ไทยแก้ปัญหาโควิด-19 ด้วย "เงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท" แล้วต่างประเทศกู้เงินมากแค่ไหน ?

ไทยแก้ปัญหาโควิด-19 ด้วย “เงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท” แล้วต่างประเทศกู้เงินมากแค่ไหน ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ประเทศไทยมี “เงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท” ส่วนรัฐบาลทั่วโลกก่อหนี้รวมกันกว่า 13.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อกอบกู้ประเทศจากวิกฤต Covid-19 
  • การก่อหนี้สาธารณะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับว่านำไปใช้เงินไปให้เกิดประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศในระยะยาวหรือไม่ 
  • วิกฤต Covid-19 ทำให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีความได้เปรียบเหนือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพราะสามารถกู้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีความสามารถในการใช้หนี้ อีกทั้งการเริ่มผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ก่อน ทำให้เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาเร็วกว่า 

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารัฐบาลจะสามารถเดินหน้าการออกกฎหมายเพื่อขอกู้เงินเพิ่มได้อีก 5 แสนล้านบาท และเมื่อรวมจากเงินกู้เดิม 1 ล้านล้านบาท รวมเป็น “เงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท” เพื่อนำมาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโรค Covid-19 หลังจากที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ 2564 เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 14 มิถุนายน 2564 

สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยต่อขนาดเศรษฐกิจของประเทศ หรือ GDP ณ เดือนเมษายน 2564 อยู่ที่ร้อยละ 54.91 ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยกรอบวินัยการเงินการคลังของไทยกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 60 ต่อ GDP ดังนั้นหากมีการกู้ยืมเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทก็ย่อมทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงต่อการเกินกรอบวินัยการเงินดังกล้่าวได้   

อย่างไรก็ดี ปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศไทยเพียงที่เดียวเท่านั้น แต่เป็นสถานการณ์ที่กำลังขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก เพราะการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ทำให้งบประมาณของรัฐที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชน จึงทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้กันเป็นจำนวนมาก  

พี่ทุยจึงขออาพาไปดูว่าประเทศอื่น ๆ เขากู้กันไปเท่าไหร่แล้วบ้าง และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในนั้น ๆ ประเทศอย่างไร 

Covid-19 ปีเดียวทำหนี้สาธารณะโลกพุ่งทะยานขึ้น 416 ล้านล้านบาท      

ข้อมูลจาก Institute of International Finance ซึ่งเป็นสมาคมไม่แสวงผลกำไรจากสหรัฐ เปิดเผยว่านับตั้งแต่เริ่มปี 2563 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2564 รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ได้ก่อหนี้สาธารณะรวมกันไปแล้วกว่า 13.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 416.80 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วน 44.6 ของมูลค่าหนี้โดยรวมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งหมดที่ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 933.14 ล้านล้านบาท)

ประเทศที่ก่อหนี้ที่สูงสุดในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเอสโตเนียที่กู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 92 ตามมาด้วยนิวซีแลนด์ที่ร้อยละ 81 สโลวาเกียที่ร้อยละ 59 และออสเตรเลียร้อยละ 56 ขณะที่กลุ่มประเทศในยูโรโซนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ยกเว้นลักแซมเบิร์กที่กู้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 ด้านสหรัฐฯ กู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.39 

สวนทางกลับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ก่อหนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 โดยมีไทยที่มี “เงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท” สาธารณรัฐเช็ก และกานาที่ก่อหนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว โดยไทยมีหนี้เพิ่มขึ้นร้อยละถึงร้อยละ 36.8 ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 25   

การมีหนี้เยอะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป 

พอได้ยินคำว่า “หนี้” หลายคนอาจรีบด่วนตัดสินไปในทันทีเลยว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่ดี” และเป็นสัญญาณร้ายถึงหายนะทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในอนาคต ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนักตามหลักเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นพี่ทุยจึงขอชวนให้ผู้อ่านมาทำความเข้าใจร่วมกันใหม่ก่อนว่าคำว่า “หนี้” ซึ่งในบทความนี้ที่มุ่งเน้นเรื่อง “หนี้สาธารณะ” ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายต่อสถานะการเงินและการคลังของประเทศเสมอไป 

นาย Emre Tiftik ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยแห่งความยั่งยืนจาก  Institute of International Finance อธิบายไว้ว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอาจเป็นสิ่งที่ “ดี” หรือ “ไม่ดี” ต่อนาคตของประเทศก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นมีการจัดการเงินกู้ได้ดีแค่ไหนและนำไปใช้ลงทุนอย่างชาญฉลาดจนสามารถยกระดับความสามารถในแข่งขันของประเทศในระยะยาวได้หรือไม่ เช่น นำไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบการศึกษาและยกระดับทักษะความสามารถของแรงงาน รวมไปถึง การลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพต่อการเติบโตในอนาคตซึ่งจะช่วยสร้างการจ้างงานใหม่ ๆ ให้คนในประเทศได้ 

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อประเทศได้นำเงินกู้ไปใช้ปรับปรุงแก้ไขในจุดที่เป็นจุดอ่อนของประเทศได้ถูกต้อง ก็จะทำให้ประเทศนั้นได้ยกระดับศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาวสูงขึ้น และเมื่อนั้นรัฐบาลก็ย่อมสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้าคลังได้มากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ตามไปด้วย อีกทั้ง เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเกิดการขยายตัวก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดสำคัญของเสถียรภาพทางการคลังของประเทศลดลงไปด้วยโดยปริยาย  

แต่ในทางกลับกัน หากว่ารัฐบาลของประเทศนั้น ๆ นำเงินไปใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าคำนึงถึงการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว การกู้เงินมาใช้ของรัฐบาลก็จะเป็นเพียงการประวิงเวลาของปัญหาออกไปเท่านั้น รอวันที่ปัญหาจะปะทุออกมาอีกครั้งในอนาคต ซึ่งท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นที่รัฐบาลต้องหันกลับมาให้ประชาชนช่วยแบกภาระดังกล่าวผ่านการขึ้นภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมไปถึงการตัดลดสวัสดิการต่าง ๆ ลงเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ 

แม้ระดับหนี้จะเพิ่มขึ้นน้อย แต่วิกฤตส่อลากยาวกว่า 

อีกหนึ่งประเด็นที่พี่ทุยเห็นว่าน่าสนใจถัดมาคือ ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศกำลังเผชิญกับข้อจำกัดและเงื่อนไขการกู้ยืมที่ไม่ดีนัก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่มีระดับหนี้สาธารณะสูงเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ทำให้การหันไปกู้หนี้เพิ่มเพื่อพยุงสถานการณ์ประเทศให้พ้นจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำได้ยากมากขึ้น 

เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าหากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ไปกู้ยืมเงินจากตลาดการเงินก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ครั้นจะไม่กู้ยืมก็จะไม่มีเงินมาดูแลประชาชนในประเทศ และยิ่งเป็นการทำให้ขาดโอกาสในการลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อการฟื้นฟูประเทศในอนาคต อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือ ภาคอุตสาหกรรมและบริการใหม่ ๆ ที่จะช่วยสร้างการจ้างงานจำนวนมากให้กับประชาชนได้    

จึงเห็นได้ว่าประเทศที่กู้ยืมเงินส่วนใหญ่จึงมาจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมัน เนื่องจากกลุ่มประเทศเหล่านี้มีความพร้อมและศักยภาพในการจ่ายหนี้คืนมากพอ อีกทั้งบางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยังสามารถกู้ยืมเงินในรูปแบบสกุลเงินที่ตนเองควบคุมได้เองอีกด้วย ดังนั้นเมื่อนำเงื่อนไขที่ได้เปรียบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วไปผนวกรวมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ที่ลดลง และมีสัดส่วนของประชากรที่ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็จะยิ่งทำให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีโอกาสการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 

โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่าการระบาดโรค Covid-19 ทำให้หลายประเทศต่างต้องเร่งระดมกู้เงินมาเพื่อใช้กอบกู้และฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเองกันอย่างหนัก แต่การกู้หนี้เหล่านั้นเป็นได้ทั้ง “โอกาส” หรือ “วิกฤตที่มาซ้ำเติม” ให้กับประเทศที่กู้ยืมมาได้เช่นกัน จึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลประเทศนั้นใช้จ่ายเงินที่กู้มาให้เกิดประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศตนเองได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีความพร้อมด้านเงื่อนไขทางเครดิตและการจัดการกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้ดีกลับมีโอกาสการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจรวดเร็วกว่าประเทศกำลังพัฒนา ทั้ง ๆ ที่มีสัดส่วนในการก่อหนี้สูงกว่ามาก    

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: