จีนสวมสิทธิ

หน้าฉันตัวใคร ? จีนสวมสิทธิชื่อสินค้าไทยส่งออก ทำธุรกิจไทยไปไม่รอด

4 min read    Money Buffalo

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

จีน อีกหนึ่งตัวการใหญ่ที่ทำให้พวกเราเห็นแล้วว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสินค้าจีนมันไหลทะลักเข้ามาไทยเยอะมวากก ทั้งร้านไอศกรีม Mixue ร้านไก่ทอด Zhengxin หรือแม้แต่ร้านหม่าล่าพรีเมี่ยม Hidilao ที่มาแข่งตัดราคากันสนั่น จนผู้ประกอบการไทยแทบไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากมาแข่งกับเขา ซึ่งตอนนี้มีเรื่องใหม่เข้ามาละค้าบบ 

นั่นก็คือปัญหา จีนกำลังสวมสิทธิสินค้าไทยในการส่งออกไปอเมริกามากขึ้นเรื่อย ๆ จากปัญหาการขึ้นภาษีแบบสุดโต่งข้ามขั้วของพ่อใหญ่ทรัมป์ ทำให้จีนต้องเลี่ยงภาษีมาตั้งโรงงานหรือหน้าร้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น รวมถึงมณฑลไท่กั๋วของเราด้วย เพื่อเลี่ยงไม่ให้หน้าสินค้ามันติดป้ายคำว่า Made in China และระบายสินค้าจากประเทศตัวเองออกมาด้วย

 

จีน-ไทย-อเมริกา ที่มาเป็นยังไง ใครส่งออกหาใคร ? 

ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอเล่าที่มาก่อนว่าทั้งสามประเทศ ใครเป็นใคร คือในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ปกติแล้วเราจะส่งออกไปอเมริกา เนี่ยได้ดุลการค้าต่อเนื่อง (ก็คือเราส่งออกหาเขาเยอะกว่าเขาส่งออกหาเรา เราก็ได้รายได้เข้าประเทศจากเขาเยอะ) ซึ่งปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้าอเมริกา 35,428 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เราเสียดุลการค้ากับจีนยับ ๆ 45,364 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นท็อปวันประเทศที่เราขาดดุลสูงสุด

และถ้าเรามาดูข้อมูลการผลิตและส่งออกของไทยตั้งแต่ปี 2023 – 2025 ตามข้อมูลรายงานข้างล่าง เส้นสีฟ้าที่เป็นมูลค่าการส่งออกเติบโตขึ้น 14.04% ในขณะที่เส้นสีแดงที่เป็นค่าการผลิตกลับตกต่ำสุด ๆ อยู่ที่ 3.91% อ่าว เห้ย! ถ้าการผลิตมันตกต่ำขนาดนี้ เราเอาสินค้าที่ไหนผลิตออกไปส่งข้างนอกได้อ่ะ ? นี่เราเป็นโรงงานสายลับที่ผลิตอากาศเป็นสินค้าปะเนี่ยยย

 

จีนสวมสิทธิ

ที่มา : The Standard

 

บวกกับปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ คือ อัตราการปิดกิจการกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ ถ้าเราดึงสถิติการปิดโรงงานในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยจะมีโรงงานเปิดใหม่ 2,360 โรง แต่เวลาเดียวกันก็มีโรงงานปิดไปแล้วมากถึง 1,254 โรง กลม ๆ ก็ประมาณ 53% ของโรงงานทั้งหมดได้ และถ้าเราเจาะลึกข้อมูลเป็นรายปีจะพบว่าในปี 2566 มีสัดส่วนโรงงานปิดตัวไปแล้วมากถึง 84% !!!

ขุ่นพระ โรงงานปิดไปเยอะขนาดนี้เราเอาสินค้าอะไรที่ไหนมาส่งออกได้เยอะขนาดนี้เนี่ยคุณผู้โชมม

เรื่องนี้มีเงื่อนงำ เพราะถ้าเขยิบลูกตาของเรามาดูมูลค่าการนำเข้าสินค้าพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เราก็จะเจอว่าจีนเป็นผู้นำเข้าสินค้าพวกนี้เป็นสัดส่วน 100% และตัวเลขเปอร์เซ็นต์นี้เองก็เป็นสัดส่วนที่ส่งออกไปอเมริกาด้วยเช่นกัน จุดนี้แหละที่จีนกำลังใช้ชื่อประเทศไทยเป็นชื่อสินค้าส่งออกแทนจากจีน อารมณ์หน้าฉันตัวใครมาก ถึงหน้าจะเป็นไทย แต่ไส้ในนั้นคือจีนเองจ้า

 

จีนสวมสิทธิ

ที่มา : The Standard

 

จีน สวมสิทธิสินค้าไทยได้ยังไง ?

ปัจจุบันวิธีการเอาสินค้าจากจีนมาใช้ชื่อไทยมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ

1. สร้างโรงงานศูนย์เหรียญ

สร้างโรงงานในไทย แต่ไม่ได้ผลิตในไทย ใช้แค่เป็นนอมินีขนวัตถุดิบทุกอย่างมาจากจีน เอามาประกอบในไทย แล้วส่งออก แค่นี้ก็แปะป้ายได้แล้วว่า “Made in Thailand” นะนายจ๋า ไม่มีการจ้างงานคนไทย โนแรงงานผีมือไทย ไม่มีการสั่งวัตถุดิบภายในไทยมาผลิตเลย

2. เอาสินค้าพร้อมส่งมาพักไว้ในไทย

ให้ฟิลเหมือนเดินทางมานาน อ่ะเหนื่อยละ พักสินค้าที่ไทยแปปนึงละกัน แต่ตอนพักเนี่ย ทางนอมินีก็จะไปขอเอกสารฉบับนึงมาเรียกว่า Certificate of Origin (C/O) เป็นใบรับรองแหล่งกำเนิดว่ามาจากไทย (ซึ่งสิ่งนี้สามารถปิดตาข้างนึงทำได้ ก็สินค้ามันอยู่ในไทย ก็ต้องออกใบนี้ได้สิ) โดยปกติแล้วคนที่จะออกใบนี้ได้มีแค่กรมการค้าต่างประเทศ สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม แต่บางครั้งการตรวจสอบที่ไม่ทั่วถึงก็ทำให้สินค้าพวกนี้ได้ใบ C/O ไป

และพอสินค้าส่งออกพวกนี้ไปถึงประเทศปลายทางแล้วพบว่ามันไม่ได้มาตรฐาน สินค้าเสียหาย ทางประเทศปลายทางก็จะมาโทษไทยว่าทำไมถึงผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ออกมาล่ะ เดี๋ยวจะลงโดนลงโทษนะ กลายเป็นเราโดนโยนขี้มาซะงั้น แล้วเขาจะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นแทน

 

คนไทยจะได้รับผลกระทบอะไรจากปัญหานี้บ้าง

1. กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

พอสินค้าเราโดนสวมหัว แปะป้ายว่าเป็นของไทย แล้วส่งออกไปต่างประเทศ ถ้าสินค้าพวกนั้นเกิดปัญหาขึ้นมาทีหลัง หรือสืบแล้วว่าสินค้าไม่ใช่ของไทยแท้ ๆ ประเทศคู่ค้าปลายทางก็อาจระงับสิทธิพิเศษกับไทยไปเลย เช่น การลดภาษีนำเข้า แล้วก็อาจตั้งกำแพงภาษีใส่สินค้าจากไทย เพราะเป็นลูกรักจีน ทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียประโยชน์เต็ม ๆ ขายของยาก รายได้น้อยลง

2. คนไทยจะไม่มีงานทำ

พอธุรกิจส่งออกสะดุด โรงงานหรือบริษัทก็อาจลดคน ลดงาน หรือลดชั่วโมงการทำงาน แรงงานเดือดร้อน รายได้หาย เสี่ยงตกงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ อย่างโรงงานผลิตของส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า หรืออะไหล่รถยนต์จะเสี่ยงสูงกว่าใครเพื่อน

3. GDP ไทยตกต่ำ ลงไปอีก

เศรษฐกิจโดยรวมอาจชะลอตัว เพราะไทยส่งออกได้น้อยลง เงินหมุนเวียนในระบบก็ยิ่งน้อยลง ราคาของบางอย่างในประเทศก็อาจขึ้น ๆ ลง ๆ บางอย่างราคาถูกเกินไป เพราะของจากจีนที่แอบสวมสิทธิ์อาจไหลกลับมาขายในไทยอีก แข่งกับกิจการเจ้าถิ่นที่ผลิตเองอยู่เดิม

4. เสียภาพลักษณ์ประเทศ

เรื่องนี้ทำให้ต่างชาติเริ่มมองไทยไม่ดีละ ว่าทำไมถึงปล่อยให้มีการแอบสวมสิทธิ์กันเกิดขึ้น ถ้าเขาไม่ไว้ใจเรา ก็อาจไม่อยากค้าขายด้วย หรือไม่ให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกต่อไป ซึ่งเป็นผลเสียกับประเทศไทยในระยะยาว

 

จีน ทะลักมาแบบนี้ ไทยเราจะแก้ยังไง ?

จนถึงตอนนี้ทางการไทยก็เริ่มมาตรการตอบโต้มาบ้างแล้วนะ

1. กำหนดสินค้าเฝ้าระวังสินค้าที่มีความเสี่ยง

โดยตอนนี้ได้เริ่มการเฝ้าระวังสินค้าที่มีความเสี่ยงแล้ว 65 รายการ จาก 224 พิกัดศุลกากร ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ฮาร์ดดิสก์ ยางรถยนต์ เป็นต้น

2. รวบการออกใบ C/O มาอยู่ในมือกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมดจากตอนแรกออกให้ได้ 3 องค์กร

3. ยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น

โดยภาครัฐควรดำเนินคดีกับผู้แอบอ้างเอาชื่อสินค้าไทยไปขาย และควรเข้าไปดำเนินการตรวจโรงงานให้เรียบร้อย

 

ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจประเทศเราย่อยยับไปถึงไหนแล้ว พี่ทุยเคยเขียนบทความมาให้อ่านกันนะครับ เศรษฐกิจไทย 2568 ไม่ดี หนี้อ่วม ต่อจากนี้ประชาชนจะต้องเจอกับอะไร ?

 

ที่มา

the standard

bangkokbiznew

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile