พี่ทุยเชื่อว่า ทุกวันนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้นที่พวกเราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันจะต้องมีแผ่น PCB หรือแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ประกอบอยู่อย่างน้อย 1 ชิ้น และบริษัทที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนสำคัญนี้ นั่นก็คือบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น KCE
หุ้น KCE จะมีความน่าสนใจในการลงทุนแค่ไหน วันนี้พี่ทุยจะพามาเจาะลึก พร้อมกับวิเคราะห์มาให้นักลงทุนในเข้าใจง่าย ๆ กัน
หุ้น KCE ทำอะไร ?
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น KCE จัดเป็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ซึ่งเป็นแผ่น Epoxy Glass ที่มีสื่อนำไฟฟ้า เช่น ตะกั่ว ทองแดงเคลือบอยู่ และผลิตแผ่น PCB หลายชั้น ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานสำคัญในการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด
ปัจจุบัน KCE มีหน่วยงานธุรกิจของกลุ่มบริษัทประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่
- ส่วนงานที่ 1 ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรไฟฟ้า
ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัท เคซีอี เทคโนโลยี จํากัด และบริษัท บริษัท เคซีอี อินเตอร์เนชันแนล จํากัด ลักษณะการประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจําหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB
โดย PCB ที่บริษัทฯ เป็นผู้ผลิต มีอยู่ 2 แบบ คือ
1) การผลิตแบบ 2 หน้าเคลือบรู (Double sided Plated-Through Hole PCB)
2) การผลิตแบบหลายชั้น (Multilayer PCB) ซึ่งมีความซับซ้อนกว่า และใช้เทคโนโลยีสูงกว่าการผลิตแผ่นพิมพ์วงจรชนิด 2 หน้า
ซึ่งในปัจจุบันแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองแบบนี้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม อุปกรณ์โทรคมนาคมต่าง ๆ รวมถึงเครื่องมือทางการแพทย์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
- ส่วนงานที่ 2 ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พรีเพกและลามิเนต
ดำเนินธุรกิจผ่าน บริษัท ไทยลามิเนต แมนูแฟคเจอเรอร์ จํากัด เป็นผู้ผลิต COPPER CLAD LAMINATE (LAMINATE) และ PRE IMPREGNATED FIBERGLASS(PREPREG) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสําคัญในการผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ให้กับบริษัทฯ และบริษัทย่อย
- ส่วนงานที่ 3 ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมี
บริษัทฯ ถือหุ้นของ บริษัท เคมโทรนิคส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งลักษณะการประกอบธุรกิจเป็นโรงงานผลิตหมึกพิมพ์ลายแผงวงจรไฟฟ้า น้ำยาเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตแผงวงจรไฟฟ้า และ บริษัท เคมโทรนิคส์ โปรดักส์ จํากัด ลักษณะการประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจําหน่ายเคมีภัณฑ์ที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารสัตว์
โครงสร้างรายได้ ปี 2563
ผลการดำเนินงานปี 2562 – 2564
หากพิจารณาในงบ ปี 2564 จะเห็นได้ว่ากำไรของ KCE เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความต้องการซื้อแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้การเติบโตของกำไรยังเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของการใช้กำลังการผลิตส่วนเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 เป็นต้นไป
ประกอบกับยอดขายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของ KCE ได้ เพิ่มกลับมาอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด19 แพร่ระบาด ในไตรมาส 4 ปี 2563 และยังมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก สำหรับปี 2564 และคาดว่าความต้องการซื้อจะเติบโตดีต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จากสัดส่วนการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ ที่น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
ส่วนของอัตราส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้นและการเพิ่มสัดส่วนการผลิตแผ่นพิมพ์วงจรสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าราคาวัตถุดิบสำคัญ มีแนวโน้มสูงขึ้นปี 2564 นอกจากนี้ความต้องการซื้อที่แข็งแกร่งและสินค้าแผ่นพิมพว์งจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ขาดตลาดน่าจะทำให้ผู้ผลิตมีความสามารถปรับเพิ่มราคาขายตามการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบได้
ในปี 2564 KCE มีอัตรากำไรสุทธิที่ 16.05 % (ปี 2563 อยู่ที่ 9.73%) ซึ่งสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลมาจากสัดส่วนการผลิตแผ่นพิมพ์วงจรที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นและความพยายามในการลดต้นทุนของบริษัทฯ ที่มีประสิทธิภาพ
จุดแข็งของ“หุ้น KCE”
1. เป็นผู้นำในการผู้ผลิต จำหน่าย และส่งออกแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์
ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ผลิต PCB รายใหญ่ของโลกทั้งทางด้านชิ้นส่วนรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายกําลังการผลิตอย่างต่อเนื่องและปรับปรุงประสิทธิภาพการ ผลิตให้ดีขึ้นเพือรองรับการเติบโตของความต้องการ PCB ในตลาดที่สูงขึ้น ทั้งยังควบคุมต้นทุนในการผลิตให้อยู่ในระดับตํ่า เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้
2. มีการพัฒนาคุณภาพ เทคโนโลยี การผลิตและทักษะของพนักงานผลิตอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ผ่านการลงทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายกําลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด
3. การผลิตเกือบทั้งหมดเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และในเอเชีย
กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ ผู้ผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ โรงงานประกอบเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือกลุ่มลูกค้าที่ทำอุปกรณ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เครื่องมือทางการแพทย์ และกลุ่มลูกค้าสินค้าอุปโภค
4. ได้รับประโยชน์จากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ผู้ผลิตยานยนต์หลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Ford, Volkswagen และ Jaguar Land Roverได้ปรับงบประมาณด้านนวัตกรรมไปตามความคาดหมาย เพื่อพยายามที่จะเกาะติดการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะออกมาในปีข้างหน้า ซึ่ง KCE เป็นผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ใน 10 อันดับแรกในระดับโลก ดังนั้นการที่ผู้ผลิตยานยนต์เหล่านี้หันมารุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า จึงมีโอกาสที่ KCE จะขยายตัวสูงมากขึ้นในอนาคตนั่นเอง
5. เป็นธุรกิจที่มีความยากลำบากสำหรับคู่แข่งรายใหม่ในการเข้าสู่อุตสาหกรรม
ธุรกิจของ KCE เป็นธุรกิจที่มีวงจรสินค้าที่ค่อนข้างยาวและต้องอาศัยความผูกพันกับลูกค้าในการได้มาซึ่งยอดขาย ทำให้เป็นธุรกิจที่มีความยากลำบากสำหรับคู่แข่งรายใหม่ในการเข้าสู่อุตสาหกรรม เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสินค้าบริโภคทั่วไป
อัตราส่วนทางการเงินของ “หุ้น KCE”
หากพิจารณางบการเงินปี 2564 ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากพื้นฐานบริษัทที่แข็งแกร่ง รายได้และกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยอดขายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของ KCE ได้ เพิ่มกลับมาอยู่ในระดับ สูงกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส ในปี 2563
ส่วนของ “กำไรต่อหุ้น (EPS)” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2563 โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.06 บาทต่อหุ้น จากงบปี 2563 อยู่ที่ 0.96 บาทต่อหุ้น
P/BV Ratio มีค่าที่สูงกว่า 1 บ่งบอกถึงนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่าบริษัทฯ จะเติบโตจนมีกำไรสะสมกลับมาช่วยทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต จากการเติบโตของตลาดยานยนต์ ในฐานะผูผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์รถยนต์รายใหญ่ของโลก
P/E Ratio เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ระดับ 49.38 เท่า บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทในอนาคต และเมื่อผลประกอบการในอนาคตออกมากำไรเพิ่มมากขึ้น P/E ของ KCE ก็จะลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมนั่นเอง โดยหากมองค่าเฉลี่ย P/E ของ Global Peer ในกลุ่มอุตสาหกรรม Semiconductor อยู่ ที่ 31 เท่า ซึ่งพี่ทุยมองว่า KCE ควรเทรด Premium กว่าเล็กน้อยจากการแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย
ส่วนของ D/E Ratio ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 0.63 เท่า เนื่องจากหนี้สินระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทต้องสำรองเงินสดไว้ ให้เพียงพอในช่วงวิกฤติโควิด-19
ROA และ ROE เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามหลักการแล้วยิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บ่งบอกว่าสามารถนำสินทรัพย์และเงินของผู้ถือหุ้นไปสร้างกำไรสุทธิได้ในระดับที่สูง
เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ KCE
1. ส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ จากทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและทุ่มเท
2. ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3. ตอบสนองต่อนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ และยกระดับระบบสารสนเทศ
4. สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสม ใส่ใจในผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
5. รักษาสัมพันธภาพกับลูกค้า
6. ยกระดับความสามารถทางการแข่งขันในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม
7. มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร ให้ผลตอบแทนที่ดี
อนาคตของ KCE จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?
1. โอกาสและอุปสรรค
ศักยภาพในการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศยังมีค่อนข้างสูงเพราะต้นทุนแรงงานตํ่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทางยุโรปและอเมริกา แต่เนื่องจากการสนับสนุนทางภาครัฐยังไม่เพียงพอจึงทําให้ขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย จึงต้องมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาทํางานให้
2. นวัตกรรมของอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์
การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นแรงผลักดันสําคัญต่ออุตสาหกรรมแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยนวัตกรรมเกือบทั้งหมดในอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) และระบบขับขี่อัตโนมัติ ระบบ Connected Car นวัตกรรมความปลอดภัย และรถไฟฟ้า EV Car
3. ความผันผวนของราคาทองแดงและทองคํา
ทองแดงและทองเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต PCB ความผันผวนของราคาตลาดของทองแดงเป็นผลมาจาก ภาวะอุปสงค์-อุปทานในตลาดโลก การปรับราคาของทองแดง ทอง และน้ำมันจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาแผ่นลามิเนตซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต PCB รวมทั้งราคาวัตถุดิบ Copper Foil & Copper Anode ที่มีราคาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
4. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
เนื่องจากรายได้และต้นทุนขายส่วนใหญ่ของบริษัทฯเป็นเงินตราต่างประเทศโดยสกุลเงินหลักเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะส่งผลกระทบต่อรายได้และต้นทุนขายของบริษัทฯ อาจเกิดผลกําไรหรือขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทมีการใช้สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเป็นหลักเพื่อป้องกันความเสี่ยงในสินทรัพย์ทางการเงินหรือหนี้สินทางการเงินในสกุลเงินตราต่างประเทศ
5. ความเสี่ยงทางด้านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในอนาคตจะมีขนาดเล็กลงมีประสิทธิภาพในการทํางานสูงขึ้น และมีความละเอียดซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้น ทําให้เกิดความต้องการ PCB ที่มีขนาดที่เล็กลง มีลายวงจรที่ละเอียดซับซ้อนมากขึ้น และมีจํานวนชั้น (Layer) ของแผ่นวงจรที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคการผลิตที่ต้องการทักษะในการผลิตสูง เพื่อให้ได้ PCB ที่มีคุณสมบัติพิเศษมีประสิทธิภาพ และเสถียรภาพตามต้องการ ซึ่งอาจทําให้บริษัทฯ ต้องลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าว
6. ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในปี 2565
KCE เผชิญแรงขาย Sell on Fact หลังประกาศงบปี 2564 โดยรายได้ และกำไรสุทธิไตรมาสที่ 4 ต่ำกว่าที่เหล่านักวิเคราะห์ และตลาดคาด เนื่องจากการขึ้นสายการผลิตในปี 2564 มีความล่าช้า และการเลื่อนเดินเครื่องโรงงานใหม่
จุดสำคัญจริง ๆ ที่พี่ทุยสังเกตเห็นคือตัวอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้เพียง 25.3% ทั้ง ๆ ที่เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และได้ Scale ยอดขายที่สูงขึ้นจากกำลังการผลิตใหม่ ขณะที่ค่าเสื่อมราคาในงบการเงินไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายน่าจะต้องสะท้อนเป็น Efficiency ที่สูงขึ้น ดังนั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลง สาเหตุจึงน่าจะมาจากปัญหาเฉพาะตัวบางประการที่บริษัทไม่ได้เปิดเผยไว้ใน MD&A