น้ำมันแพงขนาดนี้ ถ้ามี ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ ช่วยประหยัดได้จริงมั้ย ? และให้อะไรกับโลก ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ปี 2022 ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยปรับตัวขึ้นมาแล้วมากกว่า 50% แม้กระทั่งน้ำมันดีเซลที่มีการตรึงราคาให้ไม่เกินลิตรละ 30 บาทมาโดยตลอด ก็ยังไม่สามารถตรึงไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งปัจจุบันก็ขึ้นทะลุมาแล้วกว่า 15%
  • เปรียบเทียบรถสันดาปที่ใช้ E85 ต้องบอกว่ารถยนต์ไฟฟ้า สามารถประหยัดค่าพลังงานต่อ 1 กิโลเมตรได้ 2.265 บาท พูดง่าย ๆ คือ ถ้าขับรถไปกลับจากที่ทำงานในระยะทาง 40-50 กม. ก็จะสามารถประหยัดเงินลงได้ถึงประมาณ 100 บาทในทุก ๆ วัน หรือสัปดาห์ละ 500 บาท !
  • พี่ทุยแนะนำให้เลือกใช้ EV Charger  ยี่ห้อที่ได้มาตรฐาน และเลือกใช้สถานีชาร์จที่มีคุณภาพเท่านั้น อย่าง “สถานีชาร์จไฟ EleX by EGAT” ที่เป็นผู้นำด้านสถานีชาร์จเอง ก็มีมากกว่า 50 สถานี และกำลังขยายเป็น 120 สถานีทั่วประเทศ ซึ่งมีเครื่องชาร์จแบบ DC Fast Charger จะช่วยให้เราสามารถชาร์จได้เร็วและประหยัดเวลายิ่งขึ้น แถมได้รับมาตรฐานจาก กฟผ. อีกด้วยนะ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ทุกวันนี้ “ราคาน้ำมัน” ขยับตัวสูงขึ้นแบบหยุดไม่อยู่ แค่ในไทยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันค้าปลีกก็แพงขึ้นมากถึง 50% แล้ว ทำให้หลาย ๆ คนเหันมาสนใจ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car)” กันมากขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถช่วยเซฟค่าน้ำมันในแต่ละเดือนได้เเล้ว ยังเป็นการได้ช่วยเหลือโลกอีกต่างหาก วันนี้พี่ทุยพาไปดูว่า การเปลี่ยนมาใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” ช่วยประหยัดได้จริงมั้ย ? แล้วประหยัดได้เท่าไหร่ ? และยังมีประเด็นอะไรบ้างที่ผู้ใช้รถจะต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ

รถยนต์ไฟฟ้า ช่วยประหยัดได้จริงมั้ย

ในปี 2022 ปัญหาเรื่องหนึ่งที่ได้รับผลกระทบกันทุกหย่อมหญ้าเลยก็คือเรื่องของ “เงินเฟ้อ” ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นทั่วโลกเลยก็คือ “ราคาน้ำมัน” นั่นเอง

สำหรับใครที่ใช้รถใช้ถนน พี่ทุยเชื่อได้ว่าต้องรู้สึกกันแน่ ๆ ว่าเดี๋ยวนี้เติมน้ำมันแต่ละทีเลือดตาแทบกระเด็น

ถ้าดูจากราคาน้ำมันย้อนหลังก็จะเห็นได้ชัดว่าราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยปรับตัวขึ้นมาแล้วมากกว่า 50% แม้กระทั่งน้ำมันดีเซลที่มีการตรึงราคาให้ไม่เกินลิตรละ 30 บาทมาโดยตลอด ก็ยังไม่สามารถตรึงไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งปัจจุบันก็ขึ้นทะลุมาแล้วกว่า 15%

เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าทุกอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รถยนต์ไฟฟ้า ช่วยประหยัดได้จริงมั้ย

ประกอบกับนโยบายรัฐที่ช่วยสนับสนุนเรื่องภาษี ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มให้ความสนใจเรื่องของ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car)” กันมากขึ้น

คำถามต่อมา คือ ถ้าเราไม่ต้องเติมน้ำมัน แต่หันมาชาร์จไฟแทน จะช่วยให้ประหยัดได้จริงมั้ย ?

ซึ่งแน่นอนว่าพี่ทุยเองก็เป็นหนึ่งในคนที่คิดถึงเรื่องนี้เช่นกันว่าถ้าตอนนี้หันไปใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car)” จะช่วยให้ประหยัดได้จริงมั้ย ซื้อมาใช้ในเวลานี้จะคุ้มแล้วหรือยัง ?

วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปหาคำตอบกัน

เริ่มแรกพี่ทุยขออนุญาตยกรถขึ้นมาหนึ่งรุ่นที่มีขายทั้งเครื่องยนต์สันดาป และ รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณมากขึ้น 

รถยนต์สัปดาปหรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมันจะมีราคาขายอยู่ที่ 739,000 บาท และส่วนรถยนต์ไฟฟ้าขายอยู่ที่ 949,000 บาท หรือพูดง่าย ๆ ก็คือราคาต่างกันมากถึง 210,000 บาท 

ข่าวดีก็คือซึ่งส่วนต่างของราคาตรงนี้มีแนวโน้มที่จะต่ำลงเรื่อย ๆ เพราะเริ่มมีการสนับสนุนจากทางภาครัฐมากขึ้น

“รถยนต์ไฟฟ้า” ช่วยประหยัดได้จริงมั้ย ? ประหยัดได้เท่าไหร่ ?

รถยนต์สันดาปสามารถเติม E85 ที่มีอัตราการกินน้ำมันอยู่ที่ 13 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งโดยราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 37.14 บาท กล่าวคือ การเดินทาง 1 กิโลเมตรจะมีค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 2.85 บาท

ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่กินไฟอยู่ที่ 0.13 kWh/km โดยค่าไฟคิดที่หน่วยละ 4.5 บาท/หน่วย กล่าวคือ ค่าไฟฟ้าต่อ 1 กิโลเมตรจะเท่ากับ 0.585 บาท

ดังนั้น การใช้รถยนต์ไฟฟ้า สามารถประหยัดค่าพลังงานต่อ 1 กิโลเมตรได้ 2.265 บาท พูดง่าย ๆ คือ สมมติเราต้องขับรถไปทำงานทั้งไปและกลับด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ในระยะทาง 40-50 กม. ก็จะสามารถประหยัดเงินลงได้ถึงประมาณ 100 บาทในทุก ๆ วัน หรือสัปดาห์ละ 500 บาท !

ทีนี้นอกจากเรื่องของ “ราคารถ” และ “ค่าพลังงาน” ที่แตกต่างกันแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรละเลย คือ “ค่าบำรุงรักษา (Maintenance)”

ซึ่งถ้าหากอยู่ในแผนการซ่อมบำรุงทั่วไปของศูนย์จะเห็นได้ว่า “รถน้ำมัน” มีค่าซ่อมบำรุงต่อ 100,000 กิโลเมตรโดยประมาณเท่ากับ 27,000 บาท ส่วน “รถยนต์ไฟฟ้า” มีค่าซ่อมบำรุงทั่วไปต่อ 100,000 กิโลเมตรโดยประมาณเท่ากับ 8,500 บาท

ซึ่งแปลว่าถ้านับรวมค่าพลังงานและค่าซ่อมบำรุงต่อ 100,000 กิโลเมตรแล้ว “รถยนต์ไฟฟ้า” จะประหยัดกว่า 2.45 บาท/กิโลเมตร

ถ้าหากเรานำไปหารกับราคาส่วนต่างของราคารถที่เท่ากับ 210,000 บาทจะได้เท่ากับ 210,000 / 2.45 = 85,714 กิโลเมตร กล่าวคือ ถ้าหากเราขับรถมากกว่า 85,714 กิโลเมตรขึ้นไป ก็จะถึงจุดคุ้มทุนของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง ทั้งนี้จุดคุ้มทุนที่คำนวณได้ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ และราคาพลังงานในอนาคตว่าเป็นอย่างไรด้วย

อีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ทำเอาสะเทือนขวัญผู้ที่อยากใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ “แบตเตอรี่” ที่เป็นตัวกักเก็บพลังงาน

แน่นอนว่าเมื่อเราใช้งานไปสักพักจะต้องมีการเสื่อมถอยของคุณภาพแบตทำให้ต้องมีการซ่อมบำรุงอยู่ด้วย ซึ่งแบตเตอรี่แต่ละลูกก็จะมีค่าบำรุงรักษาที่แตกต่างกันออกไป ใครที่เล็งรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ก็ต้องไม่ลืมคำนวณค่าใช้จ่ายจุดนี้เข้าไปด้วยล่ะ

อย่างรถตัวอย่างที่พี่ทุยนำมาคำนวณนี้ก็จะมีการประกันแบตอยู่ที่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร โดยการเปลี่ยนแบตนั้นก็จะเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสื่อมหรือเสียหาย ทำให้ค่าบำรุงรักษาแบตในรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคันไม่เท่ากัน อย่างไรก็ลองไปศึกษากันดูนะ

สถานีชาร์จไฟ EleX by EGAT

ประเด็นสุดท้ายที่แฟน ๆ รถยนต์ไฟฟ้าจะต้องดูให้ดีคือ “การชาร์จ” ว่าเราสะดวกหรือไม่ จะติดตั้งตู้ชาร์จไฟ (EV Charger) แล้วชาร์จเองที่บ้าน ? หรือจะไปสถานีชาร์จที่มีเครื่องอัดประจุไฟฟ้าดี ๆ ?

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าเลือกแบบไหน เพื่อเป็นการรักษาแบตเตอรี่ให้ยาวนานที่สุด พี่ทุยแนะนำให้เลือกใช้ EV Charger  ยี่ห้อที่ได้มาตรฐาน และเลือกใช้สถานีชาร์จที่มีคุณภาพเท่านั้น เพราะถ้าแบตเตอรี่เสื่อมไปในวันที่ประกันหมดล่ะก็ จะเจ็บกระเป๋ากันไม่น้อยเลยล่ะ

สำหรับใครที่ขี้เกียจยุ่งยากในการเปลี่ยนระบบไฟที่บ้านเพื่อติดตั้ง EV Charger การเลือกใช้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าก็เป็นทางเลือกที่ไม่ได้ลำบากอะไรในเวลานี้ เพราะอย่าง “สถานีชาร์จไฟ EleX by EGAT” ที่เป็นผู้นำด้านสถานีชาร์จเอง ก็มีมากกว่า 50 สถานี และกำลังขยายเป็น 120 สถานีทั่วประเทศเพื่อรองรับผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยจุดเด่นของ EleX by EGAT คือ หลาย ๆ สถานีชาร์จเป็นเครื่องชาร์จแบบ DC Fast Charger ซึ่งช่วยให้เราสามารถชาร์จได้เร็วและประหยัดเวลายิ่งขึ้น แถมได้รับมาตรฐานจาก กฟผ. อีกด้วยนะ

สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการขับขี่รถยนต์แบบเดิมคือผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอาจจะต้องมีการวางแผนการเดินทางที่มากขึ้นเท่านั้นเอง โดยเราสามารถเช็คทั้งสถานที่ตั้งและสถานะของเครื่องชาร์จได้ง่าย ๆ เพียงมีแอป “EleXA” หรือจะดูแผนที่ “ของสถานีชาร์จไฟ EleX by EGAT” ที่ https://elexaev.com/th/station-maps-th/ ก็ได้

สถานีชาร์จไฟ EleX by EGAT

ส่วนใครที่ต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน พี่ทุยแนะนำว่าควรมี “ตู้ชาร์จไฟ (EV Charger)” ติดบ้านไว้ ขับรถกลับถึงบ้านก็เสียบชาร์จข้ามคืน ตื่นขึ้นมาแบตเต็มก็สามารถเอาออกไปใช้งานได้เลย

สำหรับใครที่ยังไม่มียี่ห้อ EV Charger ที่มั่นใจ ทาง “EGAT” เค้าก็มีจำหน่ายและบริการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าภายในบ้าน “Wallbox selected by EGAT” ให้ที่บ้านเราด้วยนะ

สามารถเข้าดูรายละเอียด EV Charger แต่ละรุ่นได้ที่ http://egatevchargers.com/

น้ำมันแพงขนาดนี้ ถ้ามี 'รถยนต์ไฟฟ้า' ช่วยประหยัดได้จริงมั้ย ?

ส่วนตัวพี่ทุยต้องบอกก่อนเลยว่าจากประสบการณ์ที่เคยขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) พี่ทุยค่อนข้างชอบมากกว่ารถสันดาปพอสมควรเลยนะ

ทั้งอัตราการเร่ง ความนิ่ง ความเงียบ แล้วก็รู้สึกมีคุณค่าทุกครั้งที่เหยียบ เพราะได้ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) นี่แหละ

พี่ทุยเองเชื่อว่ายังไงซะ รถยนต์ไฟฟ้าก็สามารถมาแทนที่รถสันดาปได้อย่างแน่นอนในวันใดวันหนึ่ง เพราะแนวโน้มทั่วโลกตอนนี้เริ่มให้ความสนใจเรื่องการลดการปล่อย CO2 กันอย่างจริงจังมากขึ้นแล้ว

โดยทั่วทั้งโลกมีเป้าหมาย “Carbon Neutrality” ในได้ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งแปลว่ารถทุกคันบนโลกจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง สำหรับใครที่ใช้รถเยอะ แล้วไม่มีติดปัญหาเรื่องการชาร์จไฟ และสามารถติดตั้ง EV Charger ที่บ้านได้ พี่ทุยว่าการเริ่มพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะ

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial
error: