ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพี่ทุยเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ชื่อบริษัท GULF มาอย่างต่อเนื่อง และที่เรียกเสียงฮือฮาจากนักลงทุนนั่นก็คือ ข่าวการเข้าถือหุ้น Binance.Us ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีผู้ใช้จำนวนหลายล้านคนในสหรัฐฯ แล้ว หุ้น GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจอะไร จะมีความน่าสนใจและน่าลงทุนแค่ไหน พี่ทุยได้ทำสรุปพร้อมวิเคราะห์มาให้นักลงทุนได้เข้าใจง่าย ๆ กัน
หุ้น GULF ทำอะไร ?
บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GULF ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ การลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมี “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ผู้กว้างขวางในธุรกิจพลังงาน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ฯ
5 กลุ่มธุรกิจหลักของ GULF
1. ธุรกิจผลิตไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ของ GULF ผลิตและจำหน่ายไฟให้กับ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดเล็ก มีการผลิตและจำหน่ายไฟให้กับ กฟผ. ในปริมาณ 70% – 80% ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 25 ปี นอกจากนี้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติยังจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำเย็นให้กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ
โดยภาพรวมการผลิตไฟฟ้า ดำเนินการแล้ว 5,800 MW และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 7,766 MW
2. ธุรกิจก๊าซ
ธุรกิจก๊าซของบริษัทฯ ประกอบด้วย 3 ธุรกิจ ได้แก่
1) ธุรกิจจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติเหลว
บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้บริษัทย่อย (Gulf LNG) เพื่อจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้า SPP ในเครือ 19 โรง ในปริมาณรวม 300,000 ตันต่อปี
2) ธุรกิจสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว
Gulf MTP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ GULF ถือหุ้น 70% เป็นผู้ได้รับสิทธิพัฒนาและดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ในจังหวัดระยอง และได้รับสิทธิในการออกแบบ ก่อสร้าง และประกอบกิจการท่าเทียบเรือก๊าซและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal)
3) ธุรกิจจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อ
GULF ถือหุ้น 40% ในบริษัท PTT NGD เพื่อลงทุนในการก่อสร้างระบบท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดระยอง นอกจากนี้ บริษัทฯ ถือหุ้นผ่านกิจการร่วมค้า Gulf WHA MT 35% เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อจำนวน 2 โครงการ (NGD2 และ NGD4) โดยจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมในบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (eastern seaboard)
3. ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน
GULF พัฒนาและดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งในไทยและต่างประเทศ สำหรับโครงการในประเทศ GULF พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป 4 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง รวมทั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา
สำหรับโครงการในต่างประเทศ GULF ถือหุ้นโดยตรงในโซลาร์ฟาร์มและฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งในประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ GULF เข้าถือหุ้น 50% ในโครงการ Borkum Riffgrund II ในเยอรมนี
โดยภาพรวมการผลิตไฟฟ้า ดำเนินการแล้ว 609.2 MW และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 128 MW
4. ธุรกิจพลังงานน้ำ
GULF กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนลุ่มแม่น้ำโขงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตามกรอบความร่วมมือ (MOU) ซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทย กับ สปป.ลาว โดยโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำประเภท Run-of-the-river หรือ เขื่อนแบบน้ำไหลผ่านที่ไม่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยจะใช้การไหลของน้ำตามธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเท่ากับน้ำไหลออก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
5. โครงสร้างพื้นฐาน
ในปี 2562 GULF เริ่มลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ในส่วนการก่อสร้างสถานีขนส่ง LNG, การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 (อาคาร F), โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) โครงการบริการเดินรถและซ่อมบำรุงมอเตอร์เวย์ระหว่างเมือง บางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) และยังมีโครงการร่วมทุนเพื่อลงทุนและดำเนินงานระบบจำหน่ายไฟฟ้าและระบบทำความเย็นสำหรับโครงการ One Bangkok ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
โครงสร้างรายได้ ปี 2564
รายได้รวมจากการดำเนินธุรกิจในปี 2564 อยู่ที่ 52,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.4% YoY ประกอบไปด้วย
1) รายได้จากธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในปี 2564 อยู่ที่ 40,184 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76.00% ของรายได้รวม
2) รายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในปี 2564 อยู่ที่ ที่ 6,647 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.6% ของรายได้รวม
3) รายได้จากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในปี 2564 อยู่ที่163 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.30% ของรายได้รวม
4) รายได้ค่าบริหารจัดการในปี2564 เท่ากับ 474 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.90% ของรายได้รวม
5) รายได้อื่นในปี2564 อยู่ที่ 2,516 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.80% ของรายได้รวม โดยหลักเป็นเงินปันผลรับจาก INTUCH จำนวน 2,439 ล้านบาท
6) ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าในปี 2564 อยู่ที่ 2,886 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.5 % ของรายได้รวม
ผลการดำเนินงานปี 2562 – 2564
ในปี 2564 บริษัท ฯ มีรายได้รวม 52,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2563 โดยสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่มาจากยอดขายของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงปัจจัยหลักมาจากเงินปันผลรับจาก INTUCH จำนวน 2,349 ล้านบาท และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH จำนวน 1,093 ล้านบาท
ในส่วนของกำไรสุทธิ ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่สำหรับปี 2564 (ซึ่งรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) เท่ากับ 7,671 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79.1% จากปีก่อน และอัตรากำไรสุทธิ อยู่ที่ 14.50% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2564 อีกทั้งยังรับรู้ผลการดำเนินงานทั้งปีของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลที่ประเทศเยอรมนี และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก PTT NGD เต็มปี
จุดแข็งของ “หุ้น GULF”
1. เป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย
ปัจจุบัน GULF มีการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตทั้งหมด 14,360 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นโรงไฟฟ้าระบบพลังความร้อนร่วมและก๊าซธรรมชาติ (Gas-Fired) 13,566 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีก 794 เมกะวัตต์ ครอบคลุมหลายประเทศทั้ง ไทย, เวียดนาม, เยอรมนี และโอมาน รวมไปถึงการศึกษาและพัฒนาแผนการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ประเทศลาว
2. ความกว้างขวางในวงการพลังงาน ของสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF
GULF มี สารัชถ์ รัตนาวะดี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลที่สุดในวงการพลังงานของเอเชีย และเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 5 ของไทยที่กำลังขยายเครือข่ายธุรกิจจากพลังงานสู่กิจการโทรคมนาคม
3. การลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี
มีการกระจายความเสี่ยงฐานธุรกิจเดิมคือ กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าและธุรกิจระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ผ่านการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และธุรกิจอื่น ๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างการเติบโตของกำไรให้กับ GULF ในอนาคต
4. กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้จากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.
ปัจจุบันบริษัทจำหน่ายไฟฟ้าประมาณ 90% ของกำลังการผลิตตามสัดส่วน การลงทุนให้แก่ กฟผ. ภายใต้โครงการ SPP และ IPP โดยแต่ละสัญญาที่ทำกับ กฟผ. มีอายุ 25 ปีนับจากวันที่โรงไฟฟ้าเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้กระแสเงินสดที่ได้จากโรงไฟฟ้าเหล่านี้สามารถคาดการณ์ได้
5. มีประสบการณ์ในการพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าในประเทศไทยมากว่า 20 ปี
คณะผู้บริหารและคณะผู้ปฏิบัติการของ GULF คณะผู้บริหารได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารโครงการ โดยทุกโครงการของบริษัทที่ปัจจุบันเปิดดำเนินงานแล้วล้วนมีประวัติการเปิดดำเนินงานได้ตรงตามเวลา และภายในงบประมาณที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น
ซึ่งผลงานเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าโครงการที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบันจะสามารถเปิดดำเนินงานได้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้า SPP และ IPP ของบริษัทยังสามารถดำรงความพร้อมจ่ายได้สูงกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
อัตราส่วนทางการเงินของ หุ้น GULF
หากพิจารณางบปี 2564
ราคาหุ้น GULF เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ จากผลประกอบการที่ออกมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบการเข้าไปลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และธุรกิจอื่น ๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างการเติบโตของกำไรให้กับ GULF ในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี
ในส่วนของ “กำไรต่อหุ้น (EPS)” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2563 โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.65บาทต่อหุ้น จากงบปี 2563 อยู่ที่ 0.39 บาทต่อหุ้น
หากพิจารณา Valuation ของ GULF จาก P/BV และ P/E Ratio อาจมองได้ว่าราคา “หุ้น GULF” มี Valuation ที่ไม่ถูก เมื่อเปรียบเทียบหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน
แต่หากพิจารณาในแง่ของการเติบโต พี่ทุยมองว่า GULF นั้นได้เปรียบในแง่ของเงินลงทุนที่มีมากกว่าทุกบริษัท จึงมีโอกาสที่จะเติบโตสูงกว่าหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า และเมื่อผลประกอบการในอนาคตออกมากำไรเพิ่มมากขึ้น P/E ของ GULF ก็จะลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมนั่นเอง
เปรียบเทียบ P/BV และ P/E ปี2564 ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ในส่วนของ D/E Ratio อยู่ที่ระดับ 2.37 เท่า สาเหตุหลักเนื่องจาก GULF ได้ทำการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินจำนวน 48,612 ล้านบาท เพื่อชำระค่าหุ้นของ INTUCH ที่ได้มาจากการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer)
ROA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริษัท ฯ มีสินทรัพย์รวม ณ 31 ธ.ค. 2564 เท่ากับ 362,674 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 117,093 ล้านบาท (+47.7%)จาก 31 ธ.ค. 2563 โดยหลักเพิ่มขึ้นจากมูลค่าเงินลงทุนใน INTUCH ภายหลังจากที่บริษัทฯ เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน INTUCH เป็น 42.25%
ROE เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามหลักการแล้วค่ายิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ่งบอกว่าบริษัท ฯ สามารถเงินของผู้ถือหุ้นไปสร้างกำไรสุทธิได้ในระดับที่สูงนั่นเอง
และสุดท้ายในส่วนของ Dividend Yield อยู่ที่ 0.83 % เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2563 โดยนโยบายการจ่ายเงินปันผลของ GULF คือไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ อย่างไรก็ตามการที่ Dividend Yield ของ GULF อยู่ในระดับต่ำเนื่องจาก เนื่องจากธุรกิจจำเป็นต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนสำหรับขยายธุรกิจนั่นเอง
เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ “หุ้น GULF”
1. ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการต่อสู้กับการแปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและช่วยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ
3. กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ที่ครอบคลุมถึงธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่สำคัญ สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ
4. เตรียมความพร้อมเพื่ออนาคต ด้วยการศึกษาเทคโนโลยีและธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อผลิตและพัฒนาพลังงานที่มีคุณภาพอย่างไร้ขอบเขต
5. ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 30% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมของบริษัทภายในปี 2573 ภายใต้ “Gulf Renewable Energy”
อนาคตของ GULF จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?
1. การร่วมมือกับ Binance บริษัทซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
บริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ GULF ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับกลุ่ม Binance เพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย ซึ่งการร่วมมือกันครั้งนี้เรียกเสียงฮือฮาจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าติดตามในระยะต่อไป
2. เข้าลงทุนใน INTUCH
ปัจจุบัน GULF ถือหุ้น INTUCH ในสัดส่วน 42.25% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด โดย GULF มีเป้าหมายในการบริหารและกระจายเงินลงทุนสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากเงินปันผล เนื่องจาก INTUCH มีอัตราผลตอบแทนจากปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ 3-4% ต่อปี และอาจขยายผลไปสู่ความร่วมมือในการทำธุรกิจระหว่าง GULF และบริษัทในเครือ INTUCH ในอนาคต
3. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย
ต้นทุนโครงการและผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท ฯ อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯ มีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินจำนวนมากในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทฯ ประกอบกับการจัดหาเงินกู้ยืมบางส่วนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
4. แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงาน
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมุ่งเน้นการรับมือกับการเปลี่่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงาน
อาจส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านนโยบายและความต้องการของผู้บริโภค ที่อาจกระทบไปยังผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ ณ ปัจจุบัน และโอกาสในอนาคต
5. รุกธุรกิจ Data Center บริหารจัดการพลังงาน
GULF ได้เข้าลงนามในสัญญาร่วมพัฒนาธุรกิจ (Joint Development Agreement) กับ Singapore Telecommunications Limited (“Singtel”) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (“AIS”) เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจ Data Center ในไทย เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในประเทศ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นสาหรับบริการด้านการจัดการและจัดเก็บข้อมูลขององค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ
