ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มบำรุงกำลัง พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนคงนึกถึง 3 แบรนด์ใหญ่ ๆ ที่ทำตลาดอยู่ในไทย วันนี้พี่ทุยจะพามาเจาะลึก บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ “หุ้น OSP” ผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของประเทศไทย จะมีความน่าสนใจและน่าลงทุนแค่ไหน พี่ทุยได้ทำสรุปพร้อมวิเคราะห์มาให้นักลงทุนได้เข้าใจง่าย ๆ กันครับ
“หุ้น OSP ” ทำอะไร ?
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยการดำเนินธุรกิจของโอสถสภาแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามลักษณะธุรกิจ กลยุทธ์ทางการตลาด และกลุ่มลูกค้า โดยสามารถแบ่งส่วนงานที่รายงานของกลุ่มบริษัทประกอบด้วย
1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่ม
กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มประกอบด้วย เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ และเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ รวมถึงเครื่องดื่มผสมวิตามินซึ่งโอสถสภาเป็นผู้จัดจำหน่ายหลัก
โดยโอสถสภา ใช้ผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลางดำเนินกลยุทธ์การนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์และตราสินค้าที่หลากหลายและมีนวัตกรรม ในราคาขายที่แตกต่างกัน ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการ ของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มตามรสนิยม กิจวัตรประจำวัน พฤติกรรมในการบริโภค โอกาสในการบริโภค และระดับรายได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสและความถี่ในการบริโภคผ่านกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสม
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ภายใต้ตราสินค้าเบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิง ภายใต้ตราสินค้าทเวลฟ์ พลัส และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย ภายใต้ตราสินค้าเอ็กซิท นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หน้าภายใต้ตราสินค้า อาทิ PROhada และ OTG ที่จัดจำหน่าย ผ่านช่องทางออนไลน์
3. กลุ่มอื่น ๆ
กลุ่มอื่น ๆ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ลูกอม การให้บริการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ (OEM) และธุรกิจอื่น โอสถสภาจัดกลุ่มส่วนงานที่รายงานในกลุ่มอื่น ๆ ดังต่อไปนี้
1) รายได้จากการให้บริการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดแก้วและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (OEM)
2) รายได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
3) รายได้จากการผลิตผลิตภัณฑ์ลูกอม ภายใต้ตราสินค้าโอเล่และโบตัน
4) รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากตู้จัดจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ
โครงสร้างรายได้ ปี 2564
หากพิจารณาจากโครงสร้างรายได้ ปี 2564 โอสถสภาเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็น ประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม)
ธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท ซึ่งคิดเป็น 85% ของรายได้รวม โดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของบริษัทนั้นสามารถแบ่งออกเป็น เครื่องดื่มชูกำลังเครื่องดื่มเกลือแร่และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลคิดเป็น 8% ของรายได้รวมของบริษัท โดยบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิงและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย
และในส่วนของ ผลิตภัณฑ์ส่วนอื่น ๆ มีสัดส่วนรายได้7% ของรายได้รวม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ลูกอม การรับจ้างผลิต (OEM) และบรรจุภัณฑ์แก้ว
ผลการดำเนินงานปี 2562 – 2564
ปี 2564 โอสถสภาทำสถิติสูงสุดทั้งรายได้รวม 27,278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากปี 2563 สะท้อนการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและตลาดที่สำคัญหดตัวจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
ในส่วนของกำไรสุทธิ สำหรับปี 2564 อยู่ที่ 3,255 ล้านบาท (ซึ่งรวม ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิจำนวน 157 ล้านบาท) หรือ ลดลง 7.1% จากปี 2563 และ มีอัตรากำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 12.2% ลดลง 1.5% จากปี 2563
ซึ่งเกิดจากการหดตัวของยอดขายและการกระจายสินค้าเนื่องจากผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการ แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ใน ไตรมาสที่3 ปี2564 การปรับตัวขึ้นของต้นทุนการผลิตและอัตรา ค่าระวางขนส่งสินค้า และผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
จุดแข็งของ “หุ้น OSP”
1. เป็นผู้นำทั้งตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์
โอสถสภา มีส่วนแบ่งในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง อยู่ที่ 54.6% และส่วนแบ่งในตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ อยู่ที่ 37.3% ผลักดันโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มหลักที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ได้แก่ เอ็ม-150 ลิโพ และซีวิท
ส่งผลให้โอสถสภาสามารถสร้างการ เติบโตของยอดขายได้ดีกว่าการเติบโตของตลาดทั้งสองกลุ่มที่ยังคงหดตัว จากความแข็งแกร่งของตราสินค้าผลักดัน โดยผลิตภัณฑ์หลักอย่างเอ็ม-150 และซีวิท
2. สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
โอสถสภามีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินสุทธิต่อทุนเพียง 0.4 เท่า และมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและเปิดรับโอกาสการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ
3. ต่อยอดและขยายธุรกิจผ่านการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรใหม่ ๆ
โอสถสภาสร้างการเติบโตผ่านความร่วมมือทางธุรกิจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรับจัดจำหน่ายสินค้า เปิดรับความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการตลาดดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีการรับจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่ม ยันฮี วิตามินบี วอเตอร์
4. วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและการตัดสินใจที่รวดเร็วของคณะผู้บริหาร
การมีทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ และการนำพาองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและการตัดสินใจที่รวดเร็วของคณะผู้บริหาร ทั้งหมดนี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของโอสถสภายืนยาวกว่า 130 ปี ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน และทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า โอสถสภาจะสามารถเอาชนะความท้าทาย ต่าง ๆ ในอนาคต
5. การกระจายสินค้าและระบบการจัดส่งสินค้า
โอสถสภามีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางทั้งในช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิมและช่องทางร้านค้าแบบสมัยใหม่ ซึ่งครอบคลุมจุดจำหน่ายสินค้าปลายทางให้ผู้บริโภคได้มากกว่า 470,000 จุดทั่วประเทศ
นอกจากนี้มีการกระจายสินค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machines) ช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ซึ่งเป็นช่องทางที่เติบโตสูง
อัตราส่วนทางการเงินของ “หุ้น OSP”
ถ้าเราลองดูที่งบการเงินปี 2564 ของ OSP จะเห็นได้ว่า P/BV Ratio อยู่ที่ระดับ 5.3 เท่า ซึ่งมีค่าที่สูงกว่า 1 บ่งบอกถึงนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่าบริษัทฯ จะเติบโตจนมีกำไรสะสมกลับมาช่วยทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตนั่นเอง
P/E Ratio เท่ากับ 31.6 เท่าหากเอามาเปรียบเทียบกับ หุ้นที่ทำธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลัง คู่แข่งรายสำคัญอย่าง CBG หรือบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พบว่า P/E Ratio เท่ากับ 38.04 เท่า (จากงบปี2564) จะเห็นได้ในส่วนของมูลค่าหุ้น OSP นั้นถูกกว่าเมื่อเทียบกับ CBG พอสมควร
D/E Ratio อยู่ที่ 0.4 เท่า ตามปกติแล้วบริษัทที่มี D/E Ratio มีค่าที่ต่ำ แปลว่าบริษัทมีภาระหนี้สินที่ต่ำ คือ มีการใช้เงินส่วนใหญ่ของตัวบริษัทเองในการทำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนว่า OSP มีความเสี่ยงทางธุรกิจน้อย มีโครงสร้างเงินทุนที่ดี และมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงนั่นเอง
ROA และ ROE ตามหลักการแล้ว ยิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดูในงบ ปี 2564 แล้วพบว่า ทั้งสองอัตราส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากกำไรสุทธิที่ลดลงเล็กน้อยนั่นเอง
เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ OSP
1. Fast Forward 10X
โครงการปรับเปลี่ยนองค์กรในหลายมิติ ที่รวมถึงการลดผลกระทบราคาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และการปรับองค์กร ทั้งด้านการจัดกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศ
กลับมารุกตลาดกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เร่งการเติบโตกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์และพัฒนาสินค้าขยายสู่ตลาดที่มีศักยภาพการเติบโต อย่างผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากกัญชา
3. กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ
เร่งสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์ด้านการขายและกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง และตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคในท้องถิ่น ในขณะที่ยังคงบริหารจัดการการดำเนินธุรกิจในเมียนมาร์
4. กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ลูกอม
ปรับกลุ่มสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับพฤติกรรมผู้บริโภคและช่องทางการซื้อสินค้า ที่เปลี่ยนแปลงไป
5. ความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโต
สร้างโอกาสการเติบโตผ่านความร่วมมือทางธุรกิจและเครือข่ายพันธมิตร ผลักดันการเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพในด้านต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถของบริษัทพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
6. การขับคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม
พัฒนาธุรกิจให้ก้าวทันและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โอสถสภามุ่งต่อยอดสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจพร้อมรับโอกาสและการเปลี่ยนแปลง ลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ไปพร้อมกับการพัฒนาส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค ตลอดจนช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนใกล้เคียงและสังคมอย่างต่อเนื่อง
อนาคตของ OSP จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?
1. M-150 ผลิตภัณฑ์หลักของ OSP ปรับ Magic Price Point ขึ้นจาก “10 บาท” เป็น “12 บาท”
เมื่อช่วงเดือน ก.พ. 2565 โอสถสภา ออก “M-150” สูตรใหม่ เพิ่มบี 12 2 เท่า ราคา 12 บาท เพื่อตอบโจทย์ใหม่นี้ของกลุ่มคนทำงานที่รักสุขภาพ ซึ่งจำทำให้มีมาร์จิ้นสูงกว่าของเดิมขายราคา 10 บาท หากได้รับการตอบรับดีจะช่วยชดเชยต้นทุนราคาวัตถุดิบ จากภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันได้นั่นเอง
2. ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่สำคัญ
ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เช่น น้ำตาล เศษแก้ว ก๊าซธรรมชาติ ที่เปลี่ยนแปลงตามอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก มาตรการส่งเสริม และควบคุมของภาครัฐ ภาษีอากรและพิกัดอัตราศุลกากร และสภาวะทางเศรษฐกิจโดยรวม เป็นความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และทำให้กำไรในการดำเนินงาน ลดลงนั่นเอง
3. รุกตลาดเครื่องดื่มสมุนไพร เปิดตัว “ยันฮี น้ำกัญชาผสมวิตามิน” เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชา
โอสถสภา ร่วมมือกับยันฮี วิตามิน วอเตอร์ จัดตั้งบริษัท โอสถสภา ยันฮี เบฟเวอเรจ จำกัด ร่วมรุกสร้างความแข็งแกร่งและขยายตลาดน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ ผสานจุดแข็งของยันฮีจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เพื่อสุขภาพและความงาม มีประสบการณ์จากศูนย์รักษาโรคด้วยกัญชา
รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มตลาดวิตามิน วอเตอร์ ในประเทศไทย และความแข็งแกร่งในการทำการตลาดและเครือข่ายจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศของโอสถสภา โดยผลตอบรับจากผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร งานนี้พี่ทุยมองว่าน่าติดตามอย่างยิ่ง
อ่านเพิ่ม