แนวโน้ม "เศรษฐกิจไทย" ปี 2564

เจาะลึกแนวโน้ม “เศรษฐกิจไทย” ปี 2564

2 min read  

ฉบับย่อ

  • การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 ทำให้ความคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะกลับมาฟื้นตัว เริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
  • สำนักวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัวในช่วง 3-4% จากภาคส่งออกที่ฟื้นตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
  • อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความน่าเป็นห่วงจากการะบาดระลอก 2 ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจประสบปัญหาสภาพคล่องและการชำระหนี้ รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่ากดดันธุรกิจส่งออกของไทย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset กองทุนรวม
Krungsri Asset กองทุนรวม

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นที่จังหวัดสมุทรสาครจนจำนวนผู้ติดเชื้อในปัจจุบันกระจายวงกว้างไปแล้ว 60 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งดูเหมือนว่าการระบาดครั้งนี้จะรวดเร็วและรุนแรงกว่าการระบาดรอบแรกพอสมควรเลยทีเดียว ทำให้หลายคนที่คาดหวังให้ “เศรษฐกิจไทย” พลิกกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2564 เริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น

“เศรษฐกิจไทย” มีแนวโน้มขยายตัว 3-4%

โดยทั่วไปการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจภาคต่างประเทศและเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กจึงจำเป็นต้องพึ่งพาภาคต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคส่งออกและการท่องเที่ยวที่คิดเป็นสัดส่วนรวมกันประมาณ 70% ของ GDP

สำหรับภาคส่งออกในปี 2563 เจอทั้งมรสุมสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ปะทุกันอยู่เป็นระยะ และวิกฤตโควิด-19 ทำให้การค้าขายและการขนส่งสินค้าไปตลาดต่างประเทศเจอกับความยากลำบาก ส่งผลให้การส่งออกของไทยปี 2563 ขยายตัวต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี หรือนับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงมากที่ภาคส่งออกในปี 2564 นี้จะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง จากการทยอยฉีดวัคซีนไปแล้วหลายประเทศทั่วโลก ทำให้บรรยากาศการค้าการลงทุนโลกมีแนวโน้มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าในต่างประเทศออเดอร์สินค้าไทยมากขึ้นด้วย และการที่ไทยเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง RCEP ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยด้วยเช่นกัน ดังนั้น ภาคส่งออกที่เป็นภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของไทยสามารถเป็นความหวังในการเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ในปี 2564 ได้

ภาคการท่องเที่ยวเป็นอย่างไรบ้าง ?

ขณะที่การท่องเที่ยว ซึ่งในช่วงหลังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น อย่างเช่นช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยสูงถึง 40 ล้านคนต่อไป สร้างเม็ดเงินให้กับเศรษฐกิจไทยคิดเป็นประมาณ 10% ของ GDP แต่เมื่อมาเจอสถานการณ์โควิด-19 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยทั้งปี 2563 เหลือไม่ถึง 7 ล้านคน หรือหายไป 80% จากช่วงปกติ ทำให้รายได้เศรษฐกิจไทยหายไปเกือบ 10% ของ GDP เลยทีเดียว

แม้ว่าหลายประเทศทั่วโลกเริ่มทยอยฉีดวัคซีนไปแล้ว แต่ก็ยังมีความกังวลถึงประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของผู้ที่ได้รับวัคซีนอยู่ อีกทั้งสถานการณ์การระบาดในต่างประเทศก็ยังรุนแรง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยก็ยังมีจำนวนจำกัดอยู่ โดยหลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจของไทยคาดกันว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพียง 4-5 ล้านคนเท่านั้น นับว่าปี 2564 ยังเป็นอีกหนึ่งปีที่การท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจนำเที่ยว เป็นต้น ยังคงต้องเจอกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจอยู่ตลอดปีนี้

ในส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น ภาครัฐก็ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนในประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก็ได้ออกโครงการ “เราชนะ” ด้วยการแจกเงินเยียวยาคนละ 3,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือน ลดค่าน้ำ-ค่าไฟเป็นเวลา 2 เดือน และโครงการคนละครึ่งอีกจำนวน 1.34 ล้านสิทธิ์ ที่เปิดลงทะเบียนเมื่อเช้าวันที่ 20 ม.ค. 64 ที่ผ่านมา (และเต็มเร็วมาก ๆ)

นอกจากนี้ ไทยก็เตรียมจะได้รับวัคซีนจากบริษัท Sinovac ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ รวมทั้งมีการสั่งจองวัคซีนจากบริษัท AstraZenaca ไปแล้วและคาดว่าจะได้รับช่วงกลางปี และคนไทยเฟส 1 ราว 20% จะได้รับการฉีดวัคซีนภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจัยเหล่านี้น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในประเทศและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนให้กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นได้อีกครั้ง 

ดังนั้น ถึงตรงนี้เราอาจพอสรุปหน้าตาของ “เศรษฐกิจไทย” ปี 2564 ได้แล้วว่า ภาคส่งออกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อบรรเทาและช่วยเหลือประชาชน และภาคธุรกิจในประเทศจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ขณะที่การท่องเที่ยวยังเจอกับข้อจำกัดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่สามารถเดินทางเข้าไทยได้อย่างเต็มที่นัก ทำให้สำนักวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งของไทยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มจะกลับมาขยายตัวได้ราว 3-4%

แม้ “เศรษฐกิจไทย” จะกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ยังมีหลายสิ่งที่น่าเป็นห่วง

สิ่งแรกและสิ่งสำคัญนั่นคือเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 ระบาดหนักตั้งแต่ปีที่แล้วลากยาวมาถึงปัจจุบัน ทำให้หลายคนได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกการจ้างงานบ้าง ถูกลดเงินเดือนบ้าง ถูกลดชั่วโมงการทำงานบ้าง ทำให้กำลังซื้อและเงินออมของเราลดลงไปจนกลายเป็นปัญหาสภาพคล่องขึ้นมา โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในภาคท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องที่มีจำนวนนับสิบล้านคนทั่วประเทศคงเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจที่สุด

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจบางส่วนเองที่ยังไม่ฟื้นจากการระบาดรอบแรก เนื่องจากรายได้ธุรกิจยังไม่กลับมาเท่าเดิมและยังมีภาระดอกเบี้ยที่ยังต้องจ่ายอยู่ ยิ่งมาเจอการระบาดรอบสองที่รุนแรงกว่ารอบแรกก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องและการผิดชำระหนี้ตามมาจนบางรายจำเป็นต้องปิดกิจการลงไป สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง

อีกเรื่องคือแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงของไทยยังเป็นบวก แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ที่เงินเฟ้อพุ่งแซงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินทุนไหลเข้าตลาดเงินตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง จนสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าที่สุดสกุลหนึ่ง จนกลายเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ กำลังจับตาเป็นพิเศษว่าอาจมีการแทรกแซงค่าเงินหรือเปล่า แน่นอนว่าเงินบาทแข็งค่าย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจทำให้ภาคส่งออกฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ จนกลายเป็นแรงกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่อไป

สุดท้ายพี่ทุยคงต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 ยังมีความไม่แน่นอนสูงมากจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสรอบ 2 นี้ที่ยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาต่อเนื่องและต้นทุนทางการเงินในประเทศที่ต่ำอยู่แล้ว น่าจะช่วยให้สภาพคล่องและภาระหนี้ ตลอดจนกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจกลับมาดีขึ้นในระยะต่อไป

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
error: