วิเคราะห์ วิธีโกงงบการเงิน หุ้น STARK

วิเคราะห์ วิธีโกงงบการเงิน หุ้น STARK

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • STARK รายงานงบการเงินปี 2565 ขาดทุนสุทธิถึง 6.6 พันล้านบาท แถมยังแก้ไขงบการเงินปี 2564 จากเดิมเคยรายงานไว้ว่ากำไรสุทธิ 2.7 พันล้านบาท กลายเป็นขาดทุนสุทธิ 5.9 พันล้านบาท 
  • ในงบการเงินปี 2565 ชี้ว่า พบความผิดปกติหลายจุดในรายการปี 2564 ทั้งด้านรายได้ สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้ และรายจ่าย
  • การตกแต่งบัญชี ถือเป็นการโกงที่สร้างความเสียหายสูงให้กับองค์กร ทำให้เกิดค่าใช้จ่าย 593,000 ดอลลาร์ต่อกรณี 
  • สิ่งแรกที่นักลงทุนควรดูในงบการเงิน คือ ความเห็นของผู้สอบบัญชี ที่จะส่งสัญญาณบอกเราได้ว่า งบการเงินนี้มีกลิ่นไม่ดีโชยมาหรือไม่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

นาทีนี้ไม่มีข่าวหุ้นไหนจะมาแรงกว่าหุ้น STARK ที่ไม่ใช่แค่ราคาร่วงหรืออะไร แต่เรื่องมันแดงว่ามีการตกแต่งบัญชี ทำให้ข้อมูลกำไรบริษัทที่ตลาดเคยรับรู้กลายเป็นของปลอม! วันนี้พี่ทุยจึงอยากพาไปวิเคราะห์ วิธีโกงงบการเงิน หรือ Financial Statement Fraud ว่าเขาปั้นแต่งงบกันยังไง เราจะระวังหรือมีจุดสังเกตอย่างไรได้บ้าง ไปฟังกัน

สรุปความผิดปกติของหุ้น STARK

หลังจากเลื่อนส่งงบการเงินปี 2565 มารอบแล้วรอบเล่า ในที่สุด บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)่ หรือ STARK ก็เผยแพร่งบการเงินปี 2565 ออกมาได้ซะที เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2566 ซึ่งก็ทำเอานักลงทุนอึ้งกันทั้งบาง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสถาบันหรือรายย่อย เมื่อผลออกมาว่าขาดทุนย่อยยับ -6,612.13 ล้านบาท 

ที่เด็ดไปกว่านั้น คือ แจ้งแก้ไขงบการเงินปี 2564 ด้วย จากกำไรสุทธิ กลายเป็น ขาดสุทธิ แถมงานนี้ผู้สอบบัญชียังระบุในหมายเหตุงบการเงินด้วยว่า “ไม่แสดงความเห็นและมีข้อสังเกต/เรื่องอื่น” 

ถ้าสรุปเรียกง่าย ๆ ภาษาบ้าน ๆ คือ “โกงงบการเงิน ตกแต่งบัญชีนั่นแหละ” ซึ่งงานนี้ผู้ลงทุนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถือหุ้นหรือหุ้นกู้ ได้รับผลกระทบกันไปเต็ม ๆ และกรณีนี้ ก็น่าจะทำให้นักลงทุนหวาดระแวงไม่น้อยกว่า นี่ฉันจะโดนบริษัทไหนหลอกโชว์งบการเงินสวย ๆ ให้เข้าไปลงทุนอีกรึเปล่า 

สามารถดูงบการเงินฉบับเต็มได้ที่นี่

สาระสำคัญในงบการเงินปี 2565 ของ STARK 

ผู้บริหารชุดใหม่ตรวจพบข้อผิดพลาดหลายประการในงบการเงินปี 2564 ที่แจ้งไว้เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2565 เป็นจำนวนเงินที่เป็นสาระสำคัญ 

รายการในปี 2564 ที่ผิดปกติ ได้แก่ รายได้จากการขายและต้นทุนขาย รายได้การให้บริการและต้นทุนให้บริการ สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้และค่าเผื่อขาดทุนด้านเครดิต และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

แฉ วิธีโกงงบการเงิน ของหุ้น STARK

ถ้าดูจากข้อมูลนี้ ก็จะพบว่า ตัวเลขทั้งรายได้ ต้นทุน รายการลูกหนี้ ผิดเพี้ยนไปมาก โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่เดิมแจ้งไว้สูงมากกว่าตัวเลขจริงที่แจ้งแก้ไข เกือบ 8 พันล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น ๆ ก็แจ้งเกินไปจากความเป็นจริงที่แสดงงบแก้ไขล่าสุดกว่า 9 พันล้านบาท

เรียกว่างบการเงินปี 2564 เดิมที่ทำออกมา ถ้าเปรียบกับผู้หญิงแต่งหน้า ก็ต้องบอกว่า ใช้แป้งโบ๊ะหน้ามาแบบเนียนกริบ เล่นเอาซะสวยเสมือนสวยธรรมชาติเลย ทั้งยอมจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สร้างรายได้เทียมขึ้นมา แถมยังสร้างลูกหนี้เทียมขึ้นมาอีก

ส่อง งบการเงิน ปี 2564 (แก้ไขแล้ว) และ ปี 2565 ล่าสุด

  • ปี 2564 ขาดทุนสุทธิ 5,965.43 ล้านบาท แก้ไขจากที่เคยแจ้งไว้เดิมว่า กำไรสุทธิ 2,783.10 ล้านบาท
  • ปี 2565 ขาดทุนสุทธิ 6,651.1 ล้านบาท  

เปรียบเทียบข้อมูลงบการเงินปี 2564 ที่แจ้งเมื่อปี 2565 และที่แก้ไขล่าสุดในปี 2566

ที่มา 

ถ้าร้องเป็นเพลง ก็ต้องบอกว่า “อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา” 

  • ปี 2564 และ ปี 2565 กลุ่มบริษัทฯ ขาดทุนจากการดำเนินงาน 4,334 ล้านบาท และ 4,837 ล้านบาท ตามลำดับ เหตุผลสำคัญเพราะต้นทุนวัตถุดิบราคาผันผวน และไม่ถูกส่งผ่านไปยังลูกค้า ปัจจัยสำคัญมาจากสินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าคงคลัง และบริษัทไม่ได้ทำสัญญาลดภาระความผันผวนของราคาวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยง ต่างจากแนวปฏิบัติทั่วไปของธุรกิจผลิตสายไฟฟ้า
  • มีการขาดทุนสุทธิส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในปี 2565 มาจากมีสินค้าสูญหายด้วย
  • กลุ่มบริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบรุนแรงจากการเปิดเผยข้อมูลงบการเงิน และคณะผู้บริหารชุดใหม่ของกลุ่มบริษัทฯ กำลังเร่งร่วมมือเจ้าหนี้สถาบันการเงิน หาทางแก้ปัญหาให้ยังดำเนินธุรกิจต่อเนื่องได้ และกำลังหาสาเหตุที่ต้องขาดทุนอย่างหนัก เพื่อปรับปรุง ควบคุมภายใน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก

ความเห็นของผู้ตรวจสอบบัญชี ต่อบัญชีของ STARK

รายงานของผู้สอบบัญชี (บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด : PwC) เกี่ยวกับ เหตุที่ผู้สอบบัญชี ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน ประจำปี 2565

  • ผู้สอบบัญชีไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการแสดงความเห็นเรื่องต่าง ๆ ได้
  • มีสถานการณ์ที่กระทบ ที่ทำให้ความสามารถในการดำเนินงานไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง
  • ผู้สอบบัญชีของบริษัทย่อยในเวียดนาม ออกรายงานการสอบบัญชีแบบไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2565

สามารถดูเอกสารชี้แจงเหตุที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินประจำปี 2565 ของหุ้น STARK ได้ที่นี่

รายงานผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special audit) ระยะแรก ในรายงานทางการเงินของ STARK ตามที่ ก.ล.ต. สั่งการตรวจสอบ

  • แสดงข้อมูลยอดขายที่ผิดปกติ 
  • ยอดสินค้าคงเหลือที่ผิดปกติ 
  • รายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ถูกจัดทำอย่างไม่ถูกต้อง  
  • เงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าผิดปกติ

อ้างอิง รายงานผลการตรวจสอบของ ก.ล.ต.

เกิดอะไรขึ้นกับ STARK หลังแจ้งงบการเงินปี 2565

  • หุ้น STARK ร่วงปิดตลาดที่ 0.08 บาท ในวันที่แจ้งงบการเงิน และล่าสุด 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา ปิดตลาดต่ำสุดที่ 0.03 บาท 
  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศให้ STARK มีเหตุเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน จากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าน้อยกว่าศูนย์ ตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 2566 เป็นต้นไป 
  • กรมสรรพากร ยืนยันจะตรวจสอบอย่างละเอียดกรณีข่าว STARK สร้างรายได้เทียม และมีการเสียภาษีด้วย

ล่าสุด ก.ล.ต. – ตลท. รวมองค์กรตลาดทุนอีก 9 แห่ง แถลงการณ์เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน

  • ก.ล.ต. ได้สั่งให้เปิดเผยข้อมูลบริษัทผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ มาโดยตลอด พร้อมทำการตรวจสอบคู่ขนาน
  • ยังไม่มีการชี้แจงการเยียวยาผู้ลงทุนที่เสียหาย ทั้งการลงทุนหุ้นและหุ้นกู้ STARK ที่เบื้องต้นประเมินความเสียหายกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท จากหุ้นกู้ 5 รุ่น รวม 9.1 พันล้านบาท และความเสียหายจากการทุจริตงบการเงินราว 2.5 หมื่นล้านบาท
  • เร่งกระบวนการตรวจสอบการกระทำความผิดตาม พรบ. หลักทรัพย์ฯ และประสานงานกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อบังคับใช้กฎหมาย
  • ตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้ตรวจสอบบัญชี แต่ ก.ล.ต. ไม่สามารถตรวจสอบและเอาผิดกับบริษัทผู้สอบบัญชีได้

การฉ้อโกงงบการเงิน (Financial Statement Fraud) คืออะไร 

มาถึงจุดนี้ พี่ทุยต้องบอกว่า นี่น่าจะเป็นเคสใหญ่ของการฉ้อโกงงบการเงิน (Financial Statement Fraud) ในรอบปี 2566 ทีเดียว

คำจำกัดความของ การฉ้อโกงงบการเงิน (Financial Statement Fraud) ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านฟังแล้วร้องอ๋อทันที ก็คือ การตกแต่งบัญชี ก็คือ การปรับแต่งตัวเลขทางการบัญชี โดยอาศัยช่องโหว่ของหลักการบัญชี หรือทางเลือกต่าง ๆ ในการวัดมูลค่า เปิดเผยข้อมูลทางบัญชีเพื่อเปลี่ยนข้อมูลงบการเงินให้เป็นไปตามที่ต้องการ เพื่อหลอกลวงนักลงทุนและหน่วยงานกำกับ 

6 ตัวอย่าง วิธีโกงงบการเงิน

1. เลื่อนการรับรู้รายได้ออกไป – บริษัทอาจเลื่อนหรือชะลอการรับรู้รายได้ให้ช้าลง เพื่อหลบหลีกการชำระภาษี

2. ตกแต่งมูลค่าสินทรัพย์ – จดทะเบียนเพิ่มทุน แต่ไม่ได้นำเงินมาลงทุนจริง แต่ตกแต่งสินทรัพย์ขึ้นมา แล้วหลอกนักลงทุนว่ามีสินทรัพย์นั้นอยู่จริง 

3. ปกปิดหนี้สิ – อาจตกแต่งข้อมูลการทำสัญญาเช่าดำเนินงาน แทนสัญญาเช่าทางการเงิน ทำให้ไม่ปรากฎเป็นรายการหนี้สิน ในงบแสดงฐานะการเงิน

4. ไม่ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ – ปกติบริษัทที่ทำธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ มีลูกหนี้การค้า จะต้องตั้งประมาณการ บัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ กันไว้กรณีเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ไม่ได้ ซึ่งบริษัทอาจตกแต่งบัญชีโดยไม่ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเอาไว้ สำหรับยอดลูกหนี้ที่เรียกเก็บเงินไม่ได้ ทำให้แสดงบัญชีสินทรัพย์สูงเกินจริง 

5. ตกแต่งค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายล่วงหน้า – บันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่าย จ่ายล่วงหน้า เพื่อให้บริษัทมีสินทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริง 

6. สร้างรายได้ปลอม – สร้างรายได้ปลอมเพิ่มต่อเนื่อง โดยทำผ่านบริษัทเก๊หลายบริษัท จนทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 

ถ้าดูจากหน้าตาการตกแต่งบัญชี 6 ข้อที่นำเสนอไป แล้วลองจับคู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในงบการเงินปี 2565 ของ STARK ก็ต้องบอกว่า งบการเงินเดิมนี่ปลอมแท้ ๆ เลย เพราะตกแต่งเอาไว้แบบรอบด้าน

นอกเหนือจากกรณีดังอย่าง STARK แล้ว พี่ทุยขอชวนทุกคนไปดูกรณีตัวอย่างระดับโลกกันบ้างว่า ในอดีตมีตัวอย่างเคสตกแต่งบัญชีแบบไหนฉาวกระฉ่อนโลกบ้าง 

ตัวอย่างเคส วิธีโกงงบการเงิน ระดับโลก 

  • Lehman brother ผู้ให้บริการทางการเงินในสหรัฐฯ  

เป็นการโกงผ่านการทำข้อตกลงเงินกู้ระยะสั้น โดยการขายสินทรัพย์ที่ไม่ดีไปยัง Cayman Island banks และทำสัญญาว่าจะซื้อคืนภายหลัง ถือเป็นการโยกย้ายตราสารจำนวนหนึ่งออกไปจากงบดุลบัญชีชั่วคราว เพื่อสร้างภาพให้เข้าใจผิดในฐานะการเงินบริษัท 

  • Enron บริษัทพลังงานในสหรัฐฯ  

เก็บหนี้จำนวนมหาศาลไว้ในงบดุล ทำให้ผู้ถือหุ้นสูญเสียเงินไป 74,000 ล้านดอลลาร์ โดยนักลงทุนหลายพันคนต้องสูญเสียเงินในบัญชีเกษียณอายุ และพนักงานจำนวนมากต้องตกงาน

  • WorldCom บริษัทโทรคมนาคมในสหรัฐฯ 

รายงานรายได้และทรัพย์สินที่สูงเกินจริง ทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์ 

ตัวอย่างเคส วิธีโกงงบการเงิน ในไทย

  • บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC 

ปลอมเอกสารทางบัญชี โอนย้ายเงินรายได้ไปยังบัญชีอื่นเพื่อซ่อนไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดได้ พร้อมแต่งงบการเงิน จงใจให้เห็นว่า โรงแรมดาราเทวีที่บริษัทซื้อมา มีรายได้ แต่กลับไม่มีเงินสดเข้าสู่บัญชีธนาคารของบริษัทเลย 

  • บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด(มหาชน) หรือ EARTH 

สร้างหนี้เทียมเพื่อให้บริษัทอยู่ในภาวะมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ 

นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น ของบริษัทที่เคยตกอยู่ในข่ายตกแต่งงบการเงิน 

เมื่อไปดูข้อมูลการสำรวจระดับโลก Occupational Fraud 2022 : A report to the nations เป็นรายงานที่เกี่ยวกับ การทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ พี่ทุยก็ต้องบอกว่า ทั้งตัวองค์กรเอง แล้วก็นักลงทุนไม่ใส่ใจงบการเงินไม่ได้แล้วล่ะ เพราะจากข้อมูลผลสำรวจของสมาคมผู้ตรวจสอบการทุจริตที่ผ่านการรับรอง (ACFE) ที่ไปสำรวจจาก 133 ประเทศ พบว่า ในแต่ละปี องค์กรต้องสูญเสีย 5% ของรายได้ประจำปีไปให้กับการโกง หรือเฉลี่ย 117,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะถูกตรวจจับได้ 

ขณะที่การตกแต่งบัญชี ถึงแม้จะเป็นกรณีการฉ้อโกงที่พบได้แค่ 9% จากกรณีศึกษาทั้งหมด แต่กลับพบว่า ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปสูงมาก โดยเฉลี่ยสร้างความเสียหาย 593,000 ดอลลาร์ต่อกรณี

ถ้าดูจากทั้งหมดนี้ ก็จะเห็นว่า ส่วนใหญ่ตอนที่บริษัทประกาศงบการเงินออกมาในตอนแรกดูดี ก็ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่า นี่คือตัวเลขแต่ง แต่จะมารู้อีกที ก็เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะแล้ว กลิ่นความโกงเริ่มโชยมา ฉะนั้น อ่านงบการเงินแล้วพิจารณาตัวเลขที่โชว์ออกมาอย่างเดียวก็คงไม่พอ อีกสิ่งสำคัญที่เป็นสัญญาณชี้นำมาแต่ไกลว่า บริษัทนี้อาจจะทำงบการเงินไม่โปร่งใสได้ นั่นก็คือ การอ่านความเห็นของผู้สอบบัญชี

วิธีจับโป๊ะ วิธีโกงงบการเงิน สังเกตจากความเห็นของผู้ตรวจสอบบัญชี

โดยปกติแล้ว ผู้สอบบัญชี จะแสดงความเห็นออกมา 4 รูปแบบ ได้แก่ 

1. ความเห็นแบบไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion)

ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่พบพิรุธอะไรในงบการเงิน หรืออาจจะเอ๊ะ ๆ บ้างแหละว่า อาจจะมีข้อผิดพลาดในงบการเงิน แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ ผู้สอบบัญชีก็จะแสดงความเห็นรูปแบบแรก คือ ความเห็นแบบไม่มีเงื่อนไข

ความเห็นที่ระบุในงบการเงินของ STARK ปี 2564 ที่แจ้งเมื่อปี 2565 ที่แสดงกำไร แต่สุดท้ายแล้วก็มาแก้ไขตอนปี 2566 

2. ความเห็นแบบมีเงื่อนไข (Qualified Opinion)

ถ้าตรวจสอบแล้ว รู้สึกว่า งบการเงินนี้มีข้อผิดพลาดบางอย่างที่ขัดกับความเป็นจริง และเป็นสาระสำคัญ แต่ผู้สอบบัญชีเองก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือได้รับเอกสารหลักฐานเพื่อรับรองความถูกต้องได้ ก็จะแสดงความเห็นแบบมีเงื่อนไข ซึ่งก็ถือว่ามีดีกรีความน่าเป็นห่วงเล็กน้อย ถ้าเจอความเห็นแบบนี้ 

3. ความเห็นว่างบการเงินไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion)

ดีกรีความน่ากลัวจะเพิ่มขึ้นมาอีก นั่นก็คือแสดงความเห็นว่า งบการเงินไม่ถูกต้อง กรณีนี้ตามชื่อเลย บ่งบอกชัดเจนว่า งบนี้ไม่ถูกต้องแน่นอน ถ้าเจอแบบนี้ล่ะก็ ผู้ลงทุนติดเบรกรอเลย เพราะงบที่ต้องใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ก็ไม่น่าจะใช้ได้แล้ว

4. ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer)

รูปแบบสุดท้ายคือ ไม่แสดงความเห็น กรณีนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อ ผู้สอบบัญชีเอง ดูแล้วก็ยังสรุปไม่ได้เลยว่า ตกลงแล้วรายการในงบการเงินถูก หรือผิด เพราะอาจจะถูกจำกัดการเข้าถึงข้อมูล ไม่ได้เอกสารเพียงพอมาสนับสนุนการตรวจสอบ ซึ่งกรณีผู้สอบบัญชีในงบการเงินปี 2565 ของ STARK ก็เข้าข่ายนี้นี่แหละ 

สุดท้ายแม้ดูงบการเงินละเอียดแค่ไหน แต่ถ้าคนจะโกงยังไงก็หาช่องโกงได้ 

สุดท้ายนี้ พี่ทุยต้องบอกว่า แม้เราจะพยายามแค่ไหนในการแคะแกะงบการเงิน แต่เราอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่า บริษัทที่เราลงทุนอยู่ โชว์งบการเงินที่เป็นความจริงหรือเปล่า หลอกลวงเราให้ตายใจมั้ย เพราะบางครั้งการโกงมันก็แนบเนียนมากจริง ๆ 

ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้เราไม่เจ๊งไปพร้อม ๆ กับหุ้นที่ถูกจับได้ว่า โกงงบการเงิน ก็คือ กระจายลงทุนหลากหลายบริษัท หลากหลายอุตสาหกรรมหน่อย อย่าเอาเงินลงทุนไปทุ่มฝากผีฝากไข้กับหุ้นตัวเดียว ต่อให้เวลานั้นมันจะดูดีแค่ไหนก็ตาม เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า วันข้างหน้าหุ้นตัวนั้นจะเจอความเสี่ยงอะไรที่ทำให้กิจการจอดรึเปล่า

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile