[สรุป] 9 “วิกฤตการเงิน” ครั้งใหญ่ของโลก - ไทยก็เคยเป็นจุดเริ่มวิกฤต

[สรุป] 9 “วิกฤตการเงิน” ครั้งใหญ่ของโลก – ไทยก็เคยเป็นจุดเริ่มวิกฤต

3 min read  

ฉบับย่อ

  • เรามักจะยก “วิกฤตการเงิน” ในอดีตมาพูดถึง เพื่อชี้นำการตัดสินใจของคนในปัจจุบัน อีกทั้งศึกษาเรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีตและปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
  • มหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 1929 เริ่มต้นในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นของสหรัฐที่ร่วงลงมาอย่างหนัก GDP ของสหรัฐฯ ที่ร่วงไป 30% อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น 8 เท่า
  • “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 1997 เมื่อรัฐบาลไทยถูกบังคับให้ลอยค่าเงินบาทเนื่องจากประเทศขาดเงินตราสกุลอื่น ๆ สำรอง โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในการพยุงค่าเงินบาท ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่โดยทันที

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

ในหลายครั้ง ๆ เวลาวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน นักวิเคราะห์ก็มักจะยกเรื่องเหตุการณ์ในอดีตมาพูดถึง เพื่อชี้นำการตัดสินใจของคน และที่มักยกมาอ้างอิงบ่อย ๆ ก็คือ “วิกฤตการเงิน” ครั้งใหญ่ ๆ ที่กระทบต่อสังคมในวงกว้าง

วันนี้พี่ทุยรวบรวม “วิกฤตการเงิน” ของโลกที่ใคร ๆ ก็พูดถึงมาให้ฟังกัน

[สรุป] 9 “วิกฤตการเงิน” ครั้งใหญ่ของโลก - ไทยก็เคยเป็นจุดเริ่มวิกฤต

The Great Depression 1930s

มหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 1929 เริ่มต้นด้วย Black Thursday ในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นของสหรัฐที่ร่วงลงมาอย่างหนัก -11% ส่งผลให้ GDP ของสหรัฐฯ ร่วงไป 30% อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น 8 เท่า และไม่ใช่แค่ในสหรัฐฯ หลายประเทศก็เข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเหมือนกัน GDP ทั่วโลกลดลงกว่า 15%

ช่วงก่อนเกิดวิกฤต อุตสาหกรรมต่าง ๆ การจ้างงานและเศรษฐกิจเติบโตอย่างมาก รวมไปถึงตลาดหุ้น นักลงทุนคาดหวังว่าราคาหุ้นจะเติบโต เน้นเทรดเก็งกำไรโดยไม่ได้มองที่พื้นฐานของหุ้นมากนัก จนเศรษฐกิจเริ่มชะงักจากกำลังการผลิตที่มากเกินไป เกิดอุปทานส่วนเกิน (excess supply) ในหลายอุตสาหกรรม ราคาหุ้นเริ่มนิ่งและปรับตัวลงในที่สุด

อีกทั้งมีงานศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นก็มีส่วนมาจากประเทศมหาอำนาจทุนนิยมยึดติดกับนโยบายการคลังแบบสมดุล จนทำให้อุปสงค์ในตลาดการค้าระหว่างประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดตามมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ คือภาคเอกชนใช้จ่ายลดลง ธนาคารก็ถูกบีบให้ปล่อยกู้น้อยลง ภาคธุรกิจไม่สามารถกู้ได้ ก็ต้องลดค่าใช้จ่ายลงไปอีก ทำให้อุปสงค์ของทั้งระบบหดตัวอย่างไม่จบสิ้น

ในสถานการณ์แบบนี้รัฐบาลกลางจึงเป็นตัวแสดงเดียวที่ประคองระดับอุปสงค์ได้ โดยการใช้จ่ายให้มากกว่าภาษีที่เก็บได้ หรือนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล (Budget Deficit)

The Great Depression 1930s ลากยาวข้ามทศวรรษ จนเริ่มคลี่คลายได้ด้วยนโยบายของประธานาธิบดี แฟรงก์กิน ดี รูสเวลท์ ที่เรียกว่า New Deal ที่มีการตั้งการคุ้มครองเงินฝากสำหรับรายย่อย การควบคุมตลาดหลักทรัพย์ที่เข้มข้นขึ้น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขื่อนฮูเวอร์

The Suez Crisis 1956

คลองสุเอซตั้งอยู่บริเวณคอคอดที่อียิปต์ นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเดินเรือ เพราะเป็นเส้นทางลัดที่เชื่อมยุโรปกับเอเชีย

ก่อนหน้าปี 1956 คลองสุเอซนั้นถูกถือครองโดยอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ในปี 1956 Gamel Abdel Nasser ประธานาธิบดีแห่งอียิปต์ ได้โอนคลองสุเอซให้เป็นของรัฐและเข้าควบคุม ดังนั้น อิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษและฝรั่งเศส จึงบุกเข้ายึดครองอียิปต์ในเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน

ทว่า การโจมตีอียิปต์ในครั้งนี้ได้รับการคัดค้านจากสหประชาชาติ สหภาพโซเวียต และสหรัฐฯ อย่างมาก นับเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรงครั้งหนึ่ง โดยในที่สุดอังกฤษกับฝรั่งเศสก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องเลิกสนับสนุนอิสราเอลและถอนกำลังทหารออกจากอียิปต์

ถึงแม้วิกฤตครั้งนี้จะกินเวลาไม่กี่เดือน และไม่ได้กระทบต่อทั่วโลกในวงกว้าง แต่อังกฤษกลับต้องเผชิญกับวิกฤตการเงิน เมื่อนักเก็งกำไรค่าเงินเขามาปั่นปวนจนทำให้ค่าเงินปอนด์ผันผวนอย่างหนัก ต้องขายเงินดอลลาร์สำรองจนเกือบหมด เพื่อรักษาค่าเงินปอนด์ต่อดอลลาร์ที่ 2.80 ดอลลาร์ไว้ให้ได้ และต้องกู้ยืมเงินถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ เพื่อพยุงค่าเงิน เหมือนกับฝรั่งเศสที่ต้องเจอกับค่าเงินผันผวนเช่นกัน

The First & Second Oil Shock 1973

ในปี 1973 ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่าตัวภายในคืนเดียว เมื่อกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรวมตัวกันเป็น OPEC (The Organization of the Petroleum Exporting Countries) และคว่ำบาตรไม่ส่งออกน้ำมันไปสหรัฐฯ ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายประเทศ

เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในสภาวะ Stagflation หรือ สภาวะชะงักงันที่มีเงินเฟ้อ เพราะเศรษฐกิจถดถอยแต่ระดับราคาสินค้าพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 10 – 15% ต่อปี

วิกฤตการเงิน ปี 1982 The International Debt Crisis 

สาเหตุของวิกฤตเกิดขึ้นในช่วง 1960s-1970s เมื่อประเทศในแถบละตินอเมริกา ได้แก่ บราซิล อาร์เจนตินา และเม็กซิโก ได้กู้เงินจำนวนมหาศาลจาก International creditors หรือธนาคารเอกชน ซึ่งตอนนั้นธนาคารมีเงินมากมายให้กู้ เนื่องจากได้เงินฝากจำนวนมากจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน

ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับประเทศกำลังพัฒนา เพราะมองว่ามีศักยภาพและเศรษฐกิจกำลังเติบโต ทั้งประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออกและประเทศกลุ่มละตินอเมริกา เนื่องจากในเวลานั้นประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในขาขึ้น ธนาคารเอกชนจึงให้กู้โดยความยินดี

แต่ผลปรากฏว่า ช่วงนั้นราคาน้ำมันดิ่งลงมากพร้อมกับเศรษฐกิจของแม็กซิโกที่ดิ่งลงเหว ในช่วงปี 1975 และ 1982 หนี้ของธนาคารเอกชนที่มาจากประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 20% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าหนี้สูงถึง 75 พันล้านดอลลาร์ในปี 1975 และในปี 1983 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 315 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับหนี้ส่วนนี้มีมูลค่ามากถึง 50% ของ GDP ของทั้งภูมิภาค และในที่สุดก็เกิดการเบี้ยวหนี้กับกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น “วิกฤตหนี้ยุค 1980s”

วิกฤตการเงิน ปี 1997 The East Asian Crisis

วิกฤตการเงินของฝากฝั่งเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลายประเทศประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงจากสภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ต่าง ๆ (ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงขึ้นมากกว่าความเป็นจริง เพราะความคาดหวังที่ล้นเกิน)

วิกฤตนี้คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 1997 เมื่อรัฐบาลไทยถูกบังคับให้ลอยค่าเงินบาทเนื่องจากประเทศขาดเงินตราสกุลอื่น ๆ สำรอง โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในการพยุงค่าเงินบาท ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่โดยทันที

ผลกระทบจากเมืองไทยขยายวงไปสู่ประเทศในแถบเพื่อนบ้าน ที่ต้องเผชิญกับการตกต่ำของค่าเงิน รวมทั้งตลาดหุ้นที่ดิ่งเหว และหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือไทย อินโดนิเซียและเกาหลีใต้ ในขณะที่ฮ่องกง ลาว มาเลเซียและฟิลิปปินส์ก็บาดเจ็บไม่น้อย กลุ่มประเทศอาเซียนมีอัตราหนี้ต่อ GDP เพิ่มจาก 100% เป็น 167% และเพิ่มสูงถึง 180% ในช่วงพีคสุดของวิกฤต

วิกฤตการเงิน ปี 1998 The Russian Crisis 1998

วิกฤตการเงินรัสเซีย เรียกอีกอย่างว่า วิกฤตรูเบิล เริ่มต้นเมื่อ 17 ส.ค. 1998 รัฐบาลและธนาคารกลางรัสเซียประกาศลดค่าเงินรูเบิล และผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ

และก่อนหน้านั้นรัฐบาลรัสเซียก็ก่อหนี้ต่องบประมาณไว้สูงมากจากสงคราม Chechya มูลค่ากว่า 5.5 พันล้านดอลลาร์ และการขาดดุลการคลังเรื้อรัง ผนวกกับปี 1997 เกิดวิกฤตที่เอเชียส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบและโลหะที่ไม่ใช่เหล็กลดลง กระทบอย่างรุนแรงต่อทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของรัสเซีย

ต่อมา IMF และ World Bank อนุมัติเงินกู้ 22.6 พันล้านดอลลาร์ให้รัสเซียฟื้นสภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อในปี 1998 ของรัสเซียพุ่งถึง 84% แต่เศรษฐกิจของรัสเซียก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปีถัดมา จากราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้น และอุตสาหกรรมในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการลดค่าเงิน

The Great Recession 2008

สัญญาณเริ่มไม่ดีตอนต้นปี 2007 เมื่อมีความกังวลว่า หนี้ “Subprime” หรือ หนี้ที่มีโอกาสไม่จ่ายสูง ที่สถาบันการเงินในสหรัฐฯ ปล่อยกู้ไปมหาศาลในตลาดอสังหาฯ ช่วงก่อนหน้า ส่อเค้าว่าจะกลายเป็น “หนี้สูญ”

เนื่องจากเกิดภาวะฟองสบู่ในอสังหาฯ ของสหรัฐฯ ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ดิ่งลงอย่างมาก และลูกหนี้สินเชื่อบ้านจำนวนมากทิ้งบ้านและเลิกผ่อนบ้านต่อ เพราะมูลค่าที่กู้สูงกว่าราคาบ้านอย่างมาก

วิกฤตดังกล่าวหรือที่เรียกอีกชื่อว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” นั้น ส่งผล Lehman Brothers ล้มละลาย (หนึ่งในธนาคารเพื่อการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ทำให้สถาบันการเงินและธุรกิจสำคัญ ๆ หลายแห่งต้องล่มสลาย และจำเป็นต้องได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในสัดส่วนที่ไม่เคยมีมาก่อน ต้องใช้เวลาเกือบทศวรรษกว่าสิ่งต่าง ๆ จะกลับมาเป็นปกติ

GDP ของสหรัฐฯ ลดลง 4% ทำให้ความสามารถในการบริโภคของคนอเมริกันลดลงซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้การเติบโตของ GDP โลกลดลงจาก 5% ในปี 2007 เป็น 2% ในปี 2009 IMF ประมาณการว่า หนี้สูญของสถาบันการเงินทั่วโลกอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ราคาน้ำมันตกลงกว่า 50%  ซึ่งสถานการณ์ลากยาวจนถึงปี 2009 และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

The European Crisis 2010

วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป เกิดขึ้นปลายปี 2009 เกิดขึ้นในสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศได้แก่ กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน และไซปรัส โดยประเทศเหล่านี้ไม่สามารถใช้หนี้ที่รัฐบาลก่อไว้หรือก่อหนี้ใหม่ชดใช้หนี้เก่าได้ ถ้าไม่ได้รับความความช่วยเหลือของภาคีภายนอกอย่างกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ IMF

ความกลัววิกฤตหนี้สาธารณะเริ่มมีขึ้นในหมู่นักลงทุน โดยเป็นผลมาจากระดับหนี้สินภาคเอกชนและภาครัฐที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในหลายประเทศ หนี้สินเกิดจากการโอนหนี้สินภาคเอกชนจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ไปเป็นหนี้สาธารณะ โดยการให้เงินช่วยเหลือระบบการธนาคารเพื่อชะลอเศรษฐกิจหลังฟองสบู่แตกของรัฐบาล

จากโครงสร้างของสหภาพยุโรปที่เป็นสหภาพการเงิน (เงินสกุลเดียว) โดยปราศจากสหภาพการคลัง (กฎภาษีและบำนาญสาธารณะต่างกัน) มีส่วนให้เกิดวิกฤตการณ์เพราะประเทศขนาดเล็กเหล่านั้น สามารถกูเงินได้ง่ายขึ้น จากความน่าเชื่อถือของสกุลเงินยูโร แต่มีนโยบายที่ก่อหนี้มากเกินไป บางสวัสดิการของรัฐที่เกินความจำเป็น การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

วิกฤตหนี้สาธารณะเลวร้ายมากในกรีซ มีคนจรจัดไร้บ้านมากขึ้น ผู้สูงอายุไม่ได้เงินบำนาญ ร้านค้าปิดตัว คนหนุ่มสาวไม่มีงานทำ ทั้งหมดเนื่องมาจากปัญหาหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล งบประมาณของประเทศต้องพึ่งพาการกู้ยืมทั้งหมด ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากการบริหารของรัฐที่ล้มเหลว ความอ่อนแอของภาคธุรกิจและอัตราเงินเฟ้อที่สูง

COVID-19 Crisis 2020

วิกฤตการเงินล่าสุดที่เป็นผลพวงมาจากวิกฤตโรคระบาดที่คุกคามมนุษยชาติไปทั่วโลก เศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ หยุดชะงักเพราะจำเป็นต้องล็อกดาวน์ และการระบาดก็ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดในเร็ววัน

ตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 1 ปี 2020 ของหลายประเทศที่หดตัวมากกว่าที่คาด และมีอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นทำลายสถิติทั่วโลก โดยเฉพาะจีนที่ GDP หดตัวครั้งแรกในรอบ 28 ปี หลายธุรกิจเสียหายอย่างหนัก เช่น สายการบินที่ไม่มีเที่ยวบินอยู่เป็นเดือน ๆ กระทบต่อเป็นทอดไปยังภาคการท่องเที่ยวที่ขาดรายได้อย่างหนัก

แต่ขณะเดียวกันหลายธุรกิจก็เติบโตอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์นี้ เช่น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย การแพทย์ รวมถึงธุรกิจ E-Commerce ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการที่ผู้คนจำเป็นต้องอยู่แต่ที่บ้าน

“วิกฤตการเงิน” ที่เกิดขึ้นในอดีตนับเป็นตัวอย่างให้คนได้ศึกษาเรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีตและปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน เช่นเดียวกับการลงทุน พี่ทุยว่าพวกเรานักลงทุนถ้ารู้จักวิกฤตเก่า ๆ ไว้ เมื่อเกิดเหตุวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต เราก็สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ด้วยการเทียบเคียงจากอดีต เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและหาโอกาสในการลงทุน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
error: