร้านนั้นแค่เพียงเพราะว่าราคาเทียบแล้วถูกกว่าร้านอื่นในตลาดใช่ไหม แต่เราก็ต้องอยากรู้ด้วยว่าแล้วร้านอาหารนี้จะอยู่ยืดไหม หรือมีความเสี่ยงอะไรที่จะทำให้ร้านเราไปไม่รอดหรือเปล่า การซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดก็เหมือนกันน้า

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Money Buffalo INVESTMENT LIVE 2021
Money Buffalo INVESTMENT LIVE 2021

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: