ทำไมเจ้าแห่งตราสารหนี้ Bill Gross ถึงบอกว่า "ตราสารหนี้" กำลังเป็นขยะ ?

ทำไมเจ้าแห่งตราสารหนี้ Bill Gross ถึงบอกว่า “ตราสารหนี้” กำลังเป็นขยะ ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Bill Gross เจ้าของฉายา Bond King อดีตผู้ร่วมก่อตั้งบลจ. ด้านตราสารหนี้ชั้นนำของโลกอย่าง PIMCO เปิดเผยมุมมองการลงทุนว่า “ตราสารหนี้กำลังจะไม่ต่างจากขยะแห่งโลกการลงทุน” โดยคาดว่า Yield ของพันธบัตรอายุ 10 ปี จะขึ้นไปที่ 2% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า
  • Bill Gross มองว่า Fed จะลดการทำ QE จนเสร็จสิ้นภายในกลางปี 2022 ซึ่งที่ผ่านมา Fed เป็นผู้ซื้อพันธบัตรรายใหญ่ Yield พันธบัตรจึงขึ้น ราคาก็ลดลง นักลงทุนจะขาดทุนจากราคาที่ลดลง 4-5% เมื่อรวมกับ Yield ที่ได้ก็ยังขาดทุนรวม 2.5-3%
  • “เงินเฟ้อ” กัดกินมูลค่าเงินสดจนกลายเป็นขยะในโลกการลงทุนมานานแล้ว ในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำมากเช่นนี้ ตราสารหนี้กำลังก้าวเข้ามาเป็นเหยื่อรายใหม่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

Bill Gross เจ้าของฉายา Bond King เปรียบเสมือน Warren Buffet แห่งวงการ “ตราสารหนี้” เป็นอดีตผู้ร่วมก่อตั้ง Pacific Investment Management Co. ถ้าใครลงทุนกองทุนตราสารหนี้ก็จะรู้จักเป็นอย่างดีในชื่อ PIMCO 

ล่าสุดเปิดเผยมุมมองการลงทุนว่า “ตราสารหนี้กำลังจะไม่ต่างจากขยะแห่งโลกการลงทุน”

โดยกล่าวว่าเงินสดเป็นเหมือนขยะมานานแล้ว แต่ตอนนี้กำลังมีสมาชิกใหม่มาเข้าร่วม ซึ่งก็คือกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางและยาว Bill Gross มองว่า Fed จะลดการทำ QE จนเสร็จสิ้นภายในกลางปี 2022 ซึ่งที่ผ่านมา Fed เป็นผู้ซื้อพันธบัตรออกใหม่กว่า 60% ผ่านมาตรการ QE ดังนั้นนักลงทุนภาคเอกชนไม่น่าจะเป็นเข้ามาเป็นผู้ซื้อทดแทนปริมาณที่หายไปจาก Fed

พอเห็นว่าแรงซื้อพันธบัตรลดลงค่อนข้างมาก ขณะที่ปริมาณพันธบัตรออกใหม่ก็ไม่เปลี่ยนไปเท่าไร เพราะต้องกู้ยืมเพื่อใช้กับมาตรการกระตุ้น Bill Gross จึงบอกว่าอัตราผลตอบแทน (Yield) ต้องขึ้นแน่ ซึ่งคาดว่า Yield ของพันธบัตรอายุ 10 ปี จะขึ้นไปที่ 2% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า (ประมาณเดือน ก.ย. 2022) ส่งผลให้นักลงทุนจะขาดทุนจากราคาที่ลดลง 4-5% และผลตอบแทนรวมจะขาดทุน 2.5-3%

พี่ทุยขออธิบายว่าทำไม Yield ขึ้นแล้วถึงขาดทุนจากราคา แล้วผลตอบแทนรวมที่ก็ขาดทุนด้วยคืออะไร

เมื่อ Yield ขึ้น ราคา “ตราสารหนี้” จะลง

ทำไมเจ้าแห่งตราสารหนี้ Bill Gross ถึงบอกว่า "ตราสารหนี้" กำลังเป็นขยะ ?

ตราสารหนี้ก็เหมือนหุ้นที่มีตลาดให้นักลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์กัน ซึ่งสำหรับนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ Yield เป็นสิ่งที่สำคัญ หากนักลงทุนในตลาดคาดว่า Yield หรืออัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น จะทำให้ตราสารหนี้ที่มีอยู่ในตลาดมีความน่าสนใจน้อยกว่าตราสารหนี้ที่จะออกใหม่ในอนาคต

หรือนั่นก็คือนักลงทุนลดการซื้อตราสารหนี้ในตอนนี้แล้วไปรอซื้อตราสารหนี้ที่จะออกใหม่ในอนาคตซึ่งจะได้ Yield ที่สูงกว่า ราคาของตราสารหนี้เดิมที่มีอยู่ในตลาดจึงลดลง Bill Gross เลยมองว่านักลงทุนที่มีพันธบัตรอยู่ในพอร์ตตอนนี้จะขาดทุนจากราคาที่ลดลง 4-5%

พี่ทุยสรุปให้ง่ายขึ้นว่าความเคลื่อนไหวของราคาเป็นผลอันเกิดจากกฎแห่งอุปสงค์อุปทาน โดยปัจจุบันนักลงทุนไม่ต้องการซื้อตราสารหนี้ ราคาก็ลง Yield จึงเพิ่มขึ้น

ส่วนผลตอบแทนรวมกลับขาดทุนน้อยลงเพราะผลตอบแทนรวมคิดจาก ราคาที่เปลี่ยนไป บวกกับ yield ที่พันธบัตรจ่ายให้นักลงทุน ซึ่งคาดว่าพันธบัตรที่อยู่ในพอร์ตของนักลงทุนให้ yield ที่ประมาณ 1.5-2% พอเอามารวมกับราคาที่ลดลงก็จะได้ผลตอบแทนรวมที่ขาดทุน 2.5-3%

เงินเฟ้อ ภัยเงียบที่กัดกินมูลค่าเงินทุกวินาที

‘เงินสดเป็นเหมือนขยะมานานแล้ว’ เป็นประโยคที่สะท้อนภัยร้ายที่คอยกัดกินมูลค่าเงินในกระเป๋าของเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็คือ “เงินเฟ้อ” และยิ่งในยุคดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้แล้วตราสารหนี้กำลังเป็นเหยื่อรายต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

สมมติว่าอีก 1 ปีข้างหน้า Yield ขึ้นไปที่ 2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ Bill Gross มองว่าจะไม่ต่ำกว่า 2% ซึ่งการลด QE น่าจะช่วยบรรเทาได้ พี่ทุยเริ่มลงทุนตราสารหนี้ที่ได้ Yield ประมาณ 2% พอเอามาหักล้างกับเงินเฟ้อเท่ากับว่าแทบไม่ได้ผลตอบแทนเลย ดังนั้นพี่ทุยมองว่าผลตอบแทนรวมที่ Bill Gross บอกว่าจะขาดทุนประมาณ 2.5-3% น่าจะมากกว่านี้เพราะโดนเงินเฟ้อกัดกิน

ซึ่งที่ผ่านมาเงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนอันน้อยนิดถูกเงินเฟ้อทำร้ายมาตลอดอยู่แล้ว มากไปกว่านั้นถ้าคิดผลของเงินเฟ้อที่ไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในตัวเลขอย่างเป็นทางการ เช่น การลดปริมาณสินค้า ยิ่งส่งให้มูลค่าของสินทรัพย์ลดลงจากผลของเงินเฟ้อมากขึ้นไปอีก

พอเห็นแบบนี้แล้วพี่ทุยมองว่าเงินเฟ้อเป็นศัตรูอันดับ 1 ของเงินลงทุนทุกคน และน่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน

จัดพอร์ต Asset Allocation เพิ่มหุ้น ลดตราสารหนี้

โดยรวมแล้วทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น กลาง และยาวจะมีผลตอบแทนรวมติดลบจากผลของ Yield ที่ขึ้น แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนตัดสินใจซื้อขายตราสารหนี้ก็ยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ ซึ่งเมื่อหักลบอัตราเงินเฟ้อไปด้วยแล้วผลตอบแทนอาจแทบไม่เหลือเลย

พี่ทุยคิดว่าการจัดพอร์ตตามหลักการ Asset Allocation เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากเพื่อให้เงินลงทุนไม่กระจุกตัวในสินทรัพย์ใดมากเกินไป โดยสามารถปรับสัดส่วนยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ เช่น เมื่อรู้ว่าทิศทาง Yield กำลังขึ้นส่งผลเสียต่อตราสารหนี้ก็ต้องลดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ให้น้อยลง และไปเพิ่มในส่วนของหุ้นเติบโตระยะยาว เช่น เทคโนโลยี หรือ Healthcare ที่ต้านทานต่อสภาวะที่ Yield เป็นขาขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: