รวมเหตุการณ์ หุ้นกู้เบี้ยวหนี้ ปี 2566

มหากาพย์ หุ้นกู้เบี้ยวหนี้ ปี 2566 ทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 3 ก.ย. 2566 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระรวมมูลค่ามากกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท มีทั้งผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคงค้างหลาย ๆ รุ่น ผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วน และผิดนัดชำระเฉพาะดอกเบี้ย รวมถึงมีบริษัทที่ผิดนัดแต่เจรจาเปลี่ยนเงื่อนไขชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้แล้ว 
  • JKN คือบริษัทล่าสุดที่เพิ่งผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วน เนื่องจากการบริหารจัดการสภาพคล่องไม่เป็นไปที่วางแผนไว้ โดยจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ภายใน 29 ก.ย. นี้ เพื่อขอผ่อนผันเพื่อไม่ให้เหตุผิดนัดนี้กลายเป็น Call Default
  • มูลค่าคงค้างหุ้นกู้ทั้งหมดที่มีปัญหา ณ วันที่ 5 ก.ค. มีทั้งสิ้น 3.7 หมื่นล้านบาทแล้ว ในจำนวนนี้เป็น การผิดนัดชำระหนี้ 2.36 หมื่นล้านบาท และหนี้ที่เข้าสู่การปรับปรุงโครงสร้าง 1.34 หมื่นล้านบาท
  • ถ้าตกอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ที่ถูกผิดนัดชำระหนี้แล้ว ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้จะมาทำหน้าที่แทนเราในการเรียกชำระหนี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เข้าสู่เดือนที่ 9 ของปี 2566 แล้ว เรียกว่าเป็นปีที่ไม่ดีเลยสำหรับหุ้นกู้ของบริษัทที่ไม่แข็งแรงจริง หุ้นกู้ในต่างประเทศที่มีข่าวการผิดนัดชำระหนี้ (default) ออกมาให้เห็นเป็นระยะ รวมถึงหุ้นกู้ไทย เพราะมีข่าว หุ้นกู้เบี้ยวหนี้ ออกมาติด ๆ กันหลายตัว แถมมีเจ้าใหญ่ชื่อดังของตลาดอีกต่างหาก

วันนี้พี่ทุยก็เลยอยากจะชวนมาอัปเดตว่า ผ่านมาจนถึงเวลานี้ มีหุ้นกู้ในไทย ที่ผิดนัดชำระหนี้กี่ตัวแล้ว อะไรบ้าง และถ้าเราไม่อยากเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่โดนเบี้ยวหนี้ มีหนทางไหนช่วยได้บ้าง หรือถ้าโดนผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ไปแล้ว ต้องทำยังไง วันนี้พี่ทุยจะมาสรุปให้ฟัง

หุ้นกู้เบี้ยวหนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 3 ก.ย. 2566 

สรุป หุ้นกู้เบี้ยวหนี้ 2023 ทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท

ถ้ารวมยอดการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเหล่านี้ โดยตัดยอดของบริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO ที่ล่าสุดสามารถเจรจายกเลิก Call default ได้แล้ว รวมทั้งเปลี่ยนเงื่อนไขในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ จะพบว่า ยอดการผิดนัดชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวม เฉพาะของปี 2566 อยู่ที่ 12,202.8 ล้านบาท โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ ได้แก่ ขาดสภาพคล่องและไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมการผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมดในปี 2566 โดยรวมบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนหน้านี้แล้วยังไม่ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ด้วย จะมียอดผิดนัดชำระหนี้รวม 7 บริษัท รวมหุ้นกู้ 23 รุ่น มูลค่าหุ้นกู้รวมกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท

สรุปการผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วนของ JKN 

สำหรับกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ก็คือ กรณีของ ​JKN​ โดยเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 บริษัทแจ้งข่าวกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า จะมีการชำระหนี้บางส่วนของหุ้นกู้ JKN239A ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 1 ก.ย.  2566 พร้อมกับจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ JKN239A ด้วยรายละเอียด ดังนี้

เหตุผลที่ไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ในวันครบกำหนดไถ่ถอน

  • บริหารจัดการสภาพคล่องไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้
  • การเจรจากับผู้ร่วมทุนไม่เป็นไปตามที่บริษัทคาดหวัง ข้อสรุปเป็นไปในทางลบในช่วงใกล้วันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้รุ่น JKN239A

จำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดที่ต้องชำระ 609.98 ล้านบาท

จำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วนที่ชำระ 158.03 ล้านบาท 

คงเหลือยอดค้างชำระ 451.95 ล้านบาท 

การดำเนินการหลังจากนี้

  • จัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้รุ่น JKN239A ภายในวันที่ 29 ก.ย. 2566 เพื่อพิจารณาอนุมัติแผนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดสิทธิ แก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการขอผ่อนผันให้การผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิและไม่เรียกชำระหนี้ตามหุ้นกู้โดยพลัน (Call Default) 

สรุปภาพรวมตลาดตราสารหนี้ครึ่งปีแรก

คราวนี้ลองมาดูตลาดตราสารหนี้โดยรวมกันดีกว่า โดยถ้าดูข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ที่ออกมา เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2566 ซึ่ง ณ เวลานั้น ยังไม่มีกรณีการผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วนของ JKN รวมทั้งยังไม่มีกรณีของบริษัท เดซติเนชั่น รีสอร์ส

พบว่า มูลค่าคงค้างรวมของหุ้นกู้ที่มีปัญหา อยู่ที่ 37,018 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ จาก 6 บริษัท รวม 23,623 ล้านบาท ส่วนอีกจาก 14 บริษัท รวม 13,355 ล้านบาท เป็นยอดที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ 

มูลค่าคงค้างรวมของหุ้นกู้ที่มีปัญหานี้เพิ่มขึ้นมา 1.57 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด ณ สิ้นปี 2562 ที่มูลค่าคงค้างหุ้นกู้ที่มีปัญหารวมอยู่ที่ 14,401 ล้านบาท แบ่งเป็น ยอดผิดนัดชำระหนี้ 12,874 ล้านบาท และยอดหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้าง 1,527 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับ มูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ ต่อมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมกันอยู่ที่ 4.87 ล้านล้านบาทแล้ว ก็ยังถือว่ามีสัดส่วนที่น้อยมาก ประมาณ 0.48% เท่านั้น 

สรุปมูลค่าคงค้างหุ้นกู้รวมครึ่งแรกปี 2566 แบ่งตามอันดับเครดิต

สรุปมูลค่าคงค้างหุ้นกู้รวมครึ่งแรกปี 2566

5 กลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าคงค้างหุ้นกู้สูงที่สุด ครึ่งแรกปี 2566

  1. พลังงาน 904,000 ล้านบาท 19.9%
  2. อสังหาริมทรัพย์ 515,000 ล้านบาท 11.3%
  3. การเงิน(ไม่รวมธนาคาร) 505,000 ล้านบาท 11%
  4. สื่อสาร 430,000 ล้านบาท 9.5%
  5. เทคโนโลยีสารสนเทศ 406,000 ล้านบาท 9%

จำนวนหุ้นกู้ออกใหม่ครึ่งแรกปี 2565 มูลค่ารวม 617,664 ล้านบาท 49% ของมูลค่าการออกทั้งปี 2565 

5 กลุ่ม ที่ออกหุ้นกู้มากที่สุด ครึ่งแรกปี 2566​ 

  1. การเงิน 123,400 ล้านบาท
  2. พลังงาน 107,797 ล้านบาท
  3. ธนาคาร 90,529 ล้านบาท
  4. อสังหาริมทรัพย์ 86,888 ล้านบาท
  5. สื่อสาร 48,992 ล้านบาท

หุ้นกู้เบี้ยวหนี้ ผู้ถือหุ้นกู้ต้องทำยังไง

ถึงแม้ว่า ดูข้อมูลตลาดตราสารหนี้โดยรวมแล้ว เบาใจได้ว่า หุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระยังมีสัดส่วนน้อยนิดมาก ๆ เมื่อเทียบกับหุ้นกู้โดยรวมที่ออกมา แต่ถ้าเราเป็นผู้โชคดีที่ดันถือหุ้นกู้ผิดนัดชำระพอดีล่ะ ต้องทำยังไง

พี่ทุยขอสรุปคำแนะนำจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  ดังนี้ 

ในขั้นตอนต่อไป ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นกู้แต่ละรุ่น เรียกร้องให้ผู้ออกหุ้นกู้ชำระหนี้ บังคับหลักประกัน และเรียกร้องค่าเสียหายให้ผู้ถือหุ้นกู้ เรียกง่าย ๆ ก็คือ เป็นตัวแทนทวงหนี้ให้พวกเรา นอกจากนี้ก็ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้ข้อมูลกับผู้ลงทุนด้วย

ทั้งนี้ ระหว่างที่ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ทำหน้าที่ อาจมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อขออนุมัติการดำเนินการต่างๆ เช่น ขอให้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ ฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ หรือบังคับหลักประกัน ซึ่งถ้ามีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เมื่อไหร่ ผู้ถือหุ้นกู้ควรใช้สิทธิเข้าร่วมประชุม เพื่อรักษาผลประโยชน์ พร้อมซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ กับผู้ออกหุ้นกู้ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ให้รอบคอบก่อนลงมติ

ใครคือ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้

ในประเด็นนี้ พี่ทุยแนะนำว่า เราสามารถเรียกดูรายชื่อของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ได้จากสรุปข้อมูลสำคัญของตราสาร (factsheet) ส่วนที่เป็น “ลักษณะตราสาร” หรือดูได้ที่หน้าปกของแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ (filing) ซึ่งใครที่ไม่ได้เก็บเอาไว้ตอนซื้อหุ้นกู้ไม่ต้องตกใจ เพราะข้อมูลพวกนี้ เข้าไปค้นหาได้ที่สำนักงาน ก.ล.ต. 

บังคับชำระหนี้แล้ว ใครได้คืนก่อน

สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังจากเรื่องราวเดินไปถึงขั้นบังคับชำระหนี้ คราวนี้ผู้ถือหุ้นกู้ ก็ต้องเตรียมเอกสารหลักฐานการถือครองหุ้นกู้ให้พร้อม เผื่อต้องใช้ในการยืนยันสถานะการเป็นผู้ถือหุ้นกู้ และที่สำคัญคือ ต้องสำรวจด้วยว่า ตัวเองถือหุ้นกู้ประเภทไหนอยู่ เพราะว่า หุ้นกู้แต่ละประเภทมีลำดับในการได้รับชำระหนี้ไม่เหมือนกัน 

โดยลำดับก่อนหลัง ดังนี้ (เรียงลำดับจากก่อนไปหลัง)

  • หุ้นกู้ที่มีหลักประกัน 
  • หุ้นกู้ที่ไม่มีหลักประกัน และไม่ด้อยสิทธิ
  • หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน และด้อยสิทธิ
  • หุ้นบุริมสิทธิ
  • หุ้นสามัญ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่รอเป็นผู้โชคดีก็คงจะดีกว่า ซึ่งถ้าเราอยากลดความเสี่ยงในการถูกผิดนัดชำระหนี้ เวลาซื้อหุ้นกู้ ก็แนะนำให้ เลือกหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง ๆ หน่อย อย่างน้อย ๆ ก็ควรจะเป็นระดับ Investment Grade ขึ้นไป รวมถึงอาจจะเลือกหุ้นกู้ที่มีหลักประกันอยู่ เพื่อที่หากเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยก็สามารถเรียกชำระหนี้จากหลักประกันนั้นได้ 

นอกจากนี้ นักลงทุนอย่างเราก็ควรจะต้องพิจารณาข้อมูลของผู้ออกหุ้นกู้ให้ดี สำรวจดูว่า บริษัทนี้มีประวัติเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรที่ดูน่ากังวลรึเปล่า ซึ่งวิธีดูที่ง่ายที่สุดคือ ดูความเห็นของผู้สอบบัญชีที่รับรองงบการเงินในช่วงที่ผ่านมา 

ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม สแกนความเห็นของผู้สอบบัญชีแล้ว คำตอบออกมาว่า “ไม่มีเงื่อนไข” อันนี้ก็สบายใจได้ระดับหนึ่งว่าลงทุนไปแล้ว ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรไม่คาดคิด บริษัทก็คงจะจ่ายหนี้ได้ปกติ เพราะว่าผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบการเงินดูแล้วถูกต้อง ไม่พบสิ่งผิดปกติ 

แต่ถ้าผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นเป็นแบบอื่น ได้แก่ มีเงื่อนไข เพราะดูแล้วอาจจะสงสัยกับบางรายการในงบการเงิน แต่เห็นว่ายังไม่ได้กระทบกับภาพรวมมาก เราก็ต้องไปดูเหตุผลที่ผู้สอบบัญชีอธิบายมาว่า พบข้อสังเกต หรือเห็นอะไรที่ผิดปกติไป เพราะถ้าอ่านดูแล้วเราก็รู้สึกเอ๊ะ ไปกับผู้สอบบัญชี ก็รอดูไปก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปลงทุนเลยจะดีกว่า

หรือถ้ารับรองว่า งบการเงินไม่ถูกต้อง ซึ่งก็เป็นความเห็นตรง ๆ ตัวคือ งบไม่ถูกต้อง จนอาจจะมีผลกระทบร้ายแรงกับผู้ลงทุน หรือ​ไม่แสดงความเห็น เพราะถูกจำกัดการเข้าถึงข้อมูลบริษัท ทำให้มีข้อมูลไม่เพียงพอจะไปตรวจสอบว่างบการเงินนั้นถูกต้องรึเปล่า​ ถ้าเป็น 2 แบบหลังนี้ ยังไม่ต้องก้าวขาเข้าไปเสี่ยงลงทุนเลย เพราะมีแววเสี่ยงสูงมาก ที่จะผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถ้าจำกันได้ ความเห็นของผู้สอบบัญชีที่มีต่องบการเงินปี 2565 ของ STARK ก็เป็นแบบไม่แสดงความเห็นนี่แหละ

อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่ผ่านมา ก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า รอพึ่งพาความเห็นผู้สอบบัญชีอย่างเดียวก็อาจจะยังไม่พอ เพราะกว่าผู้สอบบัญชีจะพบอะไรน่าสงสัย ผู้ออกหุ้นกู้ก็อาจจะตกแต่งงบได้เนียนมากในระดับที่ทำให้เราโดนต้มแบบไม่รู้ตัวแล้ว ดังนั้น ถ้าเราสามารถวิเคราะห์งบการเงินได้เอง ไม่ว่าจะเป็นงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด คำนวณอัตราส่วนทางการเงินเป็น ก็จะทำให้เรา มีโอกาสติดกับดักได้น้อยลงไปอีก 

พี่ทุยต้องบอกว่า ในภาวะที่ดอกเบี้ยสูงแบบนี้ ผู้ลงทุนหุ้นกู้ไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง เพราะท่ามกลางดอกเบี้ยที่สูง ทำให้ต้นทุนการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้นก็อาจจะทำให้บางบริษัทที่ตั้งใจจะออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อมาชำระคืนหนี้เก่า ออกหุ้นกู้ไม่ไหว เพราะดอกเบี้ยแพงเกินกว่าจะรับได้ 

ทั้งนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย​คาดการณ์ไว้แล้วว่า เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 2.25% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คาดว่าจะปรับขึ้นไปเป็น 5.50-5.75% ภายในสิ้นปีนี้ ก่อนจะปรับตัวลงเหลือ 4.25-4.50% ในปี 2567 ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ คาดว่าจะทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ (Bond yield) ของไทย อายุ 5 ปี และ 10 ปี ขยับขึ้นอีก 0.10-0.15% ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ 

ขณะที่ ถ้าดูต้นทุนกู้ยืมของหุ้นกู้อายุ 5 ปี ว่า มีการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ก็จะพบว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกช่วงเรทติ้ง อย่างเช่น ระดับ AAA +0.30% ระดับAA+0.22% ระดับ A +0.33% ระดับ BBB+ +19% และ ระดับ BBB +0.30%

ต้นทุนกู้ยืมของหุ้นกู้อายุ 5 ปี

ฉะนั้นถ้าเห็นหุ้นกู้เสนออัตราผลตอบแทนให้สูง ๆ เสนอขายในตลาด ก็อย่าเพิ่งกระโดดเข้าไปคว้าในทันที แต่ให้ลองตั้งสติ พิจารณาความน่าเชื่อถือและประวัติของผู้ออกหุ้นกู้รายนั้นให้ดีเสียก่อน เพราะว่า ถ้าบริษัทมีความน่าเชื่อถือมากพอ ก็คงจะไม่ต้องเสนออัตราดอกเบี้ยสูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับผู้ออกหุ้นกู้รายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน 

สุดท้ายนี้ ถ้าเราไม่มั่นใจว่า เราจะตาดีได้หรือตาร้ายเสียเวลาเลือกหุ้นกู้ อีกวิธีหนึ่งที่พี่ทุยคิดว่าพอจะช่วยลดความเสี่ยงลงมาได้ แถมยังเหมาะกับคนที่มีเงินลงทุนไม่สูงด้วยก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ เพราะกองทุนรวมระดมเงินลงทุนมาจากผู้ลงทุนหลาย ๆ คน ดังนั้นก็จะมีเงินจำนวนมากพอ ไปกระจายลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทหลาย ๆ แห่ง หลายระดับเรทติ้ง รวมถึงอาจจะกระจายเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ของภาครัฐด้วยบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง 

ฉะนั้น ถ้าบังเอิญโชคร้ายลงทุนในบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา อย่างน้อยสัดส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจำนวนเงินลงทุนโดยรวม ก็ยังมีจำนวนที่น้อยมาก ๆ เพราะได้กระจายการลงทุนมากเพียงพอแล้ว แต่ถ้ายังยืนยันจะลงทุนหุ้นกู้เอง ขอเป็นคนเลือกเอง ก็ขอเอาใจช่วย เลือกให้ดี คิดให้ถี่ถ้วน มองที่ความน่าเชื่อถือของบริษัท ตัวเลขการเงินของบริษัท มากกว่าสนใจที่ผลตอบแทน เพื่อที่จะมีโอกาสเจอหุ้นกู้ดี ๆ มากกว่าจะกลายเป็นผู้โชคดีเจอหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile