เงินบาทอ่อนค่ามากที่สุด

ทำไม “เงินบาทอ่อนค่า” มากที่สุดในรอบ 4 เดือน ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จนอยู่ระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 4 เดือน และกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในภูมิภาค สวนทางจากปี 2563 ที่ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าตลอดแทบทั้งปี
  • การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกหรือการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก
  • ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เป็นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เกิดกระแสการโยกย้ายเงินทุนหรือมีความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น 

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่า “เงินบาทอ่อนค่า” ลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันค่าเงินบาทวิ่งอยู่ที่ราว 30.5 – 30.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยอ่อนค่าไปแล้วกว่า 2% ตั้งแต่ต้นปี 2564 และเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 4 เดือนตั้งแต่เดือนพ.ย. 63 เป็นต้นมา จนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเดียวกันไปแล้ว

ทั้งที่ปี 2563 แนวโน้มค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางแข็งค่าตลอดแทบทั้งปี จนช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 29.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าที่สุดในรอบ 7 ปี

ซึ่งทาง Bloomberg เคยบอกว่า เงินบาทไทยเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุดในบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน จากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่งแม้เผชิญกับวิกฤตโควิด-19 

ที่ผ่านมาการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไปในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังซบเซาอยู่ ก็ทำให้ผู้ประกอบการค้าขาย ธุรกิจท่องเที่ยว หรือคนทำงานที่ได้รายได้เป็นเงินต่างประเทศเดือดร้อนตามกันไป

ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าไปดูแลเสถียรภาพการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท จนถูกพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ จับตา (Watch List) ว่าไทยอาจมีการแทรกแซงหรือบิดเบือนค่าเงินบาทเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการค้าให้สินค้าไทยมีราคาถูกลงโดยเปรียบเทียบ

ค่า “เงินบาทอ่อนค่า” หรือแข็งค่า ขึ้นอยู่กับอะไร ?

จากการศึกษาของ ธปท. พบว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกถึง 85% และอีกเพียง 15% เท่านั้นที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ นั่นคือ

ค่าเงินบาทจะมีทิศทางแข็งค่าหรืออ่อนค่าขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของสกุลเงินต่างประเทศ

ซึ่งก็คือดอลลาร์สหรัฐที่เป็นเงินสกุลหลักของโลกและเป็นคู่เทียบหลักโดยทั่วไป 

นั่นหมายความว่า หากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า เงินบาทก็จะอ่อนค่า หรือช่วงไหนที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เงินบาทก็จะแข็งค่า ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ในทางกันข้ามกันแบบนี้ อันที่จริงแล้วอีกมุมนึงก็คือ ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ

มันคือราคาของ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ใช้เงินบาทไปแลก หากช่วงไหนใช้เงินบาทเยอะเพื่อไปแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็แสดงว่าช่วงนั้นเงินบาทอ่อนค่า ในทางตรงกันข้าม หากใช้เงินบาทน้อย เพื่อไปแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะแสดงว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นนั่นเอง

เงินบาทอ่อนค่าในช่วงนี้ เพราะอะไร ?

พอเรารู้แล้วว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะมีทิศทางแข็งค่า หรือ อ่อนค่าขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของคู่เทียบหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก ดังนั้นสาเหตุที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา (จากราว 29.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงกลางเดือน ก.พ. 64 มาอยู่ที่ราว 30.5 – 30.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน) เป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเกิดการปรับตัวแข็งค่าขึ้นมานั่นเอง

โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (U.S. Dollar Index) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 89.9 จุดในช่วงกลางเดือน ก.พ. 64 มาอยู่ที่ 91.9 จุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือน

แล้วสาเหตุที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นมา ก็เป็นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดที่ต่างส่งสัญญาณฟื้นตัวกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น

  • ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่องที่ 6.2% ต่ำสุดตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากที่เคยสูงสุดที่ 14.8% ในช่วงที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรงในเดือน เม.ย. 63
  • ดัชนีภาคการผลิตก็เกินระดับ 50 จุดเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันอยู่ที่ 58.6 จุด

สะท้อนว่ากิจกรรมการผลิตของสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่ล่าสุดที่ทางวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้อนุมัติวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเรียบร้อยแล้ว โดยวงเงินดังกล่าวก็จะถูกนำไปช่วยเหลือคนว่างงาน หรือ กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งวงเงินดังกล่าวถือเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าตอนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ถึงเกือบ 3 เท่า รวมทั้งในสหรัฐฯ เองก็มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปในหลายพื้นที่มากขึ้น

สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความเชื่อมั่นต่อภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสายตาของนักลงทุนหรือนักธุรกิจมากขึ้น ซึ่งก็ยิ่งทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ก็เกิดการโยกย้ายเงินทุน (Fund Flow) บางส่วนออกจากตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทยกลับไปยังฝั่งสหรัฐฯ มากขึ้น 

ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ Brent ที่แตะระดับสูงสุดตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส-19 เป็นต้นมาที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่คาดว่ากำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังสร้างความกังวลแก่นักลงทุนด้วยการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาก่อน เพราะกลัวเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร

จนผลตอบแทนที่แท้จริงอาจอยู่ในระดับต่ำมากจนถูกลดความน่าสนในการลงทุนไป ซึ่งกลับกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรไปสู่สินทรัพย์อื่น โดยเฉพาะ Safe Haven Asset อย่างการถือเงินดอลลาร์สหรัฐที่มากขึ้น

สุดท้ายพี่ทุยว่าช่วงนี้ดูเหมือนจะมีแต่ความผันผวน ไม่ว่าจะทั้งการเคลื่อนไหวของราคาและผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร ความกังวลว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญของโลกหรือเปล่า และทิศทางของค่าเงิน

ดังนั้นการสำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และการบริหารความเสี่ยงรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การติดตามข่าวสารการลงทุนเช่นกัน..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: