Buy Now Pay Later หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” คืออะไร - เเล้วมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง ?

Buy Now Pay Later หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” คืออะไร – เเล้วมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Buy Now Pay Later หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” เป็นรูปแบบการชำระเงินที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น SPaylater ของ Shopee
  • BNPL คล้ายกับบัตรเครดิตคือ มีการผ่อนชำระเป็นงวด โดยระหว่างผ่อนชำระไม่หมดนั้น ผู้ซื้อสามารถนำสินค้าและบริการมาใช้ได้เลยไม่ต้องรอให้ผ่อนหมด ซึ่งส่วนมากจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ 0% 
  • การชำระเงินรูปแบบนี้ได้รับความนิยมในหมู่มิลเลนเนียล และ Gen Z ที่มองว่าการทำเครดิตการ์ดเป็นเรื่องยุ่งยาก ใช้เวลาอนุมัตินาน และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมแลกเข้า 
  • แต่การชำระเงินในรูปแบบดังกล่าวกำลังเริ่มเป็นที่สนใจของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ในอังกฤษที่ออกกฎมารองรับแล้ว หลังพบว่า 30% ของชาวอังกฤษที่ใช้ BNPL ประสบปัญหาไม่มากก็น้อยในการชำระหนี้คืน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

พี่ทุยคิดว่าหลายคนคงรู้สึกว่าการสมัครเครดิตนั้นช่างแสนจะยุ่งยาก กว่าจะอนุมัติก็นาน แถมยังต้องมาตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ให้ช้ำใจเล่น ๆ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ต้อง้อบัตรเครดิตอย่างเดียวแล้ว เพราะเรามี Buy Now Pay Later (BNPL)

เจ้าบริการ BNPL เป็นบริการที่กำลังมาแรงอย่างมากในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น SPaylater ของ Shopee หรือ Pay Next ของ True Money Wallet แปลเป็นไทยง่าย ๆ ก็คือ “ซื้อก่อนแล้วค่อยจ่ายทีหลัง” ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถซื้อของราคาหลายหมื่นได้แบบ “ผ่อนชำระ” ซึ่งบางครั้งก็ไม่มีดอกเบี้ยเสียด้วยซ้ำ

Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” คืออะไร

การชำระเงินแบบ BNPL ก็คล้ายกับบัตรเครดิต คือ ซื้อมาก่อน แล้วจ่ายเงินชำระเป็นงวด ๆ โดยระหว่างที่ยังจ่ายเงินไม่ครบนั้น ผู้ซื้อก็สามารถนำสินค้าและบริการไปใช้ก่อนได้เลยไม่ต้องรอ ซึ่งส่วนมากการบริการของ BNPL จะไม่มีดอกเบี้ยด้วย

เช่น พี่ทุยซื้อพัดลมจากยี่ห้อ A ในราคา 12,000 บาท ซึ่งแบรนด์ A ทำโปรโมชั่นผ่อน 0% กับทาง SPaylater ของ Shopee พี่ทุยชำระ 6 เดือน ก็จ่ายไปงวดละ 3,000 บาท ขณะที่พัดลมแบรนด์ B สามารถผ่อนชำระได้ แต่อาจมีดอกเบี้ย ซึ่งทาง Shopee กำหนดว่าจะไม่เกิน 15% ต่อปี 

และแน่นอนว่ามีอัตราดอกเบี้ยสำหรับการชำระเงินไม่ตรงงวดด้วย 

จุดเด่นของ BNPL ที่แตกต่างจากบัตรเครดิตคือ ผู้ให้บริการอนุมัติรวดเร็วฉับไว ปุ๊บปั๊บก็ได้วงเงินมาใช้แล้ว เช่น SPaylater ที่ขอแค่ชื่อเบอร์โทรผู้ติดต่อได้และการยืนยันใบหน้าเท่านั้น ก็อนุมัติได้ทันทีหลังกดสมัครโดยไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าเหมือนบัตรเครดิต หรือทาง Atome แพลทฟอร์มชำระเงินแบบ BNPL ก็ขอแค่มีบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเท่านั้น ก็สามารถผ่อนชำระ 0% 3 งวดได้ง่าย ๆ

วงเงินที่ลูกค้าจะได้ในการชำระเงินแบบ BNPL ส่วนใหญ่แล้วมาจากการคำนวณของ Machine Learning ที่ดูประวัติการชำระเงินและประวัติการชอปปิง ก่อนคำนวณออกมาเป็นวงเงินที่ลูกค้าได้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ทำ BNPL ของตัวเอง เพราะต่างมีข้อมูลการชอปปิงของลูกค้าไว้อยู่แล้ว 

เนื่องจากผู้ให้บริการ BNPL ไม่เก็บเงินกับผู้ซื้อเพราะส่วนมากจะให้ดอกเบี้ย 0% ทางผู้ให้บริการ BNPL จึงหันไปเก็บเงินกับผู้ขายแทน เช่น ใน Shopee ก็มีค่าธรรมเนียมในการขาย 3-5% ของราคาสินค้า บวกกับค่าธรรมเนียมในการใช้ SPaylater ที่เริ่มต้นที่ 3% ของราคาสินค้าด้วย 

ใครคือกลุ่มลูกค้าของ Buy Now Pay Later (BNPL) ?

ผลสำรวจเมื่อปี 2021 จากเว็บไซต์ emarketer พบว่า 73.2% ของผู้ใช้ BNPL ชาวสหรัฐฯ เป็นกลุ่มมิลเลนเนียลหรือ GenZ เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องการความยืดหยุ่นทางการเงินสูง สมัครไม่ยุ่งยาก ขณะที่ตัวเองมีเครดิตจำกัดไม่พอที่จะได้ผ่อนบัตรเครดิต 0% จากทางธนาคาร เมื่อซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ที่มีราคาราคาสูง  

สำหรับไทย แม้จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยจะพบว่าในเดือน เม.ย. 2022 ที่ผ่านมา ไทยมีเครดิตการ์ดมากถึง 24 ล้านใบอยู่ในประเทศ ทั้ง ๆ ที่ในปี 2017 ทางแบงก์ชาติก็ออกมาคุ้มเข้มการออกเครดิตการ์ด เพราะจำนวนเครดิตการ์ดในประเทศที่มีราว 20 ล้านใบนั้น มีคนถืออยู่แค่ 6 ล้านคนเท่านั้นเอง เท่ากับว่าถือคนละ 3 ใบกว่า ๆ เลยทีเดียว 

ResearchAndMarkets.com คำนวณไว้ว่า การชำระเงินในรูปแบบ BNPL ของไทยจะเติบโตขึ้นถึง 92.1% ในปี 2022 นี้ และมีมูลค่าสูงถึง 1,715 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท

“ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” มีข้อเสียไหม ?

เนื่องจากความฮอทฮิตของ BNPL โดยเฉพาะในต่างประเทศ ได้รับความนิยมอย่างมาก จนแม้กระทั่ง Apple ยังประกาศจะทำ BNPL กับเขาด้วย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนาหูจากบรรดาผู้มีอำนาจตรากฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแล 

เพราะการที่ BNPL เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังการใช้จ่ายจำกัดจนแบงก์ไม่ออกเครดิตการ์ดให้หรือแบงก์ไม่ให้ผ่อน 0% นั่นหมายความว่ากำลังเล่นกับกลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ โดยนอกเหนือจากเรื่องความกังวลในการก่อหนี้ของคนรุ่นใหม่แล้ว บางส่วนยังกังวลว่า Machine Learning อาจไม่แม่นพอที่จะคำนวณการปล่อยกู้ให้กับลูกค้า

ในอังกฤษ ผลสำรวจเดือน มิ.ย. 2022 ของธนาคาร Barclays และ StepChange มูลนิธิที่ให้คำปรึกษาเรื่องหนี้ พบว่า 30% ของชาวอังกฤษที่ใช้ BNPL พบว่าหนี้ที่ก่อจากการใช้ BNPL ยากจะชำระที่หลัง 

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หน่วยงานในอังกฤษจะตื่นตัวในเรื่องนี้ จนรัฐบาลอังกฤษต้องออกมากำหนดกรอบสำหรับ BNPL เช่น การบังคับให้ผู้ให้บริการ BNPL ต้องตรวจสอบลูกค้าก่อนว่ามีความสามารถชำระหนี้พอไหม และต้องมาขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลก่อนถึงจะปล่อยกู้แบบ BNPL ได้ รวมถึงออกกฎไม่ให้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้เข้าใจผิด เป็นต้น 

พี่ทุยเชื่อว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ ของไทยเอง ก็กำลังจับตาดูการเติบโตของ BNPL เพราะนอกเหนือจากปัญหาหนี้ครัวเรือนจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติที่ยากจะแก้แล้ว หน่วยงานกำกับดูแลไม่เคยพลาดที่จะเข้ามาควบคุมอะไรที่เริ่มใหญ่จนเกินไป 

แต่ตอนนี้พี่ทุยขอตัวไปจ่ายค่างวดปัจจุบันก่อน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: