เจาะลึก "แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ" กว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญฯ

เจาะลึก “แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ” กว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญฯ

4 min read  

ฉบับย่อ

  • สหรัฐฯ เตรียมดันแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ มูลค่า 5.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าสู่สภา คาดว่าสิ้นปี 2021 นี้จะเริ่มบังคับใช้ ระยะเวลาการดำเนินการรวมทั้ง 5 ปี เสร็จสิ้นปี 2026   
  • แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้ เน้นลงทุนเพื่อรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจสีเขียว เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) และระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า รวมถึงสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในสังคม เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงราคาถูก และน้ำประปาสะอาด
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อาจจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างงานจำนวนมากจากโควิด-19 ได้ ซึ่งประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างออสเตรเลีย ก็ได้รับอานิสงค์จากการลงทุนครั้งนี้ไปเต็ม ๆ
  • ประเด็นที่น่าติดตาม คือ แผนหารายได้เพื่อนำมาปิดรายจ่ายให้สมดุลในระยะยาว อย่างการ “เก็บภาษี” จะเก็บเพิ่มได้อย่างไร เพื่อนำมาเป็นรายจ่ายในอนาคตทั้งการคืนเงินต้นและดอกเบี้ย

ในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังฟื้นตัวเพื่อพยายามปรับให้เข้าสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ก็ได้มี “แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ” มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญ ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าใครอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง พี่ทุยมาสรุปแบบเข้าใจง่าย ๆ ให้ฟังกัน

“แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ” ในครั้งนี้ มีชื่อว่า Bipartisan Infrastructure Framework มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญ

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในครั้งนี้มีมูลค่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 38.18 ล้านล้านบาท) ซึ่งน่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของสหรัฐฯ และจุดประสงค์ในครั้งนี้มีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

และแน่นอนว่าหลังการประกาศข่าวครั้งนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเป็นบวกทั้งดัชนี Down Jones Future, S&P 500 และ Nasdaq กลับมาปิดตลาดสูงสุดในรอบหลายเดือน รวมถึงเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ก็ได้รับอานิสงค์ไปด้วย

ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกมาประกาศว่ากลุ่มสมาชิกวุฒิสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านสามารถบรรลุข้อตกลง “แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน” หรือ Bipartisan Infrastructure Framework ได้แล้ว คาดการณ์ว่าจะมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (2022 – 2026) โดยน่าจะเริ่มต้นลงทุนและสร้างได้ในช่วงปลายปีนี้

เจาะลึก "แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ" กว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญฯ

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1.2 ล้านล้านเหรียญฯ รอบนี้ คือ การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเดิมและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ วงเงินเกือบครึ่งหรือประมาณ 579,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะถูกนำไปพัฒนา “โครงการพื้นฐานใหญ่” สำคัญ ๆ อย่างเช่น โครงการด้านการขนส่งและจราจร โครงการพัฒนาระบบน้ำประปาและโครงการยกระดับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเหรียญสหรัฐ เพื่อให้ตอบรับกับโครงสร้างพื้นฐานของโลกในอนาคต

1. ลงทุนเพื่อตอบรับการเติบโตของรถพลังงานไฟฟ้า (EV Car)

เมื่อเปิดดู “แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ” ใหม่จะเห็นว่าสหรัฐฯ เน้นไปที่ยานยนต์และระบบขนส่งสาธารณะแบบพลังงานไฟฟ้า ตั้งงบไว้ถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (4.7 แสนล้านบาท) และตั้งเป้าว่าจะเร่งสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าให้ได้ 5 แสนแห่งทั่วประเทศภายในปี 2026 

นอกจากนี้ก็ให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางมากขึ้น เพราะช่วยลดก๊าซ CO2 ได้ โดยจัดสรรงบไว้ถึง 6.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็น 11% ของงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและจราจร) ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนระบบรางครั้งประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการปฏิรูประบบรถไฟในสหรัฐฯ เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วเลยทีเดียว

ซึ่งคอนเซปท์การสร้างถนน ทางด่วน สะพาน ก็ให้ความสำคัญกับความทนทานจากภัยพิบัติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

2. ลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพสัญญาณอินเตอร์เน็ตและระบบน้ำประปา (ลดความเหลื่อมล้ำ)

แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจก้าวล้ำในลำดับต้น ๆ ของโลก แต่ในมุมหนึ่งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวยให้เห็นอยู่มาก 

แผนในครั้งนี้จัดสรรงบ 6.5 หมื่นล้านเหรียญฯ ไว้สำหรับการขยายโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อทำให้ราคาการเข้าถึงเทคโนโลยีถูกลง แต่มีคุณภาพสัญญาณเน็ตที่เร็ว แรง และเสถียร 

และอีก 1 อย่างที่พี่ทุยพูดแล้ว หลายคนอาจจะประหลาดใจ คือ ประชาชนสหรัฐฯ มากกว่า 10 ล้านครัวเรือน โรงเรียนและศูนย์ดูแลเด็กกว่า 4 แสนแห่ง ยังเจอกับปัญหาการเข้าถึงน้ำสะอาด ทำให้มีการแบ่งงบ 5.5 หมื่นล้านเหรียญฯ ในการพัฒนาระบบน้ำประปาให้เข้าถึงได้ทุกครัวเรือน

3. การอัดฉีดเงินทำให้เกิดการจ้างงานอย่างมหาศาล

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนขนาดใหญ่มาหลายปีแล้ว และแน่นอนว่าการลงทุนขนาดใหญ่แบบนี้ จะต้องเกิดการจ้างงาน การสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์ และเครื่องจักรตามมาอีกมาก

พอมีแผนนี้เกิดขึ้น มูลค่าหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องจักรก่อสร้างอย่าง Caterpillar ก็ปรับเพิ่มขึ้น 2.6% ส่วนหุ้นของบริษัท Vulcan Materials ผู้ผลิตและจำน่ายวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้น 3.3%     

ณ เวลานี้ ใคร ๆ ก็รู้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นเบอร์ 1 ของโลก เวลาปรับเปลี่ยนอะไรครั้งนึง ก็จะกระทบกับเศรษฐกิจแน่นอน เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ คึกคัก ประเทศที่พึ่งพาตลาดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก็ได้รับอานิสงค์ตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็นสายพานการผลิตวัสดุอุปกรณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ออสเตรเลีย

4. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก้าวเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 เต็มตัว

ปัจจุบันคะแนนคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ตกลงมารั้งท้ายกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยอยู่ในลำดับที่ 13 จากผลการจัดอันดับของ World Economic Forum ในปี 2019  

แผนการลงทุนนี้เน้นการรองรับกับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของ โจ ไบเดน ทำให้คนเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ทั่วถึง และเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งทางเศรษฐกิจคนสำคัญอย่างประเทศจีน

พี่ทุยมองว่าประเด็นเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจผลกระทบต่อส่งแวดล้อมกำลังจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของเกมการแข่งขันของโลก เพราะทุกวันนี้เราจะเริ่มเห็นการกำหนดเพดานการปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เองก็กำลังกลายเป็นโต้โผใหญ่ในการส่งเสริมวาระการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเห็นได้จากการนำเสนอวาระดังกล่าวในการประชุมกลุ่มประเทศ G7 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นคอนเซปท์ที่เอามาแข่งกับ “โครงการสายแถบและเส้นทาง (The Belt and Road Initiative)” ของจีน 

อ่านเพิ่มเติม การเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติของกลุ่ม “G7” ส่งผลดีกับบริษัทไหนบ้าง ?

เมื่อสหรัฐฯ ก่อหนี้เพิ่ม จะรับผิดชอบจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยไหวมั้ย ?

คำถามที่หลาย ๆ คนอาจจะกำลังสงสัยว่า แล้วเงินที่เอามาลงทุนมาจากไหน แน่นอนว่าก็หนีไม่พ้นการ “สร้างหนี้” เพิ่ม และการสร้างหนี้เพิ่มย่อมตามมาด้วยภาระในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายคืนเงินต้นหรือภาระดอกเบี้ยที่ต้องเกิดขึ้น

เมื่อตัดสินใจก่อหนี้ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อแผนการก่อหนี้อย่างเป็นระบบ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบทางการคลังสูงมากขึ้น เนื่องจากภายใต้แผนนี้ ต้องคิดถึงวิธีการสรรหารายได้มาใช้จ่ายกับรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย

วิธีการหารายได้ง่าย ๆ คือ การ “เก็บภาษี” เพิ่ม ด้วยหลักการแล้ว ถ้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เหมือนกับถ้ามองว่าเราเป็นนักลงทุน เรากู้เงินมาลงทุน แล้วสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าดอกเบี้ยก็ถือว่าเป็นการก่อหนี้ที่ดี แต่อย่างที่เรารู้กันว่าการลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานกว่าทุกอย่างจะเสร็จและปรับตัวได้ก็ต้องใช้เวลา ทำให้การหารายได้เพิ่มของภาครัฐในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

ล่าสุดก็ยังอยู่ในระหว่างการถกเถียงของพรรคเดโมแครต (ฝ่ายรัฐบาล) กับพรรครีพับลิกัน (ฝ่ายค้าน) ว่าจะเก็บภาษีจากคนรวยและบริษัทเพิ่มหรือไม่

ในมุมมองของพี่ทุยมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ได้ตั้งใจจะก่อหนี้อย่างเดียว แต่ยังคิดหาทางเพิ่มรายได้ด้วย สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และคุณภาพของระบบการเมืองภายในสหรัฐที่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวด้วย

หวังว่าวิธีการบริหารงานที่เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาวแบบนี้ ประเทศไทยน่าจะหยิบมาเรียนรู้เป็นแนวทางการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่บ้าง ก็น่าจะดีเหมือนกัน..

อ่านเพิ่มเติม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: