Blue Origin vs Virgin Galactic "เที่ยวอวกาศ" เจ้าไหนดี ?

Blue Origin vs Virgin Galactic “เที่ยวอวกาศ” เจ้าไหนดี ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Virgin Galactic กับ Blue Origin มีรูปแบบการให้บริการแตกต่างกันทั้งความสูง ค่าตั๋ว รูปแบบยาน และจำนวนที่นั่ง
  • คนทั่วไปแบบเรา ๆ อาจจะยังเข้าไม่ถึงธุรกิจทัวร์อวกาศ เพราะคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าที่ราคาจะลดลงมา แต่ถ้าปรับรูปแบบเป็นบริการบินข้ามทวีปก็มีโอกาสที่จะหาลูกค้าได้มากขึ้น
  • การท่องเที่ยวอวกาศเป็นปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจอวกาศโลกขยายตัวขึ้น ขณะที่ไทยเริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้น และเตรียมออกกฎหมายกิจการอวกาศเพื่อเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาอวกาศของประเทศในอนาคต

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ช่วงที่ผ่านมาพี่ทุยเชื่อว่าทุกคนน่าจะได้ยินข่าวการ “เที่ยวอวกาศ” ของมหาเศรษฐีอย่าง Richard Branson ผู้ก่อตั้งบริษัท Virgin Galactic ได้ขึ้นยานท่องเที่ยวอวกาศเพื่อทดสอบระบบยานพร้อมกับลูกเรืออีก 5 คน เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา พร้อมกับแชร์คลิปและรูปภาพที่เจ้าตัวได้มองดูโลกจากนอกโลกและเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ท่ามกลางสภาวะไร้น้ำหนักกับลูกทีมของบริษัท

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งบริษัทอย่าง Blue Origin ของ Jeff Bezos ที่เพิ่งจะพาลูกค้ากลุ่มแรกที่ชนะการประมูลตั๋วเปิดตัวเที่ยวบินไปท่องอวกาศในวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งพี่ทุยมองว่านี่อาจจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการแข่งขันกันทางธุรกิจไฟลท์บินเที่ยวอวกาศอย่างเต็มตัวก็ได้

Virgin Galactic vs Blue Origin 2 ธุรกิจ “เที่ยวอวกาศ” ต่างกันอย่างไร ?

ก่อนจะไปคุยเรื่องธุรกิจเที่ยวอวกาศกัน พี่ทุยจะไปพาดูการบริการของทั้ง Virgin Galactic และ Blue Origin กันก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

1. ความสูง

Virgin Galactic เคลมว่าสามารถพาลูกค้าไปสัมผัสบรรยากาศเส้นขอบโลกที่ระดับความสูง 80 กิโลเมตรจากพื้นโลก แต่ Blue Origin สามารถพาลูกค้าไต่ระดับความสูงได้มากกว่า 100 กิโลเมตรจากพื้นโลก หรือเป็นโซนที่เรียกว่าคาแมน ไลน์ (Karman Line) ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ Blue Origin เป็นจุดที่เข้าสู่ชั้นอวกาศอย่างเต็มตัวในระดับสากล เรียกได้ว่าเป็นการเกทับใส่ Virgin Galactic กันแบบเต็ม ๆ

ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศก็ออกมาบอกว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันมากในความรู้สึกและประสบการณ์ที่ได้รับ และในปัจจุบันก็ยังไม่มีการกำหนดเป็นมาตรฐานกลางว่าจุดใดที่ถือว่าเข้าสู่ชั้นอวกาศ ซึ่งตามกฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกากำหนดเพียงแค่ว่าเลยจากพื้นดิน 80 กิโลเมตรก็ถือว่าพ้นเข้าสู่อวกาศแล้ว แต่ถ้าถามพี่ทุยแล้ว การเคลมว่าออกไปได้ไกลกว่าก็ดูน่าสนใจกว่าจริง ๆ นะ

2. ค่าบริการ

Virgin Galactic เสนอราคาตั๋วที่ 2.5 แสนดอลลาร์ (8.19 ล้านบาท) ซึ่งแม้ว่าราคาจะแพงเอาเรื่อง แต่ขณะนี้มียอดจองเข้ามาแล้วมากกว่า 600 ราย 

ส่วน Blue Origin ยังไม่ประกาศราคาค่าตั๋วอย่างเป็นทางการออกมา แต่สื่อหลายสำนักต่างคาดว่าไม่น่าจะต่างจากคู่แข่งมากนัก โดยน่าจะเริ่มต้นที่ประมาณ 2 แสนดอลลาร์ ( 6.55 ล้านบาท)

3. รูปแบบของยาน

Virgin Galactic ใช้ระบบยานสองลำที่เชื่อมติดกันบินขึ้นไปจนได้ความสูงในระดับ 15 กิโลเมตรจากพื้นโลก จากนั้นยานที่บรรทุกลูกค้าที่เรียกว่า VSS Unity จะสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อพุ่งทะยานขึ้นไปแตะเส้นขอบโลกด้วยความเร็ว 4,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารได้เข้าสู่สภาวะไร้น้ำหนักอยู่หลายนาที แต่ถ้านับตั้งแต่เริ่มบินจากพื้นโลกและร่อนลงมาจอดทั้งหมดจะกินเวลาประมาณ 90 นาที

ใครอยากเห็นภาพที่ชัดขึ้น พี่ทุยแนะนำให้ลองเข้าไปดูที่คลิปนี้

Blue Origin ใช้วิธีการปล่อยกระสวย (Rocket) เพื่อยิงขึ้นไปในระดับใกล้แตะเส้นขอบโลก จากนั้นแคปซูล (Capsule) ที่บรรทุกผู้โดยสารและกระสวยจะแยกออกจากกัน โดยขั้นตอนนี้กระสวยจะลอยค้างอยู่ในระดับความสูงกว่า 100 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกและค่อย ๆ ลดระดับความสูงลงมาตามแรงโน้มถ่วงจนลงมาสู่ฐานปล่อยจรวด โดยขั้นตอนทั้งหมดนับตั้งแต่แคปซูลแยกออกจากกระสวยจนถึงพื้นจะกินเวลา 10 นาทีโดยประมาณ

พี่ทุยคิดว่าถ้าใครได้ดูคลิปนี้ น่าจะเห็นภาพและสนุกเหมือนได้เที่ยวอวกาศไปด้วยเลย

แม้ว่าขนาดยานของทั้ง 2 บริษัทจะบรรทุกคนได้ 6 ที่นั่งเท่ากัน แต่การจัดสรรพื้นที่ภายในต่างกัน โดย Virgin Galactic แบ่งเป็นพื้นที่ผู้โดยสาร 4 ที่นั่ง และลูกเรือของยาน 2 ที่นั่ง แต่ Blue Origin จัดให้ผู้โดยสาร 6 ที่นั่งเลย เพราะยานใช้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

Blue Origin vs Virgin Galactic "เที่ยวอวกาศ" เจ้าไหนดี ?

ที่นั่งภายในของ Virgin Galactic ที่มีผู้โดยสาร 4 คน และลูกเรือ 2 คน

Blue Origin vs Virgin Galactic "เที่ยวอวกาศ" เจ้าไหนดี ?

ที่นั่งภายในของ Blue Origin ที่มีผู้โดยสาร 6 ที่นั่งพร้อมยานขับแบบอัตโนมัติ

คนทั่วไปแบบเรา ๆ อยากเที่ยวอวกาศต้องทำยังไง ?

ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า ธุรกิจทัวร์อวกาศน่าจะยังไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ในตอนนี้ ยกเว้นคนที่มีเงินก้อนมหาศาลนอนเล่นอยู่ในบัญชี และน่าจะใช้เวลาอย่างน้อยอีกหลายสิบปี กว่าที่ราคาจะลงมาอยู่ในจุดที่ทุกคนเอื้อมถึง เหมือนกับกรณีของสายการบินต้นทุนต่ำที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

ความท้าทายอยู่ตรงที่จะทำยังไงให้สามารถบรรทุกผู้โดยสารต่อรอบขึ้นไปได้เป็นจำนวนมากเพื่อทำให้ราคาต่อการขนส่งหนึ่งรอบถูกลงมามากที่สุด เพราะด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถบรรทุกได้แค่ 6 คน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของจำนวนความต้องการใช้บริการอีก เพราะถ้ามีความต้องการใช้เยอะ ภาคธุรกิจก็มีแรงจูงใจในการแข่งขันกันเพื่อหาวิธีการทำให้ต้นทุนถูกลงมาได้เอง

ส่วนตัวพี่ทุยเองก็รู้สึกเหมือนกันนะว่าตอนนี้การท่องอวกาศเหมือนเป็นของเล่นของคนรวยมากกว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์แบบทั่ว ๆ ไปได้ พี่ทุยอยากให้ลองนึกถึงตอนโทรศัพท์มือถือออกมาแรก ๆ เครื่องหนึ่งหลายแสน ทำได้แค่คุยแถมเสียงก็ไม่ชัด แต่คนระดับมหาเศรษฐีก็ซื้อเพื่อฐานะทางสังคมบางอย่าง ซึ่งเชื่อว่าการท่องอวกาศในเวลานี้น่าจะไม่แตกต่างกัน

เอกชนจะช่วยดันให้เศรษฐกิจอวกาศโลกขยายตัว

การแข่งขันทางธุรกิจท่องเที่ยวอวกาศที่กลับมาคึกคักขึ้นในช่วง 1-2 ปีหลังมานี้มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ให้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดย Space Foundation องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรด้านอวกาศบอกว่าในปี 2020 มูลค่าของเศรษฐกิจอวกาศโลกมีมูลค่าสูงถึง 4.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (14.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นเม็ดเงินจากภาคเอกชนสูงถึง 3.57 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 80% ของมูลค่าทั้งหมด

เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) คืออะไร ?

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า “เศรษฐกิจอวกาศ“ แท้จริงแล้วมันคืออะไร พี่ทุยเลยขอสรุปสั้น ๆ ว่า หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและอุตสาหกรรมเพื่อไปส่งเสริมศักยภาพของมนุษย์ให้พิชิตเป้าหมายและภารกิจด้านอวกาศ ทั้งการค้นคว้า สำรวจ และใช้ประโยชน์จากอวกาศได้มากขึ้น ซึ่งความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นก็จะกลายมาเป็นผลกำไรหรือมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจอวกาศ

เศรษฐกิจอวกาศกับไทย ยังเป็นเรื่องไกลตัวใช่มั้ย ?

แม้จะรู้กันอยู่ว่าประเทศที่เป็นผู้เล่นหลักในเศรษฐกิจอวกาศโลกคงหนีไม่พ้นมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป แต่ใช่ว่าไทยเองจะไม่มีส่วนเลย เพราะปัจจุบันไทยมีกิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมากกว่า 35,600 กิจการ ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ประมาณ 56,122 ล้านบาท

นอกจากนี้ ภาครัฐก็เริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้น โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศแล้ว ซึ่งถ้าได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก็จะทำให้ในอนาคตประเทศไทยจะมีทิศทางนโยบายและการส่งเสริมเรื่องการใช้ประโยชน์จากอวกาศในเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจนขึ้น รวมทั้งมีองค์กรขึ้นมาดูแลเรื่องอวกาศเป็นการเฉพาะ

แม้จะเป็นก้าวย่างเล็ก ๆ แต่พี่ทุยก็ถือว่าเราคงจะเริ่มมองเห็นอนาคตมากขึ้นจากการที่ประเทศไทยเริ่มมีส่วนร่วมเกาะเกี่ยวไปกับทิศทางอนาคตเศรษฐกิจโลกที่กำลังมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องของอวกาศมากขึ้น

เอาเข้าจริงแล้วนักธุรกิจด้านอวกาศรายสำคัญไม่ได้มีเพียงแค่ 2 เจ้านี้ แต่ถ้าเราลองนึกย้อนไปดีดีจะมีอีกชื่อนึงที่เราได้ยินมาโดยตลอดก็คือ Space X ของ Elon Musk

แต่ ณ ปัจจุบัน Space X ให้บริการที่แตกต่างกันออกไป จะเน้นพานักท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางในอวกาศแบบเฉพาะเจาะจงมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาเคยรับจ้างพาลูกเรือจาก NASA ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติมาแล้ว ขณะที่ในอนาคตมีแผนจะพาลูกค้าที่เป็นประชาชนทั่วไปเที่ยวรอบวงโคจรของโลกเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว พี่ทุยก็อาจจะไม่มีคำตอบว่าเราจะเที่ยวอวกาศกับเจ้าไหนดี คงน่าจะพูดได้แค่ว่า จะเอาเงินจากที่ไหนมาเที่ยวดีกว่า..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile