อนาคตเศรษฐกิจไทย

อนาคต “เศรษฐกิจไทย” เมื่อ GDP หดตัวหนักสุดในรอบ 22 ปี !

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาหดตัวค่อนข้างรุนแรงที่ 6.1% แม้ว่าตัวเลขในไตรมาสสุดท้ายจะมีทิศทางที่ดีขึ้นมากกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ แต่สิ่งที่ควรติดตามต่อไปอีกคือโครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปแบบวิกฤตต้มยำกุ้งหรือไม่
  • เศรษฐกิจไทยเคยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมาครั้งหนึ่งแล้วจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยเปลี่ยนจากพึ่งพาการลงทุนและบริโภคภายในประเทศ มาเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างเต็มตัว และทิศทางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ยังดำเนินต่อมาตลอดเวลา 20 กว่าปี
  • ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ในปีที่ผ่านมาส่งสัญญาณว่าโครงสร้างนี้กำลังเปลี่ยนไป สัดส่วนการท่องเที่ยวกลับเท่ากับระดับก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ส่วนสัดส่วนการส่งออกและนำเข้าหดตัวค่อนข้างมากเหมือนกัน
  • คงต้องติดตามต่อไปว่านี่จะเป็นภาวะชั่วคราวหรือไม่ และเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวได้อีกครั้ง หรือจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจใหม่หมดจากหน้ามือเป็นหลังมือ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset กองทุนรวม
Krungsri Asset กองทุนรวม

สัปดาห์ที่ผ่านมาพี่ทุยคิดว่าหลายคนคงเห็นตัวเลข “เศรษฐกิจไทย” ของปี 2563 กันมาแล้ว และไม่ว่าจะตีความว่าออกมาดีกว่าที่คาดอย่างที่สภาพัฒน์แถลง เพราะตัวเลขไตรมาสสุดท้ายออกมาหดตัวน้อยกว่าที่เคยประเมินกันไว้ หรือจะตีความว่าเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการระบาดของโควิด-19

สรุป “เศรษฐกิจไทย” ปี 2563

พี่ทุยขอสรุปสั้น ๆ สำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าวในช่วงนี้ เศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาหดตัวไป -6.1% มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ -6% โดยภาคส่งออกหดตัว -6.6%, การบริโภคเอกชนหดตัว -1% และการลงทุนรวมหดตัว -4.8% มีเพียงการใช้จ่ายและลงทุนของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 0.8% และ 5.7% ตามลำดับ ขณะที่ในแง่การผลิต ภาคเกษตรกรรมหดตัว -3.4%, ภาคอุตสาหกรรม หดตัว -5.7% ส่วนภาคที่พักแรมและบริการด้านอาหาร หดตัวรุนแรงตามคาดที่ -36.6 % ขณะที่ในปีนี้สภาพัฒน์ประเมินว่าจะเติบโตได้ 3% จากที่เคยคาดไว้ที่ 4% เนื่องจากการระบาดของโควิดระลอกใหม่

เหตการณ์คล้ายวิกฤตต้มยำกุ้ง

แต่สิ่งพี่ทุยว่าน่าสนใจอีกเรื่องคือท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ซึ่งมีบรรยากาศคล้ายวิกฤตปี 40 คือสิ่งที่ตามมาหลังจากวิดฤตเศรษฐกิจทุกครั้งนั้นคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจ หากย้อนกลับไปหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง “เศรษฐกิจไทย” เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากที่พึ่งพาการลงทุนและการบริโภคในประเทศเป็นหลัก กลายมาเป็นประเทศที่หันมาพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ในวิกฤตโควิด-19 นี้ สัญญาณเหล่านี้เริ่มเห็นชัดขึ้นมาบ้างในปีที่ผ่านมา

ถ้าดูตัวเลขสัดส่วนของ GDP ที่ใช้จ่ายไปในด้านต่าง ๆ จะเห็นชัดเจนว่าช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการลงทุนของเอกชนเป็นหลักเกือบครึ่งหนึ่ง เปรียบง่าย ๆ ว่าถ้าไทยมีรายได้ 100 บาท รายได้นี้จะเป็นเรื่องการลงทุน 46 บาท ขณะที่ภาคส่งออกสินค้าคิดเป็นเพียง 32 บาทเท่านั้น ส่วนการท่องเที่ยวยิ่งน้อยกว่าที่ 8 บาท แต่ช่วงหลังวิกฤตจะเห็นว่าสัดส่วนการลงทุนลดลงเกือบครึ่งเหลือเพียง 27 บาท ส่วนภาคส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นมาเป็นตัวหลักที่ 44 บาท ขณะที่ภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 11 บาท จนถึงปัจจุบันเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนโครงสร้างมาในแนวทางนี้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

“เศรษฐกิจไทย” ก่อนเกิดวิกฤต โควิด-19

การบริโภคเอกชน

  • ปี 2534-2539: 52%
  • ปี 2540 – 2543: 53%
  • ปี 2559 – 2562: 52%
  • ปี 2563: 56%

การใช้จ่ายของรัฐบาล

  • ปี 2534-2539: 11%
  • ปี 2540 – 2543: 13%
  • ปี 2559 – 2562: 15%
  • ปี 2563: 16%

การลงทุนเอกชน

  • ปี 2534-2539: 46%
  • ปี 2540 – 2543: 27%
  • ปี 2559 – 2562: 25%
  • ปี 2563: 25%

การส่งออกสินค้า

  • ปี 2534-2539: 32%
  • ปี 2540 – 2543: 44%
  • ปี 2559 – 2562: 58%
  • ปี 2563: 55%

การท่องเที่ยว (ส่งออกบริการ)

  • ปี 2534-2539: 8%
  • ปี 2540 – 2543: 11%
  • ปี 2559 – 2562: 18%
  • ปี 2563: 7%

การนำเข้าสินค้าและบริการ

  • ปี 2534-2539: 50%
  • ปี 2540 – 2543: 48%
  • ปี 2559 – 2562: 67%
  • ปี 2563: 60%

Source: สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ถ้าดูตัวเลขสัดส่วนล่าสุดช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 รายได้ของเศรษฐกิจไทยในด้านการลงทุนลดลงต่อไปอีกเหลือ 25% ขณะที่ภาคส่งออกเพิ่มขึ้นไปอีกจนเกือบแตะ 60% และที่น่าสนใจกว่าคือภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวมาแตะตัวเลข 20%

สิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาอาจจะเรียกว่าเป็นครั้งแรก ๆ ที่พี่ทุยเห็นว่าโครงสร้างนี้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เริ่มจากการท่องเที่ยวมีลดลงเหลือเพียง 7% น้อยกว่าช่วงก่อนวิกฤตต้นยำกุ้งเสียอีก เช่นเดียวกับภาคส่งออกที่แม้สัดส่วนจะลดลงมาไม่มากนัก แต่ถ้าดูที่การนำเข้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับการผลิตสินค้าออกได้กลับลดลงค่อนข้างมาก สะท้อนความกังวลของภาคธุรกิจชะลอการลงทุนต่าง ๆ ไว้แล้ว

แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว เพราะตัวเลขของภาคท่องเที่ยวที่ลดลงรุนแรงเป็นผลโดยตรงจากมาตรการปิดเมืองของทั่วโลก และเป็นไปได้ว่าหลังจากนี้หากการฉีดวัคซีนเริ่มกระจายไปได้ทั่วโลก การท่องเที่ยวและภาคส่งออกของไทยคงจะค่อยฟื้นกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

แต่ถ้าดูตัวเลขการว่างงานและปิดกิจการที่พุ่งสูงขึ้นมากในปีทีผ่านมา พี่ทุยว่ามันสะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเองกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเช่นกัน ทรัพยากรในภาคเศรษฐกิจเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน เงินทุน เครื่องจักร อุปกรณ์ ตึกรามบ้านช่อง ที่เคยใช้ในภาคการท่องเที่ยวอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงโยกย้ายไปทำอย่างอื่นแทน ดังนั้น ถ้าคำว่า “ชั่วคราว” นั้นนานเกินไป เมื่อถึงเวลาคำถามสำคัญคือภาคเศรษฐกิจจะยังหันไปที่ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกได้อีกครั้งหรือไม่

แม้ว่าในเวลานี้อาจจะเร็วไปที่จะสรุปได้ว่าปรากฏการณ์นี้จะเป็นเรื่องชั่วคราวจริง ๆ หรือไม่ แต่จากบทเรียนในปี 2540 ก็บอกเราเหมือนกันว่าโลกหลังจากวิกฤตแต่ละครั้งนั้นอาจจะไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้อีกต่อไปแล้ว และแปลว่าพวกเราทุกคนคงต้องจับตาเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะต่อจากนี้ให้ได้เช่นกัน..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
error: