เมื่อวันก่อนพี่ทุยนั่งดูคำแถลงจาก David Marcus หัวหน้าทีมของ Calibra เข้าให้การต่อ จากคณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐ สมาชิกสภานิติบัญญัติ เป็นการแถลงที่พี่ทุยว่าได้มุมมองเพิ่มเติมเยอะมาก ว่าเหตุผลที่ทำไม Libra (ลิบรา) ถึงอันตรายมากกว่าที่คิดไว้
1. ความเสี่ยง
สินค้าการเงินอะไรก็ตามที่เข้าถึงคนในวงกว้างและเป็นจำนวนมากต้องมีการเปิดเผยความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แล้ว ลิบรา ก็ถือว่าเป็นสินค้าทางการเงินตัวนึงเช่นกัน ต้องมีการแถลงให้หมดว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง
แค่คิดว่าจากเดิมเค้าใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อใช้จ่าย แต่วันนึงจะมาใช้สกุลเงินที่ผูกกับทั่วโลกขึ้นมา ยังไงก็ต้องมีความเสี่ยงในการถือเงินตราสกุลอื่น ๆ ด้วยอย่างแน่นอน ผู้บริโภคต้องรับรู้ความเสี่ยงอย่างจริงจังด้วย นั่นแปลว่าทาง Facebook ต้องแถลงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดก่อนด้วย
ลิบรา ไม่สามารถเริ่มต้นทำไปแล้วพอเกิดปัญหาก็ค่อยแก้ไขเอาแบบนั้นทำไม่ได้ เพราะผลกระทบกับประชาชนในวงกว้างเป็นสิ่งที่ต้องไปทำการบ้านมาเพิ่มเติม ต้องมีเอกสารชี้แจ้งอย่างชัดเจน และทำเอกสารให้เป็นสาธารณะด้วย
2. ETF (Exchange Traded Fund)
อีกประเด็นนึงที่พี่ทุยคิดไม่ถึงเหมือนกันว่า ลิบรา ดู ๆ ไปแล้วก็เหมือนกัน ETF เพราะถือว่าเป็น Crypto Currency ตัวนึง ที่มีการผูกกับสกุลเงินทั่วโลก แปลว่าเป็นสินทรัพย์ตัวนึงที่ผูกค่ากับสินทรัพย์อื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งก็คือความหมายของ ETF และถ้าถูกประเมินแล้วว่า ลิบรา คือ ETF หมายความว่าจะต้องจดทะเบียนหลักทรัพย์และปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเป็น ETF ด้วย บอกเลยว่าประเด็นนี้ถ้าโดนจริงคือหนักมาก (ฮ่า)
3. คู่แข่งธนาคาร
การรวมเงินคนทั้งโลกและสามารถให้คนทั้งโลกถอน จ่าย โอนไปยังที่อื่น ๆ ได้เท่ากับว่า ลิบรากำลังทำตัวเป็นธนาคาร แต่ในประเด็นนี้ที่สนใจก็คือ David Marcus ได้ตอบกลับว่า ลิบราเกี่ยวข้องกับกระบวนการจ่ายเงินเท่านั้น ไม่ได้เป็นธนาคาร
อันนี้พี่ทุยขึ้นอยู่กับการตีความแล้วล่ะ ถามว่าเหมือนมั้ยก็เหมือนนะ อาจจะมองว่าเป็น Digital Banking อีกตัวนึงได้เหมือนกัน
4. ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
ประเด็นนี้ร้อนแรงและตรงประเด็นมาก การเกิดขึ้นของ ลิบรา จะกลายตัวกลางใหม่ แน่นอนว่าจะต้องได้ข้อมูลต่าง ๆ ไปอีกมากมาย แล้วข้อมูลนั้นสามารถพัฒนาให้กับไปยิง Ads ของ Facebook ได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งหมายถึง ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานจะยิ่งน้อยลงไปอีก
ประเด็นนี้ David Marcus ตอบกลับทันทีว่าไม่มีการเอาข้อมูลไปใช้แน่นอน แต่สมาชิกวุฒิก็สวนทันทีว่าเค้าไม่มีทางเชื่อได้เลยว่าในเมื่อ Facebook ลงทุนทำไปไม่รู้กี่สิบล้าน กี่ร้อยล้านดอลลาร์แล้ว จะมาบอกว่า Facebook จะไม่เอาสิ่งเหล่านี้ไปหาผลประโยชน์ ในเมื่อคุณไม่ใช่องค์กรการกุศล คุณจะไม่ถอนทุนที่คุณลงทุนไปแบบนั้นนะเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก
5. ความสามารถในการควบคุมปริมาณเงิน
อันนี้เป็นที่รู้กันว่า โดยทั่วไปทุกประเทศมีหน่วยงานที่ชื่อว่า “ธนาคารกลาง” ที่เอาไว้ควบคุมระบบเศรษฐกิจในมีเสถียรภาพ ผ่านนโยบายการเงินต่าง ๆ ที่สามารถใช้ได้ ลิบราจะควบคุมเสถียรภาพตรงนั้นได้อย่างไร แล้วถ้า Ecosystem ของลิบราถูกผลักดันให้มาเป็นระบบหลักอีกตัวนึง การใช้นโยบายการเงินของธนาคารกลางจะไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไปจะทำอย่างไร ?
โดยสรุปแล้วส่วนตัวพี่ทุยคิดว่า Libra (ลิบรา) เกิดยากเหมือนกันนะ เพราะเอาตรง ๆ แล้ว ถ้าเกิดขึ้นมาจริงจะเกิดการทับซ้อนของผลประโยชน์หลาย ๆ ฝ่ายเลย โดยเฉพาะธนาคารกลาง โดนกันทุกประเทศที่เล่น Facebook เลย คิดง่าย ๆ แค่ว่า Shopee Lazada พวกนี้เข้ามาทุ่มตลาด ผู้เล่นเดิม ๆ ที่อยู่ในตลาดยังจะตายกันเลย ถ้า Facebook รวมกับผู้ก่อตั้งอื่น ๆ ที่เป็นบริษัทระดับโลกมาทุ่มตลาดมีสะเทือนทั้งโลกแน่นอนเพราะฐาน User เค้าใหญ่มากจริง ๆ
Comment