นักลงทุนมือใหม่ ต้องดูอะไรบ้างใน งบการเงิน ? | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP8

นักลงทุนมือใหม่ ต้องดูอะไรบ้างใน งบการเงิน ? | ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน EP8

8 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • งบการเงินหลัก ๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์หุ้นมีอยู่ 3 งบ ด้วยกัน คือ งบกำไรขาดทุน, งบแสดงฐานะการเงินหรือดุล และงบกระแสเงินสด
  • งบกำไรขาดทุนเป็นตัวบอกเราว่าในปีนั้น ๆ บริษัท มีรายได้เท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และเมื่อหักลบกันแล้วเหลือเป็นกำไรสุทธิอยู่เท่าไหร่ สิ่งหลัก ๆ ที่ต้องดูในงบกำไรขาดทุน คือ รายได้รวม ค่าใช้จ่ายรวม และกำไรสุทธิ
  • งบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุลเป็นงบที่บอกเราว่าบริษัทมีสินทรัพย์, หนี้สินและส่วนส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่เท่าไหร่ สำหรับมือใหม่แล้วสิ่งที่เราต้องดูในงบดุล คือ ดูว่าในแต่ละปีบริษัทมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน 
  • งบกระแสเงินสดเป็นงบที่บอกว่าในปีนั้น ๆ บริษัทได้หรือเสียเงินไปเท่าไหร่และได้หรือเสียไปกับส่วนไหนบ้างและที่สำคัญ คือ ในปีนั้น ๆ บริษัทเหลือเงินอยู่เท่าไหร่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หลังจากเราได้รู้วิธีการคัดเลือกหุ้นจากซีรีส์การเงินในตอนที่แล้ว ซีรีส์การเงินในตอนนี้ พี่ทุยจะเริ่มให้ทุกคนได้รู้จักวิธีการวิเคราะห์หุ้นจากการอ่าน งบการเงิน กัน การอ่านงบการเงินถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับที่คนอยากลงทุนในหุ้นพื้นฐาน (VI) เพราะ งบการเงินจะเป็นตัวบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับบริษัทนั้นให้กับเรา

งบการเงิน ที่ต้องรู้มีอะไรบ้าง ?

พี่ทุยคิดว่า งบการเงิน ของบริษัทหลัก ๆ ที่เราควรรู้มีอยู่ 3 งบด้วยกัน คือ

  • งบกำไรขาดทุน
  • งบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล
  • งบกระแสเงินสด

งบกำไรขาดทุน

งบกำไรขาดทุนเป็นตัวบอกเราว่าในงวดนั้น ๆ บริษัท มีรายได้เท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ หักลบกันแล้วเหลือเป็นกำไรสุทธิเท่าไหร่ 

บางคนอาจจะเห็นว่าตัวเลขและรายละเอียดในงบกำไรขาดทุนมีมากเหลือเกิน เลยทำให้เริ่มต้นไม่ถูกว่าควรดูอะไรบ้าง พี่ทุยเลยคัดมาให้แล้วว่าสิ่งหลัก ๆ ที่เราต้องดูในงบกำไรขาดทุนมีอะไรบ้าง เราไปเริ่มดูกันเลย..

  •  รายได้

สิ่งที่เราต้องดูเป็นอย่างแรกคือ รายได้ ซึ่งเอาไว้ดูว่าบริษัทนั้น ๆ ขายสินค้าหรือบริการได้ดีมั้ย สิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ในส่วนของรายได้ คือ รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นทุกปีก็ถือว่าโอเค 

แต่ถ้ารายได้ทรงตัวหรือลดลง สำหรับพี่ทุยแล้วจะถือเป็นบริษัทที่อาจจะยังไม่น่าสนใจมากนัก เพราะ แสดงถึงความไม่มีพัฒนาการและไม่มีประสิทธิภาพของบริษัท 

  • ค่าใช้จ่ายรวม

ค่าใช้จ่ายรวมถือเป็นจุดสำคัญเป็นอย่างมากอีกหนึ่งจุด เพราะ ค่าใช้จ่ายรวมเป็นจุดที่แสดงถึงความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของบริษัท 

การควบคุมค่าใช้จ่ายถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะต่อให้บริษัทขายสินค้าได้ดีขนาดไหน ถ้าควบคุมค่าใช้จ่ายได้ไม่ดี ก็อาจจะไม่เหลือกำไรเลยก็ได้ ซึ่งวิธีการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายสามารถดูได้จาก อัตรากำไรสุทธิ หรือ Net Profit Margin ที่มีสูตรการคำนวณ คือ กำไรสุทธิ/รายได้ ถ้าอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถือว่าบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี

  • กำไรสุทธิ

กำไรสุทธิเกิดขึ้นจากการเอารายได้รวมลบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งกำไรสุทธิถือเป็นสิ่งที่สำคัญของบริษัท เพราะแสดงถึงความสามารถในการขายสินค้าของบริษัทและความสามารถในการความคุมต้นทุน บริษัทที่ดีควรจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แต่บางปีกำไรสุทธิก็อาจจะลดลงได้บ้าง แต่โดยรวมแล้ว กำไรสุทธิควรมีการเติบโตแบบทบต้นอย่างน้อย 3-5% ต่อปี

งบดุล

สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ต้องรู้ คือ สินทรัพย์ของบริษัทจะได้มาจากเงินทุน 2 ส่วนด้วยกัน คือ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 

เราไปเริ่มวิเคราะห์ที่สินทรัพย์กันก่อนเลยดีกว่า

สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทจะแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ

  • สินทรัพย์ระยะสั้น คือ สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย เช่น เงินสด, สินค้าคงคลัง, ลูกหนี้การค้า เป็นต้น
  • สินทรัพย์ระยะยาว คือ สินทรัพย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในระยะเวลา 1 ปี เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งสินทรัพย์ระยะยาวนี้ก็จะทำหน้าที่ในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทนั่นเอง

สิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ในงบดุล คือ ต้องดูว่าสินทรัพย์รวมในแต่ละปีเพิ่มขึ้นและหนี้สินเพิ่มขึ้นมั้ย ถ้าสินทรัพย์ของบริษัทเพิ่มขึ้นแปลว่าบริษัทอาจมีการลงทุนสินทรัพย์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น สินทรัพย์ถาวรเพิ่ม หมายถึง บริษัทมีการลงทุนในเครื่องจักร อาคาร หรือโรงงาน

และสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ต่อมาก็คือ หนี้สิน ของบริษัท 

โดยหนี้สินทั้งหมดของบริษัทก็แบ่งได้เป็น อีก 2 ส่วนอีกเหมือนกัน คือ

  • หนี้สินระยะสั้น คือ หนี้สินที่บริษัทต้องจ่ายคืนภายใน 1 ปี เช่น เจ้าหนี้การค้า, ตั๋วเงินจ่าย, เงินกู้ระยะสั้น เป็นต้น
  • หนี้สินระยะยาว คือ หนี้สินที่มีกำหนดระยะเวลาบริษัทต้องคืนหนี้เกิน 1 ปี เช่น เงินกู้ยืมระยะยาว, หุ้นกู้ เป็นต้น

หนี้สินถือเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะ ถ้าบริษัทไหนมีหนี้สินเยอะ ถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแล้วทำให้บริษัทขายของไม่ได้ แต่หนี้สินยังคงต้องคืนอยู่ก็อาจจะทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องได้ รวมถึงการมีหนี้สินในปริมาณมาก สิ่งที่จะตามมา คือ ดอกเบี้ยจ่ายนั่นเอง

สิ่งที่เราต้องวิเคราะห์หนี้สิน คือ อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้สินมีมากเกินความจำเป็นหรือเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจหรือเปล่า โดยแต่ถ้าปีไหนที่สินทรัพย์ของบริษัทเพิ่มขึ้น หนี้สินของบริษัทต้องเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่เราต้องดูว่าสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของหนี้สินกับสินทรัพย์เหมาะสมกันหรือไม่

สิ่งสุดท้ายที่เราต้องให้ความสำคัญในงบดุล คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น

จริง ๆ แล้วการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้น การวิเคราะห์ส่วนของผู้ถือหุ้นอาจจะยังไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก เราเพียงแค่ดูว่าถ้าปีไหนที่สินทรัพย์เพิ่มและหนี้สินเพิ่ม แล้วส่วนของผู้ถือหุ้นของเพิ่มขึ้นด้วยหรือเปล่า ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นด้วยก็ถือว่าโอเค

งบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสด คือ ส่วนที่สำคัญในการวิเคราะห์บริษัท เพราะ เป็นงบที่แสดงว่าในปีนั้น ๆ บริษัทมีเงินสดได้มาหรือเสียไปจากส่วนไหนบ้าง และที่สำคัญ คือ งบกระแสเงินสดจะบอกเราว่า ในปีนั้น ๆ บริษัทมีเงินสดเหลืออยู่เท่าไหร่ ซึ่งกระแสเงินสดของบริษัทจะมาจาก 3 ส่วนด้วยกัน คือ 

  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
  • กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
  • กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 

แสดงถึง เงินที่ได้มาจากการดำเนินธุรกิจตามปกติของบริษัท เช่น การขายสินค้าและการให้บริการต่าง ๆ ถ้าปีไหนบริษัทมีผลการดำเนินงานดี ก็จะทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก แต่ถ้าปีไหนบริษัทขายสินค้าไม่ได้หรือไม่ค่อยมีคนมาใช้บริการ อาจจะทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานลดลงหรือถึงขั้นติดลบได้ 

ซึ่งกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีควรจะเป็นบวก และจะดีมากกว่านั้นถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี 

กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน 

กระแสเงินสดจากการจัดหาเงินมาจากการกู้ยืมเงินและการจ่ายเงินคืนหนี้สินที่กู้ยืมมา ถ้าบริษัทมีการกู้เงิน ก็แปลว่า มีเงินเข้ามาในบริษัท และถ้าบริษัทคืนหนี้ที่กู้ยืมมาก็จะเป็นการจ่ายเงินออกไปจากบริษัท 

ถ้าบริษัทกู้ยืมหนี้สินในปริมาณที่พอเหมาะก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะบริษัทสามารถเอาเงินก้อนนี้ไปใช้อะไรที่เป็นประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เช่น เครื่องจักร อาคาร และโรงงาน ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้ก็จะกลับมาสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้

แต่ถ้ากู้ยืมหนี้สินมากเกินไปก็อาจจะเป็นอันตรายกับบริษัท เพราะอาจจะทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องได้และผลพวงอีกอย่างของการบริษัทมีหนี้มาก คือ ดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งดอกเบี้ยจ่ายจะถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท 

ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน กระแสเงินสดจากการลงทุน และกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินรวมกันแล้วเป็นบวก แสดงว่าในปีนั้นบริษัทมีเงินสดเหลือเก็บไว้ในบริษัท 

กระแสเงินสดจากการลงทุน

กระแสเงินสดจากการลงทุนหลัก ๆ มาจากการหักลบกันระหว่าง เงินที่บริษัทได้มาจากการขายสินทรัพย์ และเงินสดที่เสียไปจากการที่บริษัทซื้อสินทรัพย์เข้ามาในบริษัท 

แล้วกระแสเงินสดจากการลงทุนเป็นบวกหรือลบถึงจะดี ?

ส่วนตัวพี่ทุยคิดว่า ถ้ากระแสเงินสดจากการลงทุนติดลบอ่อน ๆ ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะถ้ากระแสเงินสดจากการลงทุนติดลบ แสดงว่าบริษัทยังมีการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ อยู่ ซึ่งการที่ลงทุนในสินทรัพย์ก็แสดงว่าบริษัทยังต้องการที่จะเติบโตอยู่

แต่ถ้ากระแสเงินสดจากการลงทุนเป็นบวกนี่สิอาจจะน่ากลัวกว่า เพราะอาจหมายถึงการที่บริษัทกำลังขายสินทรัพย์บางอย่างออกไป ซึ่งการขายสินทรัพย์ของบริษัทถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่างหรือกำลังจะเปลี่ยนธุรกิจหลักของตัวเองก็เป็นไปได้

ซึ่งเงินส่วนนี้บริษัทอาจจะเอาไปลงทุนต่อ เก็บไว้เป็นทุนสำรอง หรือนำไปจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและการตัดสินใจของผู้บริหารของแต่ละบริษัท

ตัวอย่างการวิเคราะห์ งบการเงิน

การวิเคราะห์งบการเงินในครั้งนี้ พี่ทุยขอเอางบการเงินของ บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG มาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์ครั้งนี้เราจะใช้งบการเงิน 5 ปี มาวิเคราะห์ โดยสามารถเข้าไปดูงบการเงิน 5 ปี ได้ที่นี่ โดยใส่ชื่อย่อหุ้นที่ “Stock Quote” แล้วกด Send และไปที่ “Stock Financial” ตรง Tab ด้านซ้ายมือได้เลย

งบกำไรขาดทุน

งบกำไรขาดทุน งบการเงิน

  • รายได้

เราจะเห็นว่า รายได้ของ CBG เติบโตขึ้นทุกปี และโดยเฉลี่ยแล้วรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 14.51% (คิดแบบทบต้น) ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว และเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ถือว่ารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าคู่แข่งค่อนข้างมาก

  • ค่าใช้จ่ายรวม

ในส่วนของค่าใช้จ่าย พี่ทุยขอใช้ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในการวิเคราะห์ โดย อัตรากำไรสุทธิของ CBG เพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าบริษัทสามารถควบคุมได้ดีเลยทีเดียว

  • กำไรสุทธิ

กำไรสุทธิของ CBG ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เพราะ ถ้าเราดูงบกำไรขาดทุนตั้งแต่ปี 58 ถึง ปี 63 จะเห็นว่า กำไรสุทธิของ CBG เพิ่มขึ้นทุกปี จะมีแค่เพียงปี 61 เท่านั้น ที่บริษัทมีกำไรสุทธิลดลง ทั้งที่รายได้ในปี 61 มากกว่ารายได้ปี 60 ซะอีก

ซึ่งส่วนตัวพี่ทุยคิดว่าเหตุผลที่ทำให้กำไรสุทธิของ CBG ลดลง มาจากการที่บริษัทมีการออกหุ้นกู้มาเพื่อนำเงินไปขยายกำลังการผลิต ซึ่งแน่นอนว่าการออกหุ้นกู้ย่อมต้องมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น จึงทำให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงนั่นเอง

แต่การลดลงของกำไรสุทธิในปี 61 ก็ไม่ได้ส่งผลต่องบการเงินของ CBG มากนัก เพราะโดยรวมแล้ว กำไรสุทธิเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี กำไรสุทธิของ CBG เพิ่มขึ้นถึงปีละ 24.03% เลยทีเดียว

งบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล

งบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล

 

  • สินทรัพย์

เราจะเห็นว่า สินทรัพย์ของ CBG เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี และถ้าเราเจาะลึกลงไปในงบการเงิน เราจะเห็นว่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งการเพิ่มขึ้นของ สินค้าคงคลัง ซึ่งตรงนี้น่าจะมาจากการที่บริษัทมีธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่าย (Distributor) ด้วยนั่นเอง

และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากการเพิ่มขึ้นของ สินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร โรงงาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่วนตัวพี่ทุยมองว่าการเพิ่มขึ้นสินทรัพย์ถาวรถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะสินทรัพย์สามารถขยายกำลังการผลิตให้กับบริษัทได้ แถมยังสามารถลดต้นทุนแรงงานลงไปดีอีก เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทใช้สินทรัพย์ส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ทั้งรายได้และกำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว 

  • หนี้สิน

การที่มีบริษัทมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญตามมา คือ การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน เพราะการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ก็อาจจะต้องมีการกู้ยืมหนี้สินกันบ้างเป็นธรรมดา แต่หนี้สินก็ไม่ควรที่จะเพิ่มขึ้นจนทำให้ส่งผลต่อความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทลดลงไป

และเมื่อเราดูที่งบดุลของ CBG จะเห็นว่า หนี้สินของบริษัทไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายอะไรเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้สำหรับพี่ทุยก็ถือว่าผ่าน 

  • ส่วนของผู้ถือหุ้น

เมื่อบริษัทมีสินทรัพย์และหนี้สินเพิ่มขึ้น สิ่งต่อมาที่เราต้องดู คือ ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นก็ถือว่าโอเค แต่ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง เราก็อาจจะต้องเฝ้าระวังดูสักหน่อย

ซึ่งส่วนของผู้ถือหุ้นของ CBG ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ถ้าเอาส่วนของผู้ถือหุ้นของ CBG มาคิดอัตราการเติบโตแบบทบต้น จะได้ออกมาเท่ากับ  9.71%

งบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสด

  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ CBG เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งส่วนนี้ก็มาจากการที่รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นนั่นเอง 

  • กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน 

ถ้าดูจากงบการเงิน หลาย ๆ คนอาจจะกำลังตกใจว่า ทำไมกระแสเงินสดส่วนนี้ของ CBG ติดลบทุกปีเลย แถมยังติดลบแบบเพิ่มขึ้นอีก อย่าพึ่งตกใจไป เดี๋ยวพี่ทุยจะอธิบายให้ฟัง

พี่ทุยคิดว่าเหตุผลที่กระแสเงินสดจากการจัดหาเงินของ CBG ติดลบเพิ่มขึ้นทุกปี มาจากการที่บริษัทเอาเงินไปคืนหนี้สินที่ตัวเองเคยกู้ยืมมา ซึ่งเราจะสังเกตในจากหนี้สินระยะยาวที่ถือเป็นหนี้สินที่มีดอกเบี้ยของบริษัทลดลงทุกปีนั่นเอง

  • กระแสเงินสดจากการการลงทุน

เราจะเห็นว่า กระแสเงินสดจากการลงทุนของ CBG ติดลบเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งตรงนี้พี่ทุยคิดว่ามาจากการที่บริษัทเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรต่าง ๆ เพิ่ม เช่น เครื่องจักร อาคาร โรงงาน เพิ่มขึ้น

สำหรับพี่ทุยแล้วการที่กระแสเงินสดส่วนนี้เพิ่มขึ้นถือว่าไม่ได้เสียหายอะไรแต่กลับจะเป็นเรื่องที่ดีซะอีก เพราะสินทรัพย์ตรงนี้จะกลับมาสร้างรายได้และลดต้นทุนให้กับบริษัทได้นั่นเอง

  • กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow)

จะเห็นว่าในปี 58 ถึงปี 60 บริษัทยังไม่มีเงินสดเหลือในบริษัท เพราะกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ติดลบทุกปี แต่พอเริ่มมา ปี 61 บริษัทก็เริ่มมีเงินเหลือในบริษัทและเป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

โดยภาพรวมแล้วงบการเงินของ CBG ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลย แต่พี่ทุยก็ต้องบอกเสมอว่าหุ้นทุกตัวที่ยกมาเป็นตัวอย่างในบทความ ไม่ได้เป็นการชี้นำให้ซื้อขายตามแต่อย่างใด หุ้นทุกตัวในบทความนำมาเพื่อเป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้นเท่านั้น

และนี่ก็เป็นวิธีการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้น พี่ทุยหวังว่าใครที่อ่านบทความนี้จนจบจะวิเคราะห์งบการเงินกันได้ดีมากขึ้น แต่สิ่งที่พี่ทุยอยากให้ทุกคนลองฝึกฝนเพิ่มกัน ก็คือ การวิเคราะห์เชื่อมโยงกันในแต่ละงบ เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทได้ดีมากขึ้น

และจะดีกว่านี้ ถ้าทุกคนเอาการวิเคราะห์งบการเงินไปใช้คู่กับการวิเคราะห์ Common Size หรือการย่องบการเงิน และ อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio) เพราะจะทำให้การวิเคราะห์หุ้นดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งซีรีส์การเงินในตอนต่อไปพี่ทุยจะพาทุกคนไปวิเคราะห์ Common Size กัน รับรองว่าถ้าอ่านจบเอาไปใช้งานจริงกันได้แน่นอน..

เปิดบัญชีกับ LH Securities วันนี้ เรียนฟรีคอร์สเทรดหุ้นออนไลน์

สำหรับใครที่กำลังมองหาที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นอยู่ พี่ทุยแนะนำให้เปิดบัญชีกับทาง LH Securities ผู้สนับสนุนหลักของ ซีรีส์การเงิน ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน

เพราะทั้งสะดวก และให้บริการครบ สามารถจบในที่เดียวได้ ตั้งแต่เปิดบัญชี การสมัครบริการตัดเงินบัญชีอัตโนมัติ ไปจนถึงวางหลักประกัน LH Securities ก็มีให้บริการ และที่สำคัญคือสามารถทำทุกอย่างผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย สะดวกและง่ายมาก ๆ

สนใจเปิดบัญชีกับ LH Securities พร้อมดูขั้นตอนแบบละเอียด สามารถทำตามได้แบบ Step by Step คลิกที่นี่เลย

banner

banner LH

ยังไม่หมดแค่นี้ ! เปิดพอร์ตกับทาง LH Securities ตอนนี้รับสิทธิ์เข้าเรียนคอร์สเทรดหุ้นออนไลน์กันแบบฟรี ๆ กับ “คุณเคน – จักรกฤษณ์ กิจการรัฐบุตร , CFP ®” ผู้ร่วมก่อตั้ง Money Buffalo ของเรา ที่จะมาพาจับมือเทรดกันตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 100 ให้ โดยจะเน้นที่การวิเคราะห์เชิงเทคนิค (Technical Analysis) วิเคราะห์กราฟกันแบบมันส์ ๆ พร้อมลุยตลาดจริงกันเลย

อ่าน EP ต่อไป

ย้อนกลับไปอ่าน EP ก่อนหน้านี้

ติดตามซีรีส์การเงิน “ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน” ตอนอื่น ๆ ได้ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile