เลือกตั้งสหรัฐ

ไขความลับ “เลือกตั้งสหรัฐฯ” นับคะแนนยังไง ?

2 min read  

ฉบับย่อ

  • การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นการส่ง “คณะผู้แทน” ซึ่งคือประชาชนธรรมดาที่ลงว่าตัวเองอยู่ข้างใคร เพื่อไปเลือกประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง โดยในแต่ละรัฐมีคะแนนเสียงคณะผู้แทนไม่เท่ากัน 
  • ในปี 2016 แม้ฮิลลารีจะชนะรัฐที่มีประชากรและคณะผู้แทนมาก แต่พ่ายในรัฐเล็ก ซึ่งนำไปสู่ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์
  • ทรัมป์ชนะไปเล็กน้อยใน 4 รัฐ ได้แก่ Florida, Wisconsin, Pennsylvania และ Michigan ซึ่งมีคะแนนเสียงผู้แทนไปทั้งหมด 75 เสียง โดยในครั้งนี้ ทั้ง 4 รัฐยังคงเป็น Swing States ที่สำคัญ
  • ดูเหมือนการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ง่ายสำหรับทรัมป์ เพราะ Texas ที่เคยเป็นรัฐแดงมาตลอด 2 ทศวรรษ กลายเป็น Swing State สำหรับปีนี้

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

การเลือกตั้งสหรัฐในปีนี้ดุเดือดในฉบับนิวนอร์มอล พี่ทุยไม่คิดเลยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังหาเสียงและลงศึกดีเบตเพื่อป้องกันตำแหน่งจากโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต จะติดเชื้อโควิด-19 เข้าเสียอย่างนั้น แถมเป็นช่วงเวลาแค่เดือนเดียวก่อนวันกาบัตรอีกด้วย

วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะจัดขึ้นในวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายนในทุก ๆ 4 ปี โดยปีนี้ประชาชนชาวอเมริกันจะเข้าไปกาบัตรเลือกตั้งกันในวันที่ 3 พ.ย.ที่จะถึงนี้ 

พี่ทุยรู้ว่าการเลือกตั้งสหรัฐเป็นที่งงงวยไม่น้อยสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับระบบการเมืองของสหรัฐ การเลือกตั้งของสหรัฐไม่ใช่การเลือกผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิกเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลและโหวตเลือกประธานาธิบดี แต่เป็นการส่ง “คณะผู้แทน” ซึ่งคือประชาชนธรรมดาที่ลงว่าตัวเองอยู่ข้างใคร เพื่อไปเลือกประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง 

‘คณะผู้แทน’ สาเหตุป๊อปปูลาร์โหวตไม่มีผล

คณะผู้แทนหรือ Electoral College คือกลุ่มคนจำนวน 538 คน ที่ได้รับเลือกจากคนในรัฐ ให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีคนใดคนหนึ่งตามที่คนในรัฐได้ลงคะแนนเลือกไว้ โดยคนที่ได้เป็นประธานาธิบดีจะต้องได้คะแนนของคณะผู้แทน 270 เสียงขึ้นไป ถึงจะได้รับชัยชนะ

ในแต่ละรัฐจะมีจำนวนผู้แทนไม่เท่ากัน เช่น ในรัฐใหญ่อย่างแคลิฟอร์เนียมีจำนวนผู้แทน 55 คน ขณะที่นอร์ทแคโรไลนาที่เล็กกว่ามีจำนวนผู้แทนให้แย่งชิง 15 คน 

นอกจากนี้ ในแต่ละรัฐจะใช้กฎที่ต่างกันออกไป โดย 48 รัฐจะใช้ระบบ Winner take all คือ ผู้ชนะในรัฐจะได้รับคะแนนเสียงผู้แทนไปทั้งหมดไม่ว่าจะชนะด้วยสัดส่วนเท่าไร เช่น ใน Florida เมื่อปี 2016 คะแนนเสียงของทรัมป์เฉือนชนะฮิลลารี คลินตันไปแค่ 2% แต่ทรัมป์ก็ได้รับคะแนนเสียงของคณะผู้แทนรัฐฟลอริดาทั้งหมด 29 เสียง 

ขณะที่อีก 2 รัฐที่เหลือ ได้แก่ Nebraska และ Maine จะใช้วิธีที่ต่างกันออกไป โดยจะเป็นผู้ชนะป๊อปปูลาร์โหวตในแต่ละเขตของรัฐ ซึ่งทำให้ใน Nebraska และ Maine อาจมีผู้ชนะจากทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตในรัฐเดียว  

เพราะระบบการเลือกตั้งแบบ Electoral College นี้เองที่ทำให้ฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต พ่ายการเลือกตั้งแม้จะมีคะแนนรวมทั้งประเทศหรือ “ป๊อปปูลาร์โหวต” มากกว่า เพราะระบบนี้ทำให้แม้คุณอาจชนะในรัฐที่มีประชากรจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรวมคะแนนเสียงของคณะผู้แทนจากรัฐอื่น ๆ แล้วจะชนะ 

ในคราวที่แล้ว ทรัมป์ชนะในรัฐที่มีคะแนนเสียงผู้แทนน้อยกว่าไปได้หลายรัฐ จึงรวมกันแล้วสามารถชนะคลินตันไปได้ โดยในรัฐอย่าง Florida, Wisconsin, Pennsylvania และ Michigan ทรัมป์ชนะไปในสัดส่วนที่น้อยมากราว 1-2% เท่านั้น แต่ได้คะแนนเสียงผู้แทนไปทั้งหมด 75 เสียง 

เลือกตั้งสหรัฐ

แต่คราวนี้ เราคงต้องมาดูกัน เพราะรัฐเหล่านี้แหละที่จะกลายเป็น “Swing States” ที่ให้แต่ละคนแย่งชิงเสียงกัน

รัฐแดงรัฐฟ้าคืออะไร?

เนื่องจากในสหรัฐมีพรรคใหญ่อยู่เพียง 2 พรรค คือ รีพับลิกันและเดโมแครต ทำให้ในบางรัฐจับจองการเป็น “รัฐแดง” (รีพับลิกัน) และ “รัฐฟ้า” (เดโมแครต) มาโดยตลอด เช่น แคลิฟอร์เนียที่มีคะแนนเสียงผู้แทน 55 คน เป็น “รัฐฟ้า” และเลือกตัวแทนจากเดโมแครตมาตลอดการเลือกตั้งทั้ง 7 ครั้งที่ผ่านมา 

ขณะที่ 9 รัฐแดงที่โหวตเลือกตัวแทนจากรีพับลิกันมาตั้งแต่สมัยริชาร์ด นิกสัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 1972 มีคะแนนเสียงรวมกันแล้ว 46 เสียง ได้แค่ Alaska (คณะผู้แทน 3 เสียง), Idaho (4), Kansas (6), Indiana (11), North Dakota (3), South Dakota (3), Oklahoma (7), Utah (6), และ Wyoming (3) ซึ่ง Wyoming เป็นรัฐที่ทรัมป์ชนะไปด้วยสัดส่วนคะแนนเกือบ 70% ในปี 2016

คราวที่แล้วคลินตันจากเดโมแครตสามารถชนะไปได้ใน 18 รัฐที่ส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงของเดโมแครตอยู่แล้ว รวมคะแนนเสียงทั้งหมด 222 เสียง ขณะที่ทรัมป์สามารถชนะใน 26 รัฐ รวมคะแนนเสียง 227 เสียง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐแดงอยู่แล้ว ยกเว้นแค่ Iowa และ Ohio ที่รีพับลิกันพลิกกลับมาชนะหลังหันไปโหวตให้พรรคเดโมแครตในปี 2008 และ 2012 

Swing States สำคัญอย่างไร?

ในเมื่อมีรัฐที่หนักแน่นในพรรคที่ตัวเองชอบเพียงอย่างแล้ว ก็มีรัฐที่ไม่แน่นอนว่าจะเลือกตัวแทนจากพรรคใดขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีและมีการแข่งขันที่เข้มข้นอย่างมาก หรือที่เรียกกันว่า “Swing States”

แน่นอนว่า 4 รัฐที่ทรัมป์เฉือนชนะไปเล็กน้อยเมื่อคราวที่แล้วอย่าง Florida, Wisconsin, Pennsylvania และ Michigan ยังคงเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งคราวนี้ ผลโพลเทไปทางไบเดนเป็นส่วนใหญ่ (แต่พี่ทุยแอบกระซิบว่าคราวที่แล้วก็เทไปทางเดโมแครตเหมือนกัน) 

นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมมาด้วย Iowa ซึ่งมีคะแนนเสียงคณะผู้แทน 6 เสียง และ Ohio ซึ่งมีคะแนนเสียงคณะผู้แทน 18 เสียง ที่ยังไม่แน่จะโหวตทรัมป์อีกรอบหรือกลับไปโหวตให้ไบเดน ตัวแทนจากเดโมแครต โดยผลโพลล่าสุดที่รวบรวมโดย The Guardian พบว่า ไบเดนนำใน Ohio เพียง 1% ขณะที่ทรัมป์นำใน Iowa เพียง 0.4% เท่านั้น 

แม้จะยังมีอีกหลายรัฐที่ถือเป็น Swing States แต่ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ Texas รัฐที่เลือกตัวแทนจากพรรครีพับลิกันมาตั้งแต่ 1980 และมีคะแนนเสียงผู้แทนมากถึง 38 เสียง 

ดูเหมือนสีแดงของรัฐนี้จะเลือนลางเสียแล้ว เพราะผลโพลของ CBS/YouGov และอีกหลายสำนักพบว่าคะแนนของทรัมป์และไบเดนต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยทรัมป์นำเพียงแค่ 1% เท่านั้น ขณะที่โพลอื่น ๆ ให้ “เสมอ” หรือนำไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำส่งผลให้ Texas กลายร่างเป็น Swing State ในทันที และอาจเป็นครั้งแรกที่เดโมแครตสามารถชนะในรัฐนี้ได้นับตั้งแต่ปี 1976 

พี่ทุยว่า Texas อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นได้ 

ผลโพลโดยรวมตอนนี้เป็นอย่างไร

แม้ผลโพลเมื่อตอนปี 2016 จะทำให้หลาย ๆ คนโดนหักปากกากันไปเป็นแถบ ๆ แต่ก็ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ดูแนวโน้มภาพรวมได้ว่าจะออกมาในทิศทางใด 

ไฟแนนเชียลไทมส์ได้รวบรวมผลโพลมาไว้ให้เราดู เราจะเห็นว่าคราวนี้เดโมแครตมีคะแนนเสียงจากรัฐที่โหวตให้แน่ ๆ มากถึง 190 เสียง ขณะที่รีพับลิกันมีเพียง 77 เสียงเท่านั้น เพราะขาดคะแนนเสียงสำคัญอย่าง Texas ที่กลายเป็น Swing State ไป 

ต้องมาลุ้นกันว่ารัฐที่ตอนนี้นำอยู่ไม่มาก (Leaning States) หรือยังคงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในแต่ละโพล (Toss-up) จะเทคะแนนไปให้พรรคไหนในวันจริง

ผลโพลเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020

เลือกตั้งสหรัฐ

Statista เว็บกราฟฟิกและสถิติชื่อดังได้รวบรวมผลโพลในเดือนส.ค.จากหลายเจ้าดังมาเพื่อหาค่าเฉลี่ยลักษณะทางประชากรศาสตร์ของฐานเสียงทรัมป์และไบเดน เช่น เพศ อายุ ชาติพันธุ์ เป็นต้น

จะพบได้ว่าฐานเสียงของทรัมป์เป็นชายผิวขาวที่อายุมากกว่า 45 ปี ในขณะที่ฐานเสียงของโจ ไบเดน เป็นกลุ่มผู้หญิง อายุน้อยกว่า 45 ปี และเป็นชาวผิวดำ เอเชีย เชื้อสายเม็กซิโก และอื่น ๆ

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: