7 "นิสัยการลงทุน" ที่ดี นักลงทุนทุกคนควรมี

7 “นิสัยการลงทุน” ที่ดี นักลงทุนทุกคนควรมี

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ความรู้การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็น แต่นิสัยการลงทุนที่ดีเป็นอีกปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จในระยะยาว
  • นิสัยการลงทุนแต่ละนิสัยมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน เช่น การออมก่อนใช้ทีหลัง ช่วยให้มีเงินออมพร้อมเปลี่ยนไปเป็นเงินลงทุน ส่วนการกระจายการลงทุนหรือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำก็ช่วยให้เงินลงทุนสร้างผลตอบแทนจนบรรลุเป้าหมายการเงินในระยะยาวได้
  • หากไม่มีนิสัยที่ดีก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงิน การสร้างนิสัยการลงทุนที่ดีเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ต้องหมั่นปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

พี่ทุยเชื่อว่าในช่วงโควิด-19 อาจเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนของใครหลายคนหรืออาจเป็นโอกาสดีของนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมาก่อนแล้ว ความรู้เป็นทั้งพื้นฐานและสิ่งสำคัญเพื่อการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แต่ส่วนตัวพี่ทุยเชื่อว่า “นิสัยการลงทุน” ก็เป็นอีกองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญไม่แพ้กัน http://webbanki.ru

“นิสัยการลงทุน” ที่ถูกต้องและมีวินัยจะช่วยนำไปสู่การลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ คอนเทนต์นี้พี่ทุยอยากจะมาสรุปให้ฟังว่า นิสัยที่ดีในการลงทุน นักลงทุนควรมีอะไรบ้าง

1. ใช้จ่ายน้อยกว่ารายรับ

นิสัยแรกที่นักลงทุนทุกคนควรมีก็คือ “การใช้จ่ายน้อยกว่ารายรับ” ไม่ใช่เพียงแค่ควบคุมการใช้จ่าย แต่ต้องวางแผนและควบคุมการก่อหนี้ ซึ่งจะเป็นภาระการเงินแต่ละเดือนในอนาคต ในทางกลับกันถ้ามีรายจ่ายมากกว่ารายรับต้องลดหนี้ที่มีอยู่ จากนั้นก็กลับมาเริ่มนิสัยออมก่อนใช้ทีหลัง และวางแผนการใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายรับ รับรองเลยว่าแต่ละเดือนจะมีเงินเหลือให้ออมและลงทุนได้อย่างแน่นอน

2. ออมก่อน ใช้ทีหลัง

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มีการออมเงินตั้งแต่วินาทีที่เงินเดือนถูกโอนเข้าบัญชีแล้ว นั่นก็คือการหักเงินสะสมในประกันสังคม แต่พี่ทุยเตือนก่อนว่าแค่ประกันสังคมไม่เพียงพออย่างแน่นอน ดังนั้น ต้องอย่าลืมวางแผนค่าใช้จ่ายให้ดี เพื่อบริหารให้เหลือเงินออมที่มากขึ้น

การออมก่อน ใช้ทีหลัง ช่วยให้นักลงทุนมีเงินทุนทั้งสำหรับการลงทุนหรือใช้ยามฉุกเฉิน โดยเป็นนิสัยแรกที่นักลงทุนต้องมี นอกจากเป็นการส่งเสริมนิสัยการออมแล้วยังช่วยให้ได้ความรู้เพิ่มเติมอีก ถ้าขาดคุณสมบัติข้อนี้การลงทุนที่ประสบความสำเร็จแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย

3. มีเงินสำรองฉุกเฉินเคียงคู่แผนเกษียณ

ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ อุบัติเหตุ การถูกเลิกจ้าง และอีกหลายเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินแน่นอน การมีเงินสำรองฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ต้องมีเพื่อรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด ซึ่งนักวางแผนการเงินมืออาชีพแนะนำให้มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6-12 เดือน

และควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เผื่อไว้ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนงานกะทันหันซึ่งอาจใช้เวลาหางานใหม่นานขึ้น และต้องคำนึงถึงสิทธิประโยชน์จากนายจ้างที่หายไปจากการว่างงานด้วยอย่างเช่น ประกันสุขภาพ

เมื่อวางแผนสำหรับเงินฉุกเฉินซึ่งเป็นเป้าหมายการเงินระยะสั้นเรียบร้อยแล้ว ก็ไปกันต่อที่แผนการเงินระยะยาวแต่มีความจำเป็น คือ วางแผนเกษียณ เริ่มจากประมาณอายุขัยและคำนวณเงินที่ต้องใช้แต่ละเดือนหลังเกษียณเพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เปรียบเทียบการออมเงินในปัจจุบันว่าเพียงพอต่อแผนการเกษียณหรือไม่ สุดท้ายหมั่นทบทวนเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ

4. กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์

หลายคนอาจจะเริ่มเปลี่ยนเงินออมแต่ละเดือนในบัญชีเงินฝากไปสู่การลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น กองทุนรวม หุ้น ซึ่งช่วยให้บรรลุเป้าหมายการเงินได้เร็วขึ้น แต่ “การลงทุนมีความเสี่ยง” เป็นประโยคที่นักลงทุนได้ยินกันจนเคยชินแต่สะท้อนความจริงในตลาดการเงินได้เป็นอย่างดี และคงเป็นฝันร้ายแน่ ๆ ถ้าเงินที่เราออมในหุ้นกำลังลดลง

แต่พี่ทุยว่าถ้าเราจะกลัวความเสี่ยงจนไม่ลงทุนอะไรเลยก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำสวนทางภาระค่าใช้จ่ายแบบนี้ “การกระจายการลงทุน” เป็นแนวคิดที่ง่ายแต่มีประสิทธิภาพ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้พอร์ตขาดทุนอย่างหนักจนส่งผลต่อเป้าหมายการเงิน ซึ่งจะเห็นผลดีในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลงหรือในช่วงที่เกิดวิกฤต

5. เลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ

เมื่อกระจายการลงทุนเรียบร้อยแล้ว พอร์ตการลงทุนก็จะประกอบไปด้วยหลากหลายสินทรัพย์ เช่น หุ้นในประเทศ กองทุนหุ้นต่างประเทศ กองทุนตราสารหนี้ และเงินสด ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน

“ผลตอบแทนเป็นสิ่งไม่แน่นอน แต่ค่าธรรมเนียมเป็นสิ่งที่ (ต้องเสีย) แน่นอน” เป็นประโยคที่ต้องนึกถึงตลอดก่อนตัดสินใจลงทุน

ค่าธรรมเนียมเป็นสิ่งที่เราต้องสนใจก่อนเลือกลงทุน เพราะการเลือกลงทุนในสินทรัพย์เดียวกันแต่ค่าธรรมเนียมสูงกว่า ทำให้นักลงทุนสูญเสียผลตอบแทนไปโดยไม่จำเป็น

6. มีผู้แนะนำการลงทุนที่ไว้ใจได้

การมีผู้ที่คอยให้คำแนะนำการลงทุนในช่วงเริ่มต้นอาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า ถ้าเราต้องเจอกับตลาดขาลงในช่วงวิกฤต หรือราคาสินทรัพย์ในพอร์ตร่วงอย่างหนักแบบลำพัง

ดังนั้น ผู้แนะนำนอกจากช่วยแนะนำทิศทางการเงินตามเป้าหมายแล้ว ยังช่วยเป็นทั้งเพื่อนและกำแพงกั้นระหว่างนักลงทุนและตลาดในเวลาที่ไม่ดีอีกด้วย

7. ใช้สวัสดิการสูงสุดที่มีจากนายจ้าง

เป็นนิสัยของนักลงทุนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนพลาดไม่ได้ สวัสดิการด้านการเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  • เงินออม ประกอบไปด้วย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นสวัสดิการที่ส่งเสริมให้มีการลงทุนระยะยาวเพื่อเลี้ยงชีพช่วงว่างงานหรือเกษียณ อย่างไรก็แล้วแต่ การกระจายการลงทุนและปรับสัดส่วนสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด
  • ประกันสังคม ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต เป็นสวัสดิการที่มีความสำคัญที่สุดก็ว่าได้ ถ้าเจ็บป่วยหรือมีความจำเป็นต้องรักษาพยาบาลก็ควรใช้สวัสดิการดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะในช่วงที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้

การใช้สวัสดิการจากนายจ้างให้ตรงกับความต้องการ จะช่วยให้นักลงทุนมีเงินลงทุนสำหรับการใช้ชีวิตที่มากขึ้น และยังช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ซึ่งสามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนเพิ่มเติมได้อีก

พี่ทุยเชื่อว่าถ้าใครเริ่มสร้างพฤติกรรมที่ดีทั้ง 7 อย่างจนติดเป็นนิสัยควบคู่ไปกับการหาความรู้การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักลงทุนที่รอดพ้นทุกวิกฤตและประสบความสำเร็จในระยะยาวได้แน่นอน

สำหรับใครอยากเริ่มต้นจัดการเงินตัวเองอย่างถูกต้อง พี่ทุยแนะนำให้ลองเข้าไปอ่าน คู่มือการวางแผนการเงินฉบับสมบูรณ์ รับรองว่าจะช่วยคลายข้อสงสัยของใครหลาย ๆ คนที่อยากเริ่มต้นจัดการเงินของตัวเองได้อย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม

ดูคลิป Youtube เพิ่มเติม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: