วิธีเริ่มเล่นหุ้น

6 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงทุน “หุ้น” | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP1

5 min read  

ฉบับย่อ

  • ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นหุ้น เราควรจะรู้จักตัวเองให้ดีก่อนว่าเป้าหมายการลงทุนของเรา คืออะไร และยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน
  • หุ้น คือ สิทธิ์ในความเป็นเจ้าของกิจการ
  • กำไรจากหุ้นมี 2 แบบ คือ ส่วนต่างราคา (Capital Gain) และเงินปันผล (Dividend Yield)
  • บัญชีหุ้นมี 3 แบบ ด้วยกัน คือ 1. Cash Account 2. Cash Balance 3. Credit Balance  
  • ตลาดหุ้น คือ แหล่งที่ทำให้ผู้ที่ต้องการเงินทุน คือ “บริษัท” กับ ผู้ที่มีเงินทุนเหลือ คือ “นักลงทุน” มาเจอกัน ซึ่งตลาดหุ้นในไทยมีชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Phatra Leasing"
"Phatra Leasing"

ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่ซีรีส์การเงินในตอนแรกของลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน ซึ่งเป็นซีรีส์การเงินที่พี่ทุยจะพาทุกคนมาเรียนรู้ว่า สำหรับมือใหม่ถ้าอยากเล่นหุ้นเป็น ต้องทำยังไงบ้าง รับรองว่าถ้าใครตามจนจบ จะลงทุนใน “หุ้น” เป็นแน่นอน !

ซึ่งคำถามแรกที่มีคนถามพี่ทุยเข้ามาเยอะมาก ว่าถ้าอยากเริ่มลงทุนใน “หุ้น” ต้องรู้อะไรบ้าง ? ต้องมีอะไรบ้าง ? ทำไมมันดูยากจัง ?

ไม่ต้องกังวลไป บทความนี้พี่ทุยเลยจะมาเล่าให้ฟัง ว่าคนที่อยากเริ่มลงทุนในหุ้นควรเตรียมตัวยังไง ? และ ต้องรู้อะไรบ้าง  ? เอาแบบเข้าใจง่าย ๆ สำหรับมือใหม่เลย..

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว ว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ทำให้หลาย ๆ คนอยากที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง แต่หลาย ๆ คนที่เข้ามายังไม่เข้าเข้าใจอะไรเกี่ยวกับตลาดหุ้นเลย พี่ทุยเห็นแบบนี้แล้วก็อดที่จะเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ได้ 

สิ่งแรกที่เราต้องรู้ก่อนจะเล่นหุ้น คือ 

1. รู้จักตัวเองก่อนลงทุนใน “หุ้น”

โดยคำถามง่าย ๆ ที่เราจะต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนที่จะเริ่มลงทุนใน “หุ้น” เลย ก็คือ 

  • เป้าหมายการลงทุนของเรา คืออะไร ?

คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือ ตัวเราเองนี่แหละ เราต้องดูว่าเราลงทุนในหุ้นเพื่ออะไร เป้าหมายคืออะไร เช่น ถ้าอยากลงทุนเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณ การเลือกลงทุนใน “หุ้น” ที่ราคาเหวี่ยงมาก ก็อาจจะไม่เหมาะกับเรา อาจจะต้องดูหุ้นที่มีพื้นฐานดี บริษัทมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต แบบนี้ก็จะเหมาะกับเรามากกว่า

การกำหนดเป้าหมายการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่หลาย ๆ คนอาจจะละเลยไป พี่ทุยอยากให้เรากำหนดเป้าหมายไว้เลย พอเริ่มลงทุนไปจะได้เก็บไว้เตือนสติตัวเอง จะได้ไม่ไขว้เขวออกจากเป้าหมายของเราไป

  • ความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ 

หลายคนที่อยากเข้ามาในตลาดหุ้นเพราะมองแต่ว่าได้กำไรเยอะ ผลตอบแทนสูง แต่หลาย ๆ คน อาจจะลืมคิดไปว่า ผลตอบแทนที่สูงก็ย่อมมาคู่กับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเราสามารถรับความเสี่ยงได้เท่าไหร่

ซึ่งตรงนี้ตอนที่เราไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นทางโบรกเกอร์จะมีแบบประเมินความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงให้เราทำอยู่แล้ว

2. “หุ้น” คืออะไร ?

หุ้น คือ สิทธิ์ในความเป็นเจ้าของกิจการ หมายความว่า ยิ่งมีหุ้นมากเท่าไหร่ เราก็สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของมากเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น เราลงเงินกับเพื่อนคนละครึ่ง เพื่อเปิดร้านอาหาร เท่ากับว่าเรามีสิทธิ์ในร้านอาหารนี้ครึ่งนึง พอได้ผลกำไรมาเราก็จะเอามาแบ่งกันเพื่อนคนละครึ่ง

แต่ข้อแตกต่างของการซื้อหุ้นกับการเปิดกิจการเอง คือ การซื้อหุ้นเราแค่ดูว่ากิจการนั้น ๆ ดีมั้ย มีกำไรมากน้อยแค่ไหน มีอนาคตหรือเปล่า แต่ไม่ต้องลงแรงทำเอง ซึ่งถ้าเราเปิดกิจการเอง นอกจากเงินทุนแล้วเรายังต้องลงแรงเองด้วย

3. ตลาดหุ้นคืออะไร ?

ตลาดหุ้น คือ แหล่งที่ทำให้ผู้ที่ต้องการเงินทุน คือ บริษัทกับผู้ที่มีเงินทุนเหลือ นั่นก็คือนักลงทุนมาเจอกัน ซึ่งตลาดหุ้นไทยจะมีชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ซึ่งปัจจุบันมีหุ้นสามัญอยู่ทั้งหมด 638 ตัว และ ตลาดหุ้นไทยยังสามารถแบ่งตามมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capital) และสภาพคล่องในการซื้อขายได้หลัก ๆ อีก 2 กลุ่ม คือ

  • SET50 คือ หุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capital) และ สภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด 50 อันดับแรก
  • SET100 คือ หุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capital) และ สภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด 100 อันดับแรก

สำหรับมือใหม่พี่ทุยแนะนำให้เลือกซื้อหุ้นที่ใน SET50 เป็นหลักก่อน เพราะ หุ้นในกลุ่มนี้เพราะเป็นหุ้นขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง 

โดยเวลา เปิด – ปิด ของตลาดหลัดหลักทรัพย์ไทย แบ่งเป็นสองช่วง คือ

  • ช่วงเช้า เปิดระหว่าง 09.55 – 10.00 น. ถึง 12.30 น.
  • ช่วงบ่าย เปิดระหว่าง 14.25 – 14.30 น. ถึง 16.35 – 16.40 น.

4. ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นมีกี่แบบ 

ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นมีอยู่ 2 แบบ ด้วยกัน คือ

  • กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)

คือ ซื้อถูกไปขายแพงนั่นเอง ตัวอย่างเช่น เราซื้อหุ้น A มาที่ราคา 10 บาท จำนวน 100 หุ้น  และขายไปที่ ราคา 12 บาท เท่ากับเรากำไร 200 บาท หรือ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้เท่ากับ  (12-10)/10 * 100 = 20% 

  • กำไรจากเงินปันผล (Dividend Yield)

ถ้ากิจการที่เราลงทุนไป มีผลประกอบการดี บริษัทก็อาจจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้เราได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท 

ตัวอย่างเช่น เราซื้อหุ้น A มาที่ราคา 10 บาท จำนวน 100 หุ้น และ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลที่ 1 บาทต่อหุ้น เท่ากับเราได้กำไรจากเงินปันผลมา 100 บาท หรือ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้  (1/10) * 100 = 10%

เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนทั้งหมดจากการลงทุนใน “หุ้น” มาจาก ส่วนต่างราคาและเงินปันผล จากตัวอย่างที่พี่ทุยยกมา เราก็จะได้กำไรรวม 200 + 100 เท่ากับ 300 บาท จากทุน 1,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 30% 

5. จะเล่นหุ้นได้ต้องมีพอร์ตหุ้น

ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นหุ้นได้ เราต้องมีพอร์ตหุ้นก่อน โดยสามารถไปเปิดพอร์ตหุ้นได้ที่ บล. ต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยสามารถไปดูข้อมูลได้ที่ www.settrade.com ซึ่งพอร์ตหุ้นโดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 แบบ ด้วยกัน คือ 

  • บัญชี Cash Account 

เป็นบัญชีที่เราวางเงินไว้ในพอร์ตแค่ 20% ก็สามารถซื้อหุ้นได้แล้ว แต่ต้องนำเงินมาชำระภายใน 3 วันทำการหลังจากซื้อหุ้น (T+3)

ข้อดีบัญชีแบบ Cash Account คือ เราไม่ต้องนำเงินทั้งหมดมาทิ้งไว้ในพอร์ต สามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้อย่างอื่นก่อนได้ แต่ยังไงก็ต้องจ่ายภายใน 3 วันทำการนะ ไม่อย่างงั้นจะโดนค่าปรับเอา

  • บัญชี Cash Balance 

เป็นบัญชีที่เราต้องนำเงินฝากเข้าใปในพอร์ตก่อน ถึงจะทำการซื้อขายหุ้นได้ เราโอนเงินเข้าไปเท่าไหร่ ก็สามารถเทรดได้เท่านั้น

ข้อดีของบัญชีแบบ Cash Balance คือ การสร้างวินัยให้ตัวเอง ไม่ทำให้เราเล่นหุ้นจนเกินตัว เพราะมีเงินเท่าไหร่เราก็เล่นได้เท่านั้น แถมถ้าไม่ได้เทรด แต่ทิ้งเงินไว้ในบัญชีหุ้นเฉย ๆ ก็ยังได้ดอกเบี้ยอีกด้วย สำหรับมือใหม่พี่ทุยแนะนำให้ใช้บัญชีแบบ Cash Balance นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว 

  • บัญชี Credit Balance 

เป็นบัญชีที่เราสามารถกู้เงินจากโบรกเกอร์ได้ ไม่ต้องใช้เงินของเราเองทั้งหมด โดยแต่ละโบรกเกอร์จะกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่เราต้องวางเป็นหลักประกันในการกู้ยืม แต่โบรกเกอร์ไม่ได้ให้เรากู้ฟรี ๆ นะ จะมีการคิดดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ 

ส่วนคำถามที่ว่าเปิดพอร์ตหุ้นที่ไหนดี ติดตามกันได้เลยที่นี่เลย

6. ต้องรู้จักชื่อหุ้น

วิธีค้นหาหุ้น

ก่อนที่เราจะซื้อขายหุ้น เราควรจะรู้จะชื่อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก่อน เพราะ บางที ชื่อบริษัทที่เรารู้จักอาจจะใช้ชื่อนึง แต่ในตลาดหุ้นกลับไม่ได้ใช้ชื่อนั้น 

ตัวอย่างเช่น สุกี้ MK ที่เราชอบกินกัน ถ้าเราไปหาชื่อนี้ในตลาดหุ้นอาจทำให้เราซื้อหุ้นผิดตัวได้ เพราะ MK ในตลาดหุ้น เป็นชื่อหุ้นของบริษัท มั่นคงเคหะการ ส่วนบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ใช้ชื่อหุ้น M โดยเราสามารถไปหาชื่อหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ได้ที่ www.set.or.th 

จากนั้นไปที่ Get Quote ด้านขวาบน แล้วกดรูปแว่นขยายได้เลย เราก็สามารถไล่ดูได้เลยว่า บริษัทไหนใช้ชื่อหุ้นว่าอะไร และข้างหลังชื่อบริษัทจะบอกเราด้วยว่า บริษัทนั้นอยู่ในตลาดอะไร ตัวอย่างเช่น ห้างค้าส่ง แม็คโคร จะใช้ชื่อหุ้นว่า MAKRO เป็นต้น

หรือ ถ้าเราเคยเห็นชื่อหุ้นตัวไหนผ่านตา ก็เอามากดค้นหาในช่อง Get Quote ได้เหมือนกัน เช่น พิมพ์ว่า CPALL แล้วกดรูปแว่นขยาย ก็จะขึ้นชื่อและรายละเอียดของบริษัทมาให้เรา 

ในตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่าถ้าเราจะเริ่มลงทุนใน “หุ้น” เราต้องรู้อะไรบ้าง ซีรีส์ในตอนต่อไปพี่ทุยจะมาพูดถึงเรื่อง เปิดพอร์ตหุ้นที่ไหนดี ติดตามได้ที่นี่เลย

ติดตามซีรีส์การเงิน ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน ตอนอื่น ๆ ได้ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
error: