ปัจจุบันอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาในไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสื่อโฆษณาแบบดั้งเดิม เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวิทยุ มียอดการใช้สื่อลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สื่อโฆษณานอกบ้านและสื่อออนไลน์ได้กลายเป็นตัวเลือกที่สำคัญสำหรับนักโฆษณา โดยหุ้นที่ทำธุรกิจสื่อโฆษณาที่พี่ทุยจะพาทำความรู้จักวันนี้ก็คือ หุ้น VGI หรือบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน)
หุ้น VGI จะมีความน่าสนใจในการลงทุนแค่ไหน แล้วนอกจากธุรกิจสื่อโฆษณาแล้วจะมีธุรกิจอะไรอีกบ้าง วันนี้พี่ทุยได้ทำสรุปพร้อมวิเคราะห์แบบเจาะลึกมาให้นักลงทุนได้เข้าใจง่าย ๆ กัน
หุ้น VGI ทำอะไร ?
บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น VGI ได้เริ่มธุรกิจจากการเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่สื่อโฆษณานอกบ้านแบบดั้งเดิมในกรุงเทพมหานคร แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการนำพาธุรกิจ ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงได้จับมือร่วมกับพันธมิตรชั้นนำต่าง ๆ เพื่อขยายเครือข่ายสื่อโฆษณาให้ครอบคลุมทั่วไทย
นอกจากนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิต จึงได้ทำการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ผ่านการผสมผสาน ธุรกิจบริการชำระเงิน และธุรกิจโลจิสติกส์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทฯ โดยมีภาพรวมในการประกอบธุรกิจดังนี้
1. ธุรกิจสื่อโฆษณา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ สื่อโฆษณานอกบ้าน และบริการด้านการตลาดออนไลน์และดิจิทัล
โดยธุรกิจสื่อ โฆษณานอกบ้านประกอบด้วย
1) สื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชน
2) สื่อโฆษณาในอาคารสำนักงาน
3) สื่อโฆษณาประเภทบิลบอร์ด และสตรีทเฟอรน์เจอร์ (สื่อโฆษณากลางแจ้ง)
4) สื่อโฆษณาในสนามบิน
5) การสาธิตสินค้า (การแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์) ในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า และบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส
สำหรับธุรกิจ บริการด้านการตลาดออนไลน์และดิจิทัลถูกจัดอยู่ภายใต้หน่วยธุรกิจที่มีชื่อว่า “VGI Digital Lab” ผู้ให้บริการออนไลน์เอเจนซี่แบบครบวงจร
2. ธุรกิจบริการชำระเงิน
อยู่ในการดำเนินงานภายใต้ “กลุ่มแรบบิท” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลไลฟ์สไตล์ โซลูชันส์ ประกอบด้วย 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจชำระเงิน และธุรกิจบริการ
โดยธุรกิจชำระเงินมีทั้งการให้ บริการชำระเงินทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การชำระเงินบนระบบขนส่งมวลชน และร้านค้าต่าง ๆ เรียกว่า “บัตรแรบบิท” และ e-Wallet สำหรับชำระเงินผ่านร้านค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์เรียกว่า แรบบิท ไลน์เพย์
สำหรับธุรกิจบริการประกอบด้วยบริการกู้ยืมเงินในลักษณะสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้ชื่อ Rabbit AEON loan ธุรกิจนายหน้าประกันออนไลน์และเว็บไซต์เปรียบเทียบภายใต้ชื่อ “RabbitFinance” และธุรกิจบริการสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลภายใต้ชื่อ “Rabbit Cash”
3. ธุรกิจโลจิสติกส์
VGI ขยายธุรกิจไปยังธุรกิจโลจิสติกส์ ผ่านการเข้าลงทุน 23.0% ใน KEX บริษัทชั้นนำอันดับ 1 ที่ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร และให้บริการรับส่งพัสดุไปยังสถานที่ต่าง ๆโดยเฉลี่ยได้ถึง 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน KEX เป็นหนึ่งในสมาชิกของเครือบริษัท Kerry Logistics Network Limited ที่มีเครือข่ายธุรกิจอยู่ทั่วโลก โดยการลงทุนในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง O2O Ecosystem ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โครงสร้างรายได้ของ VGI ปี 2563/2564
ในปี 2563/2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 2,480 ล้านบาท
ลดลง 38.0% YoY โดยธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านมีรายได้อยู่ที่ 1,540 ล้านบาท สัดส่วนรายได้คิดเป็น 62.10% ของรายได้จากการดำเนินงาน ลดลงถึง 46.0% YoY
ในส่วนของธุรกิจบริการด้านดิจิทัล มีรายได้ 940 ล้านบาท สัดส่วนรายได้คิดเป็น 37.90% ของรายได้จากการดำเนินงาน ลดลง 18.3% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของความต้องการใช้จ่ายด้านสื่อโฆษณาและการตลาดในสื่อโฆษณาออนไลน์ รวมถึงการลดลงของรายได้จากการบริหารโครงการ
นอกจากนี้ยังมีรายได้อื่น ๆ อยู่ที่ 764 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากที่ 156.5% YoY จากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน โดยในช่วงปี 2563/2564 กลุ่มบริษัทฯ ได้ขายหุ้นบริษัท เคอรี่เอ็กซ์เพรส จำกัด (มหาชน) (“KEX”) ในสัดส่วน 1.0% ซึ่งคิดเป็นกำไรทั้งหมด 593 ล้านบาท
ผลการดำเนินงาน 3 ปีย้อนหลัง
ก่อนอื่นเลยพี่ทุยอยากจะบอกว่า ปกติแล้วงบของบริษัทอื่น ๆ เห็นได้ว่า จะเป็นปีที่ชัดเจนเลย เช่น ปี 2562 และ 2563 ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าเป็นการดูงบตามรอบประจำปีของบริษัท แต่ของ VGI นั้นจะแตกต่างกันไป เพราะมีการนับรอบงบประมาณที่แตกต่างกัน อย่างข้อมูลที่เป็น 2563/2564 จะเป็นข้อมูลของงบวันที่ 1 เม.ย. 2563 – 31 มี.ค. 2564 นั่นเอง
สำหรับปี 2563/2564 นับเป็นปีที่เกิดวิกฤตการณ์ระดับโลกจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยหลายประเทศรวมถึงไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก อันเป็นผลมาจากมาตรการล็อคดาวน์ต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง และเกิดความเสียหายต่อภาคธุรกิจและประชาชนทุกคน
อย่างไรก็ตาม VGI สามารถจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่น โดยในปี 2563/2564 มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,244 ล้านบาท ลดลง 23.67% YoY และมีกำไรสุทธิที่ 980 ล้านบาท ลดลง 31.18% YoY แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ Offline-to-Online (O2O) โซลูชันส์ และพันธมิตรทางธุรกิจที่ทำให้บริษัทฯมีความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และช่วยในการกระจายความเสี่ยงจากการมีแหล่งรายได้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
จุดแข็งของ หุ้น VGI
1. แพลตฟอร์มที่หลากหลาย
VGI มีแพลตฟอร์มที่หลากหลาย อาทิ สื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชน สื่อโฆษณากลางแจ้ง สื่อโฆษณาบนท้องถนน สื่อโฆษณาในอาคาร และสื่อโฆษณาในสนามบิน ทำให้มีกำลังการผลิตสื่อในมือมากกว่า 12,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ VGI มีบริษัทลูกอย่าง Rabbit Group ผู้นำด้านธุรกิจดิจิทัล ซึ่งป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทชั้นนำที่อยู่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิเช่น ระบบขนส่งมวลชน ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เครือข่ายโทรคมนาคม โลจิสติกส์ และแอปพลิเคชันการสื่อสารยอดนิยม
ด้วยองค์ประกอบที่สมบูรณ์เหล่านี้ ทำให้ Rabbit Group สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคได้มากกว่า 18 ล้านคน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจสื่อโฆษณาของ VGI มอบโซลูชั่นส์ให้แก่แบรนด์ได้เป็นอย่างดี
2. บริษัทสื่อโฆษณาที่ใหญ่และมีผลกำไรมากที่สุด
VGI คือบริษัทสื่อโฆษณานอกบ้านอันดับ 1 ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่สุดในบริษัทสื่อโฆษณาจดทะเบียน นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทสื่อโฆษณานอกบ้านที่สามารถสร้างกำไรได้มากที่สุดในไทยและติดอันดับ 1 ใน 5 บริษัทสื่อโฆษณานอกบ้านที่มีกำไรมากที่สุดในเอเชีย
โดยในปี 2562/2563 สร้างยอดขายได้ถึง 4,000 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 35.6% ด้วย Portfolio ธุรกิจที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่น ทำให้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า VGI จะมีผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต และสามารถจ่ายเงินปันผลด้วยนโยบายการปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิของบริษัทฯ ให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างแน่นอน
3. ผู้นำตลาด
จากการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจของ VGI ทำให้ปัจจุบัน VGI เป็นผู้นำในตลาดสื่อโฆษณานอกบ้านของไทยด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 70% ทั้งนี้จุดแข็งของ VGI คือการได้รับสัญญาสัปทานระยะยาวถึง 30 ปี ในธุรกิจสื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชน จากบริษัทแม่คือ บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ “BTS” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ธุรกิจหลักในย่านใจกลางกรุงเทพฯ
4. O2O SOLUTIONS จาก VGI ทำให้แบรนด์ลงโฆษณาได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
O2O SOLUTIONS คือการลงโฆษณาที่ผสมผสานทั้ง “สื่อนอกบ้าน” และ “สื่อออนไลน์”ให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งการรวมแพลตฟอร์มออฟไลน์และออนไลน์ที่มีในมือไว้ด้วยกัน โดยใช้การเชื่อมโยงกับข้อมูลจากแรบบิท ทำให้ VGI สามารถปรับกลยุทธ์ทางการขาย นำเสนอตัวเองเป็นทุกทางออกของการสื่อสารที่ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้และวัดผลได้
5. มีพันธมิตรที่หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
บริษัทฯ ได้เปลี่ยน อัตลักษณ์และวิสัยทัศน์ใหม์ขององค์กรเป็น “โซลูชันส์สำหรับอนาคต”โดยการปรับรูปแบบธุรกิจในครั้งนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถดึงดูดพันธมิตรรายใหม่ ๆ เข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Ecosystem ของ VGI เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน อาทิ JMART PLANB KEX MACO และ RABBIT เป็นต้น
อัตราส่วนทางการเงินของ หุ้น VGI
หากพิจารณาในงบปี 2563/2564 ราคาหุ้น VGI ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 6.50 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562/2563 ที่ราคาหุ้น ณ วันปิดงบ อยู่ที่ 6.65 บาท จากผลการดำเนินงานของ VGI ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง รวมถึงการบังคับใช้มาตรการล็อคดาวน์ต่าง ๆ ของภาครัฐที่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อมูลค่าการใช้จ่ายสื่อโฆษณานอกบ้านที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญนั่นเอง
P/BV Ratio มีค่าที่สูงกว่า 1 บ่งบอกถึงนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่า บริษัทฯจะเติบโตจนมีกำไรสะสมกลับมา ช่วยทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากระยะยาวนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ VGI และพลิกฟื้นผลประกอบการกลับไปสู่ระดับก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ อีกทั้งยังในระยะยาวมีโอกาสที่หุ้นจะเติบโตไปกับธีมการขยายตัวของ e-Commerce และ e-Payment ซึ่งกำลังเป็นอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในไทยและทั่วโลก
ในส่วนของ “กำไรต่อหุ้น (EPS)” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2563/2564 โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.11 บาท/หุ้น จากงบปี 2562/2563 อยู่ที่ 0.17 บาท/หุ้น
P/E Ratio เท่ากับ 51.17 เท่า ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลง จากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ มีกำไรสุทธิที่ลดลงนั่นเอง แต่หากเปรียบเทียบกับปี 2562/2563 พี่ทุยมองว่า ราคาหุ้นถือว่าปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด (Laggard) คาดว่าเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย มีโอกาสที่ราคาจะกลับไปในระดับเดิมที่ 9.55 บาทได้
D/E Ratio อยู่ที่ระดับ 0.23 เท่า ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปี 2563/2564 มีหนี้สินรวมเท่ากับ 3,907 ล้านบาท ลดลง 92 ล้านบาท หรือ 2.3% จาก 3,999 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากการลดลงของเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 730 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การลดลงดังกล่าวถูกชดเชยด้วยการเพิ่มขึ้นของหนี้สินสัญญาเช่า 488 ล้านบาท และภาษีเงินได้ค้างจ่าย 197 ล้านบาท
ในส่วนของ ROA และ ROE ตามหลักการแล้วยิ่งสูงยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดูในงบปี 2563 แล้วพบว่า ทั้งสองอัตราส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากกำไรสุทธิที่ลดลงนั่นเอง
เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ VGI
นับตั้งแต่จัดตั้งบริษัท VGI ขึ้นเมื่อ ปี 2541 VGI ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทสื่อโฆษณาอันดับ 1 ของไทยที่ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
ปัจจุบัน คือผู้ให้บริการ Offline-to-Online (“O2O”) โซลูชันส์ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเป็นผู้นำด้านการออกแบบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคตอบสนองความต้องการของนักโฆษณาและแบรนด์ด้วยโซลูชันส์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่าน Ecosystem ของบริษัท ฯ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจที่ก้าวล้ำและยั่งยืนแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงสังคม และสิ่งแวดล้อม
อนาคตของ หุ้น VGI จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?
1. การเข้าลงทุนใน Jaymart
เมื่อเดือน ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา VGI ได้เข้าลงทุน 15% ในบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (“Jaymart”) ด้วยมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 6.3 พันล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกผ่านการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสร้างกลยุทธ์ผสานแพลตฟอร์มสู่การเติบโตในอนาคต
โดย Jaymart มี Ecosystem ที่เติบโตในธุรกิจที่หลากหลาย อาทิ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจด้านการเงิน และธุรกิจด้านเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลโทเคน ‘JFincoin’
2. การเติบโตของธุรกิจสื่อโฆษณา 5 – 6 เท่าจากการขยายเส้นทางของ BTS
VGI จะได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตในอนาคตจากการเพิ่มเส้นทางการเดินรถของ BTS ที่เป็นผู้พัฒนาหลักของระบบคมนาคมด้วยรถไฟฟ้าในไทย VGI คาดการณ์ว่ากำลังการผลิตสื่อโฆษณาในรถไฟฟ้านี้จะขยายเพิ่มขึ้นอีก 5 – 6 เท่า ภายในปี 2565/2566
3. การเติบโตของธุรกิจชำระเงิน
การขยายตัวของจำนวนการใช้งานและการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ถือเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของธุรกิจชำระเงิน โดยกลุ่มแรบบิทมีแผนเปิดตัวการให้บริการที่หลากหลายบนแพลตฟอร์มของ RLP (Rabbit LINE Pay) ประกอบไปด้วย การร่วมมือกับพันธมิตร ทางธุรกิจออนไลน์เอเจนซี่ ด้านการท่องเที่ยว และเว็บไซต์เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ประกัน
ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงพฤติกรรมและความสนใจของผู้บริโภคที่ทำธุรกรรมต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อช่วยพัฒนาฐานข้อมูลของ VGI ในเชิงลึกได้มากขึ้น โดยการพัฒนาฐานข้อมูลนี้จะนำไปสู่การขยายบริการ O2O โซลูชันส์ และทำให้ VGI สามารถสร้างการรับรู้ในสินค้า สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสินค้ากับผู้บริโภค และยังสามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือสมัครใช้บริการให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
4. โอกาสในการเติบโตของธุรกิจ โลจิสติกส์
เนื่องจากตลาด e-Commerce ของไทยยังเติบโตไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น ธุรกิจโลจิสติกส์จึงอยู่ในโอกาสที่ดีเพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ e-Commerce ในไทยต่อไป โดย KEX เป็นผู้ริเริ่มในการให้ บริการชำระเงินปลายทางที่ผู้บริโภคสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินไดทั้งแบบเงินสด และทาง RLP (Rabbit LINE Pay)
5. การขยายกำลังการผลิตสื่อผ่านการปรับปรุงสื่อภาพนิ่งเป็นสื่อดิจิทัล
ผลการสำรวจจาก Nielsen เปิดเผยว่า สื่อโฆษณานอกบ้านเป็นสื่อโฆษณาที่มีการเติบโตเร็วเป็นอันดับ 2 ในอุตสาหกรรม ซึ่งสื่อนอกบ้านถือเป็นสื่อทีมีอัตราการใช้งานร่วมกับสื่อออนไลน์มากที่สุด และยังให้ประสิทธิภาพได้มากกว่าการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลแบนเนอร์เมื่อเทียบกับสื่อออฟไลน์ประเภทอื่น
ดังนั้น แนวโน้มดังกล่าวจึงถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากแคมเปญต่าง ๆ เริ่มหันมาใช้การสื่อสารกับลูกค้าผ่านสื่อโฆษณาในหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น
