GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2564 ออกมาติดลบ 2.6% จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 เมื่อต้นปี ขณะที่ GDP ไทยทั้งปีคาดว่าจะโต 2.0% ลดลงจากครั้งก่อนที่ 3.0% แต่เงินเฟ้อในบ้านเรากลับปรับตัวสูงขึ้น ทำให้หลาย ๆ คนกลับมากังวลในเรื่อง "Stagflation" อีกครั้ง

หรือประเทศไทยกำลังจะเกิดภาวะ “Stagflation” ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2564 ออกมาติดลบ 2.6% จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 เมื่อต้นปี ขณะที่ GDP ไทยทั้งปีคาดว่าจะโต 2.0% ลดลงจากครั้งก่อนที่ 3.0% แต่เงินเฟ้อในบ้านเรากลับปรับตัวสูงขึ้น ทำให้หลาย ๆ คนกลับมากังวลในเรื่อง “Stagflation” อีกครั้ง
  • เงินเฟ้อเป็นตัวชี้วัดค่าครองชีพของประชาชนไทย สาเหตุเกิดจากการอัดฉีดเม็ดเงิน ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนที่สูงขึ้น
  • เงินเฟ้อไทยล่าสุดกลับพุ่งสูงสุดในรอบ 8 ปี 4 เดือน จากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
  • เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเกิดภาวะ Stagflation หากเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ายังคงพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังซบเซา

 


รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ออกมารายงานตัวเลข GDP ไทยประจำไตรมาสแรกของปี 2564 ซึ่ง GDP ไทยติดลบตามคาด แต่ในขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อของไทยกลับพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี จนทำให้หลายคนกังวลว่าไทยจะเกิดภาวะ “Stagflation” หรือเปล่า..

GDP ไทยไตรมาสแรกติดลบ 2.6% คาดทั้งปีโต 2.0%

สศช. คือ หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่เก็บรวบรวมและเผยแพร่ตัวเลข GDP ของไทย โดย GDP ไทยประจำไตรมาสแรกของปี 2564 ออกมา -2.6% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2564 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.0% แต่หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมากกว่าปัจจุบัน ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มเติม และมีการฉีดวัคซีนในไทยรวดเร็วกว่านี้ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ GDP ไทยขยับสูงขึ้นเป็น 2.5% แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีโอกาสที่ GDP ไทยจะลดเหลือเพียง 1.5% ได้เช่นกัน ซึ่งตัวเลขที่คาดว่าที่ 2.0% ก็ถูกปรับลดลงจากที่เคยคาดไว้เมื่อตอนต้นปีที่ 3.0%

สาเหตุที่ทำให้ GDP ไตรมาสแรก -2.6% มีปัจจัยหลักมาจากช่วงต้นปีเกิดการแพร่ระบาดระลอก 2 ทำให้ต้องใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวด เป็นผลให้การจับจ่ายใช้ของประชาชนลดลงไป และด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังกลับมาไม่ถึง 1% จากช่วงปกติ ก็ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยวติดลบหนักตามไปด้วย เช่น ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ธุรกิจขนส่ง 

เงินเฟ้อไทยล่าสุดพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 8 ปี

ทีนี้พอไปดูอัตราเงินเฟ้อของไทยล่าสุดในเดือนเมษายน 2564 กลับพบว่า เพิ่มขึ้นถึง 4.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 8 ปี 4 เดือน หรือ 100 เดือนพอดี และก็เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 14 เดือนนับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว สถานการณ์ทั้งหมดทำให้หลายคนกังวลว่า เศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะ Stagflation หรือสถานการณ์ที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ แต่เงินเฟ้อกลับเพิ่มสูงขึ้นหรือเปล่า

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักและเข้าใจสาเหตุของเงินเฟ้อกันก่อนว่า อัตราเงินเฟ้อ (Inflation) หมายถึง ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้น วัดจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เก็บรวบรวมและคำนวณอัตราเงินเฟ้อออกมา ซึ่งหากเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นมาจะกระทบความเป็นอยู่ในการดำรงชีพของประชาชน แต่หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและมีเสถียรภาพก็จะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนโดยรวม

สาเหตุหลักของการเกิดเงินเฟ้อ มีนักเศรษฐศาสตร์การเงินเคยอธิบายไว้ว่า ภาวะเงินเฟ้อหรือราคาสินค้าในประเทศจะสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ หรือประเทศที่พิมพ์เงินมากก็จะเป็นตัวเร่งทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ตามหลายประเทศในแถบลาตินอเมริกาที่กำลังประสบอยู่ ซึ่งอธิบายได้ด้วย สูตร MV = PQ โดย

  • M คือ ปริมาณเงิน,
  • V คือ การหมุนเวียนของเงิน,
  • P คือ ราคาสินค้า 
  • Q คือ ผลผลิตในประเทศ

เมื่อเราลองพิจารณ์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงิน (M) กับราคาสินค้า (P) จะเห็นว่า เมื่อใดที่ปริมาณเงินถูกอัดฉีดเข้าในระบบเศรษฐกิจให้เพิ่มสูง เช่น การพิมพ์เงิน ก็จะทำให้ระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นตาม

ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมา 100 บาท จำนวน 1 ใบ ตกมาอยู่ที่พี่ทุย พี่ทุยซื้ออาหารตามสั่ง 80 บาท เป็นรายได้ของแม่ค้าที่นำไปซื้อต้นทุนวัตถุดิบอีก 20 บาท แสดงว่าปริมาณเงิน 100 บาท (M=100) เกิดการหมุนเวียน 2 ครั้ง (V=2) และเกิดผลผลิตโดยรวมเป็นเงิน 100 บาท (Q=100) ทำให้ระดับราคาสินค้าอยู่ที่ 2 และหากเพิ่มปริมาณเงินเป็น 200 บาท (M=200) ตกมาอยู่ในมือพี่ทุยนำไปซื้ออาหารตามสั่ง 100 บาท เป็นรายได้ของแม่ค้าไปซื้อวัตถุดิบเพิ่มเป็นเงิน 40 บาท แสดงว่าเกิดการหมุนของเงิน 2 ครั้ง (V=2) ผลผลิตโดยรวม 140 บาท (Q=140) ระดับราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.9 เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ก็มีอีก 2 สาเหตุที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อตามประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ในอดีตที่แตกต่างกัน คือ 

  • ภาวะเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ (Demand-pull inflation) หมายถึง เงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการสินค้าโดยรวมสูงขึ้น จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น ลดภาษี ลดดอกเบี้ย เป็นการกระตุ้นให้คนในประเทศจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จนผู้ผลิตผลิตสินค้าไม่ทัน จึงดันราคาสินค้าให้สูงขึ้นตามกำลังการขยายการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น
  • ภาวะเงินเฟ้อจากด้านอุปทาน (Cost-push inflation) หมายถึง เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูงขึ้น จนผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้าต้องปรับราคาให้สูงขึ้นตาม เช่น ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศแพงขึ้น เป็นต้น 

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อหรือการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการของไทยถูกคิดมาจากสินค้าทั้งสิ้น 430 รายการ แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ อาหารสดประมาณ 21% พลังงาน 12% และสินค้าพื้นฐานมีน้ำหนักมากที่สุดถึง 67% เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ค่าขนส่ง ค่ารักษาพยาบาล ค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้บางครั้งเราถึงรู้สึกว่า ได้ยินตัวเลขประกาศทางการว่าเงินเฟ้อต่ำ แต่เรากลับรู้สึกว่าของแพง เป็นเพราะว่าวัตถุดิบอาหารสดที่นำมาปรุงอาหาารถูกคิดคำนวณในสัดส่วนที่น้อย ทำให้เมื่อราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้นไปกระทบค่าครองชีพ แต่เงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้นมากตาม

เงินเฟ้อไทยพุ่งสูงขึ้นจากปัจจัยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

กลับมาที่อัตราเงินเฟ้อของไทยที่พุ่งสูงขึ้นถึง 4.2% สูงสุดในรอบ 100 เดือน มีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเดือนเมษายน 2564 อยู่ที่ประมาณ 63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงขึ้นเทียบกับเมษายนปีที่แล้วที่ประมาณ 23 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 173% ซึ่งราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นต้นทุนแก่ผู้ผลิตทั้งผู้นำเข้าน้ำมันสำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการที่ใช้เชื้อเพลิงในการประกอบกิจการ

นอกจากนี้ โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงอัตราเงินเฟ้อสังเกตว่าจะเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอัตราเงินเฟ้อของเดือนเมษายนปีที่แล้วติดลบหนักถึง 2.99% ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 11 ปี จากราคาน้ำมันดิบโลกในช่วงนั้นลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เต็มๆ เป็นเดือนแรก ทำให้คนไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอบ ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ รวมทั้งผู้ประกอบกิจการใหญ่และเล็กต่างปรับลดราคาสินค้าลง ซึ่งการที่มีฐานอัตราเงินเฟ้อเปรียบเทียบของปีที่แล้วต่ำก็ทำให้อัตราเงินเฟ้อในปีปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นมาก

จะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อไทยในปัจจุบันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นมาเป็นผลมาจากปัจจัยด้านอุปทานที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต นั่นคือ การเพิ่มสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก เช่น เหล็ก ทองแดง ประกอบกับฐานปีที่แล้วต่ำเป็นสำคัญ ไม่ใช่เกิดจากด้านอุปสงค์หรือกำลังซื้อของคนไทยที่เพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจไทยอาจเกิดภาวะ “Stagflation” หากเงินเฟ้อยังคงพุ่งสูงขึ้น

พอเป็นเช่นนี้จึงเกิดความกังวลว่าประเทศไทยจะเกิดภาวะ Stagflation หรือไม่ โดยภาวะนี้เกิดจากการเชื่อม 2 คำ คือ Stagnation หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และ Inflation หรือระดับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมกันจึง หมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ แต่ราคาสินค้าในประเทศกลับเพิ่มสูงขึ้น จนกระทบค่าครองชีพของประชาชน และซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่

เมื่อดูความหมายก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ในเร็ว ๆ นี้ หากอัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องอีก จนกระทบค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนในช่วงที่เงินหดรายได้หายแบบนี้ จนเป็นตัวดึงให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงมาอีก

ในอดีตไทยเคยประสบภาวะ Stagflation มาแล้วในช่วงปี 2523 หรือเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นอัตราเงินเฟ้อไทยเคยขึ้นไปแตะระดับสูงถึงเกือบ 20% และเศรษฐกิจไทยก็ตกต่ำลงติดต่อกันนาน 5 ปี แต่หากดูประสบการณ์ในอดีต คงบอกได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังห่างไกลจากภาวะ Stagflation แต่ยังไงเราก็ยังจะประมาทไม่ได้

เมื่อดูแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยจากหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศได้คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2564 จะอยู่ที่ราว 1-2% ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อล่าสุด แสดงว่าถ้าหากเกิดภาวะ Staflation ก็คงเป็นเพียงระยะสั้นจากต้นทุนด้านราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเป็นหลัก สิ่งที่พอจะช่วยชดเชยเรียกความมั่นใจของประชาชนและภาคธุรกิจกลับมาได้ นั่นคือ มาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
error: