ทำไมไทยต้องขยายเพดาน “หนี้สาธารณะ” ต่อ GDP เป็น 70% ?

ทำไมไทยต้องขยายเพดาน “หนี้สาธารณะ” ต่อ GDP เป็น 70% ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 55.6% ซึ่งหากกู้เงินครบเต็มจำนวนจากส่วนที่เหลือของ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 2 รอบวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท จะทำให้สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นแตะเพดานที่ตั้งไว้ของรัฐบาลที่ 60% ต่อ GDP
  • รัฐบาลไทยได้ขยายกรอบเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จากเดิมไม่เกิน 60% เป็น 70% ซึ่งเป็นการขยายแบบชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกลับมาต่ำกว่า 60% ต่อ GDP ภายใน 10 ปี โดยที่เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตปีละ 3-5%
  • วิกฤตโควิด-19 ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของทุกประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19
  • สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมากที่สุด รองลงมาเป็นสหรัฐฯ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP มากที่สุดในโลกก็มีระดับหนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนไทยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่ถูกเรียกว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 100 ปี นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลก (The Great Depression) บ้างก็บอกว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เพราะกระทบทั้งเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน สาธารณสุข สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วทุกมุมโลก รวมถึงวิกฤตครั้งนี้ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องขยายเพดาน “หนี้สาธารณะ”  กันครั้งใหญ่

รัฐบาลทั่วโลกต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ จนหนี้ของรัฐบาลหรือหนี้สาธารณะทั่วโลกของปี 2020 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 105.5% ต่อ GDP และอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบันที่ 105.6% ต่อ GDP ใน Q1/2021 และ 104.6% ต่อ GDP ใน Q2/2021 ขณะที่วิกฤตโควิด-19 เดินทางมาจะครบ 2 ปีเต็มและมีท่าทีว่าจะดำเนินต่อไป ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลทั่วโลกยังจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างต่อเนื่องจนวงเงินใกล้เต็มเพดานขึ้นทุกที

ไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 อย่างหนักหน่วง เห็นได้จาก GDP ปีที่แล้วติดลบหนักสุดในรอบกว่า 20 ปี นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 97 แม้ว่า GDP ไทยใน Q2/2021 จะเติบโตถึง 7.5% แต่ด้วยความรุนแรงของไวรัสสสายพันธุ์เดลต้าและความเสี่ยงที่จะเกิดสายพันธุ์ใหม่ ทำให้หน่วยงานเศรษฐกิจของไทยหลายแห่งต่างปรับลด GDP ไทยปีนี้ลงกันถ้วนหน้า แปลว่า สถานะทางการเงินการคลังของไทยเริ่มอ่อนแอลง ขณะที่หนี้ของประเทศก็เพิ่มขึ้นจนใกล้แตะเพดานด้วยเช่นกัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2021 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะจากเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 60% ต่อ GDP เป็นไม่เกิน 70% ต่อ GDP เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังและไม่เป็นอุปสรรค หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอีก ซึ่งกรอบเพดานหนี้สาธารณะจะมีการทบทวนทุก ๆ 3 ปี

“หนี้สาธารณะ” ของไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร

หนี้สาธารณะหรือหนี้ที่รัฐบาลกู้มาและต้องชำระคืนในอนาคตด้วยการหารายได้จากการจัดเก็บภาษีจากประชาชนและภาคธุรกิจ โดยทั่วไปประกอบด้วย 2 ส่วน คือ “หนี้ในประเทศ (Internal debt)” ที่มีเจ้าหนี้อย่างธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินในประเทศ รวมถึงประชาชนผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล

และ “หนี้ต่างประเทศ (External debt)” ที่เป็นการกู้มาจากหน่วยงานด้านการเงินระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก (World Bank) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าเพราะมีความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่ราว 98% เป็นหนี้ในประเทศ และมีเพียง 2% ที่เป็นหนี้ต่างประเทศ ซึ่งการมีหนี้ต่างประเทศน้อยก็นับว่าไทยมีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ

ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลไทยได้กู้เงินไปแล้วทั้งหมด 2 รอบ วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการกู้รอบแรกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เมื่อเดือน เม.ย. 2020 โดยปัจจุบันได้อนุมัติวงเงินไปแล้วทั้งสิ้น 9.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 98% ของ พ.ร.ก.กู้เงินครั้งแรกนี้ และถูกนำมาใช้ในหลายโครงการทั้ง เราเที่ยวด้วยกัน, เรารักกัน, เราชนะ, คนละครึ่ง, มาตรการลดค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น และเหลือวงเงินอีก 2 หมื่นล้านบาทหรือเพียง 2% เท่านั้น

ส่วนรอบที่สองจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เมื่อเดือน มิ.ย. 2021 ที่ผ่านมา โดยล่าสุดรัฐบาลได้ทยอยกู้มาแล้ว 7.4 หมื่นล้านบาท และนำมาใช้ในโครงการ เช่น เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 นั่นแสดงว่าจาก พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 2 ครั้ง เหลือวงเงินรวมทั้งสิ้นเพียง 4.46 แสนล้านบาทเท่านั้น

การกู้เงินของรัฐบาลรวมกับยอดคงค้างหนี้เดิมทำให้หนี้สาธารณะของไทย ณ เดือน ก.ค. 2021 อยู่ที่ 8.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 55.6% ต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 41.2% ต่อ GDP ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 หากสมมติว่ารัฐบาลกู้เงินส่วนที่เหลือครบถ้วนเต็มจำนวน จะดันให้หนี้สาธารณะของไทยขึ้นไปใกล้แตะเพดานที่ตั้งไว้ของรัฐบาลที่ 60% ต่อ GDP ทันที

ใครเป็นคนกำหนดกรอบหนี้สาธารณะไว้ที่ 60%

จุดเริ่มต้นมาจากในปี 1992 มีการลงนามสนธิสัญญาจัดตั้งสหภาพยุโรป (Treaty of European Union) ที่เมืองมาสทริชท์ (Maastricht) ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ต้องยอมรับคือการรักษาระดับหนี้สาธารณะไว้ให้ไม่เกิน 60% ต่อ GDP โดยตัวเลขนี้มาจากค่ากลางหรือค่ามัธยฐาน (Median) ของแต่ละประเทศที่ต้องการจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งนี้เองก็เพื่อให้เศรษฐกิจภูมิภาคยุโรปเติบโตแบบมีเสถียรภาพและมีกำลังที่จะใช้คืนภาระหนี้สินได้

ต่อมาในปี 2010 ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ชื่อว่า Carmen Reinhart และ Kenneth Rogoff ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระดับหนี้สาธารณะและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยผลการศึกษาพบว่า หากประเทศพัฒนาแล้วมีหนี้สาธารณะเกิน 90% ต่อ GDP จะทำให้เศรษฐกิจติดลบ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรมีหนี้สาธารณะที่มาจากการกู้ต่างประเทศหรือหนี้ต่างประเทศเกิน 60% ต่อ GDP ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะติดลบเช่นกัน

แม้ว่าหลังจากนั้นจะมีบรรดาอาจารย์และนักวิจัยได้ศึกษาระดับหนี้สาธารณะว่าควรเป็นเท่าไหร่ถึงเหมาะสมกับเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งก็มีข้อโต้แย้งและความเห็นที่แตกต่างกับศาสตราจารย์ของฮาร์ดวาร์ดบ้าง แต่ในปี 2011 ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กำหนดกรอบหนี้สาธารณะขึ้นมาว่าประเทศใดที่มีหนี้สาธารณะสูงเกิน 60% ต่อ GDP รัฐบาลของประเทศนั้นต้องประเมินความเสี่ยงในการกู้หรือผลลัพธ์ของการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ครอบคลุมรอบด้านมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเจอปัญหาการชำระหนี้คืนในอนาคตได้

ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็มีหลายประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกินกว่า 60% หลายเท่า อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป แต่ก็ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ เพราะว่าระดับหนี้ที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจ รวมถึงความสามารถในการชำระคืนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ผลลัพธ์จากการใช้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินต่าง ๆ เป็นต้น

ทำไมไทยต้องขยายเพดาน “หนี้สาธารณะ” เป็น 70%

ย้อนกลับมาที่การขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทยจาก 60% ต่อ GDP เป็น 70% ต่อ GDP แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันและอนาคตนับว่าใกล้แตะกรอบเพดานที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 60% ต่อ GDP แล้ว จึงมีความจำเป็นต้องขยายเพิ่มเติมจากเดิม เพื่อให้สักวันหนึ่งเผื่อรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เพิ่มจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง ซึ่งเมื่อลองคำนวณแล้ว การขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นมาอีก 10% จะทำให้รัฐบาลไทยมีช่องว่างในการกู้เพิ่มอีก 2.746 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

อ่านเพิ่ม

ทางธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาบอกว่า การขยายเพดานหนี้สาธารณะไม่ได้หมายถึงรัฐบาลต้องกู้เต็มเพดาน แต่ขณะเดียวกันการปรับเพิ่มเพดานครั้งนี้ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ เพราะ

(1) เพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยที่ 70% นับว่าไม่สูงเกินไป เนื่องจากค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ 120% ส่วนประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอยู่ที่ 70% 

(2) หนี้สาธารณะของไทยเกือบทั้งหมดประมาณ 98% เป็นหนี้ในประเทศ และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 1.8% ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศในอาเซียนที่ส่วนใหญ่มากกว่า 3% 

(3) ความเสี่ยงที่ไทยจะถูกปรับลด Credit rating อยู่ในระดับต่ำ เพราะความน่าเชื่อถือของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดีจากเศรษฐกิจไทยที่มีสเถียรภาพค่อนข้างดี

อย่างไรก็ตาม การขยายเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้เป็นการขยายแบบชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องกลับมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 60% ต่อ GDP ภายใน 10 ปี โดยเศรษฐกิจไทยต้องเติบโตปีละ 3-5%

สถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศอื่นทั่วโลกเป็นอย่างไร

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกต่างอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเยียวยาประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ก็ทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกันเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19

ทำไมไทยต้องขยายเพดาน “หนี้สาธารณะ” ต่อ GDP เป็น 70% ?

จากภาพแสดงถึงเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะต่อ GDP เปรียบเทียบช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 (Q4/2019) กับปัจจุบัน (Q2/2021) จะเห็นว่า ในบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ สหรัฐฯ มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 22.9% รองลงมากเป็นยุโรป ส่วนญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP มากที่สุดในโลกเพิ่มขึ้นที่ 17.6%

ส่วนประเทศในเอเชียเป็นสิงคโปร์ที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 25.0% รองลงมาเป็นอินเดียที่ 18.2% ส่วนไทยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของเอเชียที่ 14.5% ซึ่งจากภาพแสดงให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่ไทยเท่านั้นที่มีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 แต่วิกฤตครั้งนี้ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกมีหนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมด้วยกันทั้งนั้น

ขณะเดียวกัน ไม่เพียงแต่ไทยเท่านั้นที่ขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะ ยังมีประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซียก็ได้ปรับเพดานมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อเดือน ส.ค. 2020 จาก 55% เป็น 60% ต่อ GDP ซึ่งนับเป็นการปรับกรอบเพดานหนี้สาธารณะขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ส่วนปัจจุบันทางมาเลเซียก็กำลังจะมีแผนปรับอีกครั้งเป็น 65% ต่อ GDP ในเดือน ต.ค. 2021 นี้

ส่วนทางสหรัฐฯ ก็กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาเพดานหนี้สาธารณะใหม่ภายในเดือน พ.ย. 2021 นี้เช่นกัน หลังจากก่อนหน้านี้ทาง Janet Yellen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขอให้รัฐบาลเพิ่มเพดานหนี้ เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ เกิดการผิดชำระหนี้ รวมถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคต

สุดท้ายพี่ทุยคิดว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่ประเทศจะขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะ เพราะจากข้างต้นก็จะเห็นว่าทุกประเทศทั่วโลกต่างประสบกับระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น หากเราไม่ปรับเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นก็อาจทำให้เราต้องเจอกับความเสี่ยงที่ตามมาและพลาดโอกาสสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต 

แต่การมีหนี้ที่เพิ่มขึ้นคงไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างไรหลังจากนี้และเติบโตได้ตามเป้าที่วางไว้หรือไม่ การมีแนวทางการใช้เงินกู้ให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้ขยับลงมาได้ในอนาคต

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
error: