อะไรจะแพงขึ้นบ้าง - เมื่อ “ชิปปรับขึ้นราคา” มากกว่า 20% ?

อะไรจะแพงขึ้นบ้าง – เมื่อ 3 ผู้ผลิตชิปปรับขึ้นราคามากกว่า 20% ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ผู้ผลิตชิปทยอยประกาศขึ้นราคาชิปกันถ้วนหน้า ทั้ง TSMC, Samsung และ Intel โดยชิปบางรายการอาจจะขึ้นราคามากกว่า 20%
  • การขึ้นราคาชิปอาจจะมีผลกระทบมาถึงผู้บริโภคในที่สุด เพราะชิปเป็นสิ่งจำเป็นที่อยู่ในอุปกรณ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รถยนต์ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะขยับราคาขึ้นได้ในอนาคต
  • เหตุผลที่ทำให้ชิปต้องขึ้นราคา ส่วนสำคัญมาจากต้นทุนวัตถุดิบพุ่งหลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะ 2 ประเทศนี้เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ผลิตชิป

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ปัญหาต่อเนื่องจากปี 2021 ก็คือ “ชิปขาดแคลน” แต่ปี 2022 นี้ปัญหาชิปนั้นเปลี่ยนไป เพราะชิปไม่หาย ไม่ขาดแคลน แต่ความท้าทายใหม่ที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ผู้ผลิตรถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องเจอก็คือ “ชิปปรับขึ้นราคา” เพราะบรรดาผู้ผลิตชิปต่างก็ประกาศขึ้นราคาชิปกันถ้วนหน้า

ชิปปรับขึ้นราคา ปี 2022 – 2023

อะไรจะแพงขึ้นบ้าง - เมื่อ 3 ผู้ผลิตชิปปรับขึ้นราคามากกว่า 20% ?

ชิปปรับขึ้นราคา มีผลกับเรายังไง

พอเห็นชิปขึ้นราคาแบบนี้แล้ว บางคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน

พี่ทุยก็ต้องบอกว่า “เกี่ยวเต็ม ๆ” เพราะถึงแม้ผู้บริโภคอย่างเราจะไม่ได้ซื้อชิปมาใช้โดยตรง แต่การขึ้นราคาครั้งนี้ก็จะมีผลกระทบกับเราในที่สุด เพราะ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ชิป เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เล็ก ๆ ที่อยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราซื้อมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ชิปทำให้เราเปิดใช้งานระบบและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำงาน การสื่อสาร การเดินทาง กิจกรรมบันเทิง การควบคุมพลังงาน การรักษาโรค การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ และอื่น ๆ ได้ ดังนั้นถ้าชิปขึ้นราคา ก็มีความเป็นไปได้ที่อุปกรณ์ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้ชิปจะขยับขึ้นราคาไปด้วย อย่างเช่น เราอาจจะต้องซื้อไอโฟนราคาที่แพงขึ้นไปอีกในอนาคต หรือถ้าเราจะซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่ในปี 2023 ราคาก็อาจจะอัปขึ้นมาแรงกว่าปี 2022 เป็นต้น

ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ชิป

  • สมาร์ทโฟน
  • คอมพิวเตอร์
  • Wi-Fi
  • รถยนต์
  • อุปกรณ์การแพทย์
  • ดาต้า เซ็นเตอร์

ปัจจัยที่ทำให้ชิปขึ้นราคา

คราวนี้พอมาดูว่า ทำไมชิปถึงต้องขึ้นราคาเยอะขนาดนี้ พี่ทุยก็ไปค้นข้อมูลมา พบว่า หลัก ๆ แล้ว มาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ขยับขึ้นแรง หลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

อย่างเช่น 70% ของก๊าซนีออนเกรดมาจากยูเครน ซึ่งก๊าซนี้เป็นสารเคมีที่ใช้ในเลเซอร์สำหรับผลิตชิป หรืออย่าง แพลเลเดียม ซึ่งเป็นแร่ที่สำคัญที่สหรัฐฯ นำมาใช้ผลิตชิปความจำและเซนเซอร์ หลักๆ ก็มาจากรัสเซียถึง 35%

เมื่อหัวใจของวัตถุดิบอยู่ในเขตที่มีการสู้รบกันอยู่ ก็แน่นอนว่า ของหายากขึ้น ราคาก็เลยปรับขึ้นมามาก ถ้าเราไปดูจากกราฟดัชนีราคาเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โดยรวม ก็จะเห็นภาพมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางราคาชิป

อ่านเพิ่ม

พี่ทุยพบว่า แนวโน้มราคาชิปเคยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปีแล้ว เพราะผู้ผลิตก็พยายามผลิตชิปที่มีความสามารถสูงขึ้น ด้วยราคาที่ถูกลง เพื่อให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ และมีโอกาสได้รับเลือกจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการชิปมากขึ้น

ราคาชิปนั้น เป็นขาลงแรง ๆ ในช่วงที่เคยเกิดเศรษฐกิจถดถอยปี 2008 เพราะความต้องการใช้คอมพิวเตอร์ของผู้บริโภคในช่วงนั้นหดหายไป ดังนั้นชิป ที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตคอมพิวเตอร์ ก็มีความต้องการใช้น้อยลงไปด้วย

ขณะที่ในปี 2019 ชิปราคาร่วงลง เพราะผู้ผลิตชิป มีการผลิตออกมามากจนทำให้ระดับสินค้าคงคลังสูง ซึ่งก็เป็นไปตามหลักความต้องการซื้อและขาย พอมีสินค้าพร้อมขายอยู่มาก แต่ความต้องการซื้อของลูกค้าไม่ได้เพิ่มขึ้น ราคาชิปในช่วงนั้นก็ยังตกลงอยู่ 

ในปี 2020 ราคาชิปก็ยังตกลงเช่นกัน เพราะปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ชั้นนำลดการสั่งซื้อชิปมาใช้ผลิต เพราะความต้องการรถยนต์หายไป แต่ในช่วงท้ายปีที่สถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น ความต้องการรถยนต์กลับมามากเกินความคาดหมาย เช่นเดียวกับความต้องการอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ชิป

เมื่อชิปเพิ่งลดกำลังการผลิตไป เพราะความต้องการลดลง แล้วอยู่ ๆ ความต้องการก็กลับมารวดเร็ว ก็เลยเกิดปรากฎการณ์ชิปขาดแคลนตามมาในปี 2021 และเป็นที่มา ทำให้ราคาชิปกลับมาสู่วงจรขาขึ้นอีกครั้งในปี 2022 เมื่อบวกด้วยแรงเสริมจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งขึ้นหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เลยทำให้การขึ้นราคาชิปในรอบนี้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง

อ่านเพิ่ม

สรุปสถานการณ์ชิปโลก

อะไรจะแพงขึ้นบ้าง - เมื่อ 3 ผู้ผลิตชิปปรับขึ้นราคามากกว่า 20% ?

โดยรวมแล้ว พี่ทุยคิดว่า มีสิทธิที่ราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ใช้ชิปจะขยับขึ้นราคาขาย ซึ่งก็ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราต้องเตรียมซื้อของแพงขึ้น

แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของหลายประเทศก็ยังไม่มีความแนน่นอนหลังเงินเฟ้อพุ่งขึ้นแรง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกก็จับจ้องอยู่ว่าจะเดินสู่วงจรเศรษฐกิจถดถอยรึเปล่า ดังนั้นก็อาจจะเป็นอีกตัวแปรที่ทำให้ราคาสินค้าขยับขึ้นได้ไม่มาก เพราะถ้าเกิดเศรษฐกิจถดถอยจริง ก็จะไปส่งผลกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย การซื้อของลงนั่นเอง

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: