7 "Price Pattern" ที่ควรรู้และเจอบ่อยในตลาดหุ้น | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP24

7 “Price Pattern” ที่ควรรู้และเจอบ่อยในตลาดหุ้น | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP24

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “Price Pattern” คือรุปแบบของราคา ที่เกิดจากการเรียงตัวกันของกราฟแท่งเทียน ซึ่ง Price Pattern รูปแบบต่าง ๆ ก็จะสามารถตีความได้ในแบบที่แตกต่างกันไป
  • Price Pattern ที่เราควรรู้ และเจอบ่อยในตลาดหุ้นมีอยู่ 7 แบบ ด้วยกัน คือ 1. Double Top 2. Triple Top 3, Double Bottom 4. Triple Bottom 5. Ascending Triangle 6. Descending Triangle และ 7 Head and Shoulder

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

ซีรีส์การเงินตอนที่ผ่านเราได้เรียนรู้กันไปแล้วว่าในหนึ่งแท่งเทียนประกอบด้วยอะไรบ้าง และเราจะดูแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) และขาลง (Downtrend) ได้ยังไง สิ่งต่อมาที่พี่ทุยจะพาทุกคนไปดู คือการเรียงตัวกันของกราฟแท่งเทียนที่ทำให้เกิดรูปแบบ หรือ “Price Pattern” ขึ้นมา ซึ่งรูปแบบที่ว่านี้มันก็จะเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างของหุ้นตัวนั้น ๆ ด้วย แต่จะมีรูปแบบอะไรบ้าง และจะส่งผลยังไงไปดูกันเลย

“Price Pattern” คืออะไร ?

“PricePattern” คือรูปแบบของราคา ที่เกิดจากการเรียงตัวกันของกราฟแท่งเทียน ซึ่ง Price Pattern รูปแบบต่าง ๆ ก็จะสามารถตีความ และส่งสัญญาณที่แตกต่างกันไป

“Price Pattern” ที่เราควรรู้และเจอบ่อยในตลาดหุ้นมีอะไรบ้าง ?

1. Double Top

Double Top จะเกิดขึ้นตอนที่หุ้นตัวนั้นเป็นขาขึ้น หรือกำลังจะกลับตัวเป็นขาขึ้น โดย Double Top เกิดจากการที่ราคาหุ้นพยายามจะผ่านแนวต้านถึง 2 ครั้งแต่ก็ยังไม่ผ่าน แสดงว่าแนวต้านนี้ถือเป็นแนวต้านที่สำคัญและแข็งแรงมาก เพราะฉะนั้นถ้าเรามีหุ้นตัวนี้อยู่ก็อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะราคาหุ้นอาจจะตกลงมาได้ 

จากรูป ราคาหุ้น Break เส้นแนวรับเดิมขึ้นมาและพยายามที่จะ Break แนวต้านถัดไป แต่รอบแรกยังไม่สามารถผ่านได้ ราคาหุ้นขึ้นไปทดสอบแนวต้านนี้อีกครั้งแต่ก็ยังไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นเราต้องระวังให้ดี ถ้าราคาหุ้นตัวนี้ไหลย้อนกลับมา แล้วหลุดแนวรับเมื่อไหร่ เราควรจะ Cut Loss ออกไปก่อน และแนวรับเดิมนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นแนวต้านใหม่ทันที

2. Triple Top

Pattern ของ Triple Top จะคล้ายกับ Double Top เพียงแต่ Triple Top จะเป็นการที่ราคาหุ้นขึ้นไปทดสอบแนวต้านตรงนี้ถึง 3 ครั้ง  แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านไปได้ นั่นแปลว่าแนวต้านนี้ถือเป็นแนวต้านที่สำคัญ และแข็งแรงมาก 

ถ้าเจอแบบนี้ใครที่มีหุ้นอยู่อาจจะต้องระวังนิดนึง เพราะการที่หุ้นขึ้นไปทดสอบแนวต้านบ่อย ๆ แล้วไม่ผ่านแรงก็อาจจะหมดได้ ซึ่งจุดที่เราจะต้องยอมแพ้ หรือ Cut Loss ก็คือ ตอนที่ราคาหุ้นไหลกลับลงมาแล้วหลุดแนวรับนั่นเอง 

3. Double Bottom 

การเกิด Double Bottom จะตรงข้ามกับการเกิด Double Top คือ Double Bottom จะเกิดในหุ้นขาลง และกำลังจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น

Double Bottom อาจเป็นสัญญาณที่บอกเราว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลง (Downtrend) เป็น Sideway หรือขาขึ้น (Uptrend) ได้ เพราะ Double Bottom เป็นการที่ราคาหุ้นลงไปทดสอบแนวรับถึงสองครั้ง แต่ราคาหุ้นก็ยังไม่หลุดแนวรับนั้น แสดงว่าแนวรับนั้นค่อนข้างแข็งแรง และหุ้นมีแรงซื้อกลับนั่นเอง 

4. Triple Bottom

การเกิด Triple Top จะคล้ายกับการเกิด Double Top แต่ Triple Top จะเป็นการทดสอบ แนวรับถึง 3 ครั้ง แต่ราคาหุ้นก็ยังไม่หลุดแนวรับ แสดงว่าแนงรับนี้เป็นแนวรับที่แข็งแรงมาก และราคาหุ้นก็พร้อมที่จะกลับตัวเป็น Sideway หรือขาขึ้นได้

5. Ascending Triangle

Ascending Triangle เกิดจากเส้น 2 เส้นคือเส้นแนวต้าน แล้วเส้น Uptrend Line เมื่อเราตีสองเส้นนี้ก็จะทำให้เราได้กรอบที่เอาไว้ใช้ในการเทรด แต่พอถึงระยะหนึ่งเส้นสองเส้นนี้จะเริ่มบีบเข้าหากัน และกรอบนั้นก็จะแคบลง

การแคบการของกรอบนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะเลือกทาง อยู่ที่ว่าจะเลือกขึ้นหรือลง ถ้าเราเจอสถานการณ์นี้สิ่งที่พี่ทุยแนะนำ คือให้รอหุ้นเลือกทางก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ เช่น ถ้าราคาหุ้น Break แนวต้านขึ้นด้านบน ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าหุ้น Break แนวต้านเมื่อไหร่ก็ให้เราเข้าซื้อ เพื่อเอาหุ้นไปขายที่แนวต้านถัดไป 

แต่ถ้าราคาหุ้นทะลุลงด้านล่าง ถ้าเรามีหุ้นอยู่ก็ยังไม่ควรเข้าไป เพราะถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เพราะราคาหุ้นมีโอกาสที่จะลงไปที่แนวรับถัดไปได้ หรือถ้าเรามีหุ้นตัวนี้อยู่ก็ควร Cut Loss ออกไปก่อน

6. Descending Triangle

Descending Triangle จะมีความคล้ายคลึงกับ Ascending Triangle แต่จะต่างกันตรงที่ Descending Triangle จะเกิดจากเส้น 2 เส้น คือเส้นแนวรับ และเส้น Downtrend Line 

ถ้าเราเจอหุ้นที่เกิด Descending Triangle ก็ต้องระวังให้ดี เพราะถ้าราคาหุ้นทะลุแนวรับลงด้านล่าง จะถือเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะราคาหุ้นหลุดแนวรับสำคัญ และมีโอกาสที่จะหลุดลงไปที่แนวรับถัดไปได้นั่นเอง  

7. Head and Shoulders 

ทรงกราฟของ Head and Shoulders ถ้าเราดูให้ดีมันจะมีความคล้ายกับหัวคน และมีไหล่ 2 ข้าง และจะมีเส้นแนวรับเป็นเหมือนเส้นคอ หรือ Neck Line

ถ้าเราเจอทรง Head and Shoulders เราจะต้องระวังให้ดี เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ไหล่ขวา ลงมาทดสอบที่เส้น Neck Line แล้วเกิดหลุดมาเมื่อไหร่ หุ้นตัวนั้นก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงได้ทันที โดยจุดที่เป็นเป้าหมายที่ราคาจะร่วงลงมาจะมีระยะเท่ากับระยะห่างระหว่างส่วนหัว (Head) กับ Neck Line

แต่ Head and Shoulders ก็มีแบบกลับหัวเหมือนกัน เรียกว่า Inverse Head and Shoulder ซึ่งวิธีการดูก็จะเหมือนกัน Head and Shoulder แบบปกติเพียง แต่จะกลับด้านกัน คือถ้าไหล่ขวาทะลุเส้น Neck Line ที่เป็นแนวต้านขึ้นด้านบน หุ้นตัวนี้ก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนเทรนด์เป็นขาขึ้นได้ และเป้าหมายต่อไปของหุ้นตัวนี้ก็เท่ากับระยะห่างระหว่าง Head กับ Neck Line นั่นเอง 

และนี้ก็เป็น Price Pattern ทั้ง 7 ที่เราควรรู้ และใช้บ่อยในตลาดหุ้นที่พี่ทุยคัดมาให้ หลังจากที่ทุกคนรู้ทฤษฎีกันไปแล้วพี่ทุยก็อยากให้ทุกคนลองเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์จริงด้วย เพราะการเทรดหุ้นโดยการใช้ Technical มันสำคัญที่การฝึกปฏิบัติ และใช้งานจริงมากกว่าทฤษฎีนั่นเอง..

ติดตามซีรีส์การเงิน ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน ตอนอื่น ๆ ได้ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: