หลังจากซีรีส์การเงินตอน “ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน” ในตอนที่ 8 และ 9 ผ่านมา เราได้รู้จักวิธีการวิเคราะห์งบการเงิน และ เทคนิคการวิเคราะห์งบการเงินแบบง่าย ๆ โดยใช้ Common Size หรือ งบการเงินแบบสัดส่วน เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์หุ้นกันไปแล้ว ซีรีส์การเงินในตอนนี้พี่ทุยมาสอนทุกคนใช้ อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) ในการวิเคราะห์หุ้นกัน
จริง ๆ แล้ว อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) ที่ใช้ในการวิเคราะห์หุ้นมีอยู่เยอะมาก ๆ ซึ่งบางตัวก็ใช้บ่อย แต่บางตัวเราก็แทบจะไม่ได้ใช้เลย ซีรีส์การเงินในตอนนี้พี่ทุยเลยคัดมาเฉพาะอัตราส่วนทางการเงินที่เราใช้ในการวิเคราะห์หุ้นกันบ่อย ๆ และนักลงทุนมือใหม่ควรรู้มีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วเราไปเริ่มดูกันเลย..
อัตราส่วนทางการเงิน คืออะไร ?
อัตราส่วนทางการเงิน หรือ Financial Ratio เป็นการนำตัวเลขจากส่วนประกอบในงบการเงินต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินของบริษัทได้เห็นภาพและเข้าใจง่ายมากขึ้น
แล้ว อัตราส่วนทางการเงิน ที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้มีอะไรบ้าง ?
อัตราส่วนทางการเงินที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้จัก เพื่อเอาไว้ใช้ในการวิเคราะห์หุ้นมีอยู่ 3 ด้านด้วยกัน คือ
- อัตราส่วนความมั่นคงทางการเงิน
- อัตราส่วนทางการเงินเพื่อวัดสภาพคล่อง
- อัตราส่วนทางการเงินเพื่อวัดความสามารถในการทำกำไร
1. อัตราส่วนแสดงความมั่นคงทางการเงิน
- D/E Ratio
D/E Ratio เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่เป็นการเปรียบเทียบกันระหว่าง หนี้สินรวม กับ ส่วนของผู้ถือหุ้น
D/E Ratio มีหน่วยเป็น ‘เท่า’ ซึ่งการดู D/E Ratio จะบอกเราได้ว่าบริษัทมีหนี้สินหรือส่วนของผู้ถือหุ้นมากกว่ากัน หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการบอกเราว่า บริษัทมีการก่อหนี้สินที่เกินตัวหรือเปล่า
- ถ้า D/E Ratio น้อยกว่า 1 เท่า ก็แปลว่า บริษัทมีหนี้สินน้อยกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น
- ถ้า D/E Ratio เท่ากับ 1 เท่า ก็แปลว่า บริษัทมีหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นเท่า ๆ กัน อย่างละครึ่ง
- ถ้า D/E Ratio มากกว่า 1 เท่า ก็แปลว่า บริษัทมีหนี้สินมากกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น
โดยบริษัทที่ดี ควรมีค่า D/E Ratio น้อยกว่า 1 เท่า เพราะ ถ้า D/E Ratio มากกว่า 1 เท่า แสดงว่า บริษัทมีสัดส่วนของหนี้สินมากกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงของบริษัท เพราะการมีหนี้สินที่มากเกินไปก็อาจจะส่งผลต่อฐานะและความมั่นคงทางการเงินของบริษัทได้ แถมถ้าบริษัทมีหนี้มากสิ่งที่จะตามมาก็คือ “ดอกเบี้ย” ที่จะต้องจ่ายให้กับเจ้าหนี้ที่บริษัทกู้ยืมหนี้สินมา
และโดยส่วนมากแล้ว เรานิยมที่จะเปรียบเทียบ D/E Ratio กับบริษัทนั้น ๆ ในแต่ละปีมากกว่า จะไม่ค่อยนิยมเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันสักเท่าไหร่
2. อัตราส่วนทางการเงินเพื่อวัดสภาพคล่อง
- อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio)
สูตรของ Current Ratio เป็นการเปรียบเทียบกันระหว่าง สินทรัพย์หมุนเวียน กับ หนี้สินหมุนเวียน โดยมีหน่วยเป็น ‘เท่า’
Current Ratio เป็นตัวบอกว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด, ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ เพียงพอที่จะจ่ายหนี้สินหมุนเวียนหรือหนี้สินที่บริษัทจะต้องจ่ายภายในหนึ่งปี เช่น ตั๋วเงินจ่าย, เจ้าหนี้การค้าหรือไม่
Current Ratio ที่ดี ควรจะต้องมีค่ามากกว่า 1 เท่า เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพียงพอที่จะจ่ายหนี้สินหมุนเวียนนั่นเอง
3. อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร
- อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA)
ROA เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่เป็นการเปรียบเทียบกันระหว่าง กำไรสุทธิ กับ สินทรัพย์รวม
ROA เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงความสามารถของกิจการว่าสามารถนำสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่มาสร้างรายได้ได้มากน้อยแค่ไหน โดยสูตรการคำนวณ ROA มาจากการที่เอากำไรสุทธิมาเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการและ ROA มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์
- ถ้า ROA สูง แสดงว่ากิจการบริหารสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ถ้า ROA ต่ำ แสดงว่ากิจการบริหารสินทรัพย์ได้ไม่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งการจะดูว่าสูงหรือต่ำเราควรนำ ROA ของบริษัทนั้นมาเปรียบเทียบกับบริษัทต่าง ๆ ใน อุตสาหกรรมเดียวกันหรือบริษัทที่ทำธุรกิจคล้าย ๆ กัน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมจะมีการลงทุนและวิธีการสร้างรายได้ที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ เรายังสามารถเปรียบเทียบ ROA กับบริษัทตัวเองในแต่ละปีได้อีกด้วย เพื่อจะดูว่าบริษัทนั้นมีพัฒนาการในการทำกำไรจากสินทรัพย์หรือเปล่า โดยถ้า ROA ของบริษัทเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี อย่างสม่ำเสมอถือว่าดี เพราะแสดงว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้ดีขึ้นนั่นเอง
- อัตราส่วนผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)
เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงความสามารถของกิจการว่าสามารถนำเงินทุนของผู้ถือหุ้นมาสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยแค่ไหน คุ้มกับเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นลงทุนไปหรือเปล่า โดยสูตรการคำนวณ ROE คือ นำกำไรสุทธิ มาเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น และคูณด้วย 100 เพื่อให้หน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์
โดย ROE เป็นอัตราส่วนทางเงินที่เป็นการเปรียบเทียบกันระหว่าง กำไรสุทธิ กับ ส่วนของผู้ถือหุ้น
- ถ้า ROE สูง แสดงว่ากิจการสามารถบริหารส่วนของผู้ถือหุ้นได้ดี
- ถ้า ROE ต่ำ แสดงว่ากิจการบริหารส่วนของผู้ถือหุ้นได้ไม่ดี
การจะดูว่า ROE สูงหรือต่ำ เราต้องเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกัน
- อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)
Net Profit Margin เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่เป็นเปรียบเทียบระหว่าง กำไรสุทธิกับยอดขายรวมและคูณด้วย 100 เพื่อทำให้หน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า กำไรสุทธิของบริษัทมาจากการนำ ยอดขายรวม ลบด้วย ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเป็นต้น เป็นต้น
ดังนั้น อัตรากำไรสุทธิ ก็เป็นทั้งการวัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทและวัดความสามารถในการควบคุมต้นทุนของบริษัท ดังนั้น ถ้าอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ของบริษัทยิ่งสูงก็ยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทมีความสามารถในการสร้างกำไรและการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น
โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเปรียบเทียบ Net Profit Margin ทั้งกับบริษัทเองในแต่ละปีและกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกัน
ตัวอย่างเช่น
ปี 2019 บริษัท A มีข้อมูลทางการเงิน ดังนี้
- รายได้รวม เท่ากับ 500 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายรวม 250 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ เท่ากับ 250 (500-250) ล้านบาท
จากข้อมูลทางการเงินตรงนี้ แสดงว่าในปี 2019 บริษัท A มีอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 50% หรือแปลง่าย ๆ ก็คือ ถ้าบริษัทขายของได้ 100 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว จะเหลือเป็นกำไรสุทธิ เท่ากับ 50 บาท
ต่อมาในปี 2020 บริษัท A มีข้อมูลทางการเงิน ดังนี้
- รายได้รวม เท่ากับ 700 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายรวม เท่ากับ 300 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ เท่ากับ 400 (700-300) ล้านบาท
จากข้อมูลตรงนี้ แสดงว่าในปี 2020 บริษัท A มีอัตรากำไรสุทธิ เท่ากับ 57.14% นั่นหมายความว่า บริษัท A มีความสามารถในการทำกำไรที่มากขึ้นและยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้นอีกด้วย
- Earning Per Share (EPS)
Earning Per Share หรือ EPS เป็นอัตราส่วนที่เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง กำไรสุทธิ (Net Profit Margin) กับ จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว (Outstanding Shares)
EPS เป็นอัตราส่วนที่บอกเราว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ถ้าเราถือหุ้นของบริษัทนั้น 1 หุ้น เราจะได้กำไรกี่บาท และโดยส่วนใหญ่แล้วเรานิยมเปรียบเทียบ EPS กับตัวเองในแต่ละปีมากกว่าเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะแต่ละบริษัทก็จะมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นที่แตกต่างกัน
โดย EPS สูง ก็ยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทนั้นสร้างกำไรสุทธิได้เพิ่มขึ้นทุกปีและถ้า EPS ของบริษัทไหนมีแนวโน้มที่ EPS จะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคตจะถือเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจเลยทีเดียว
- อัตราเงินปันผลตอบแทน หรือ Dividend Yield
Dividend Yield มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยสูตรในการคำนวณ Dividend Yield คือ การเอาจำนวนเงินปันผลต่อหุ้น (บาท) มาเทียบกับราคาหุ้น แล้วคูณด้วย 100 เพื่อทำให้เป็นเปอร์เซ็นต์

เงินปันผล (Dividend) เป็นสิ่งที่บริษัทจะปันออกมาจากกำไรในแต่ละปีให้กับผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้นถ้าปีไหนมีกำไรมาก ปีนั้นบริษัทก็อาจจะจ่ายเงินปันผลมาก แต่ถ้าปีไหนมีกำไรน้อย ปีนั้นบริษัทก็อาจจะจ่ายเงินปันผลน้อยหรืออาจจะไม่จ่ายเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของแต่ละบริษัท
ถ้าถามว่า Dividend Yield มากหรือน้อยถึงจะดี พี่ทุยต้องบอกว่ามันขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนมากกว่า เพราะบางคนชอบที่จะให้บริษัทจ่ายปันผลมาก ๆ แต่บางคนก็อยากให้บริษัทเก็บเงินส่วนนี้ไว้พัฒนาและต่อยอดธุรกิจมากกว่า
ข้อควรระวังของการใช้ อัตราส่วนทางการเงิน ในการวิเคราะห์หุ้น
- เราควรที่จะรู้จักแต่ละอัตราส่วน (Ratio) ให้ดีก่อนที่จะเอาอัตราส่วนนั้นไปใช้งานจริง เพราะแต่ละอัตราส่วนก็จะมีประโยชน์และการใช้งานแตกต่างกันไป เช่น บางอัตราส่วนควรเปรียบเทียบกับตัวเองในแต่ละปี หรือบางอัตราส่วนก็ควรเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เป็นต้น
- เราไม่ควรใช้แค่อัตราส่วนทางการเงินในการวิเคราะห์หุ้น เพราะอัตราส่วนทางการเงินเป็นการจับส่วนประกอบเพียงบางตัวในงบการเงินมาวิเคราะห์เท่านั้น ซึ่งถ้าเราไปวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทนั้นก็อาจจะได้ผลที่แตกต่างกันก็ได้ เพราะฉะนั้น เราก็ควรจะใช้การวิเคราะห์หลาย ๆ แบบรวมกัน ทั้งการวิเคราะห์งบการเงิน, การวิเคราะห์งบการเงินแบบสัดส่วน (Common Size) และ อัตราส่วนทางการเงิน
และนี่ก็คืออัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) ที่ใช้บ่อยและนักลงทุนมือใหม่ควรรู้ ถ้าระยะแรก ๆ เรายังไม่คล่องหรือยังงง ๆ อยู่บ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะตอนที่พี่ทุยเริ่มศึกษาหุ้นครั้งแรกพี่ทุยก็ยังไม่คล่องเหมือนกัน แต่ถ้าเราฝึกบ่อย ๆ ลับคมมันอยู่เรื่อย ๆ พี่ทุยรับรองว่าทุกคนจะเก่งขึ้นกันอย่างแน่นอน
และถึงตอนนี้นักลงทุนสายพื้นฐาน (VI) ก็ได้รู้กันไปแล้วว่าวิธีการคัดเลือกหุ้นทำยังไง และวิเคราะห์เชิงลึก เช่น การวิเคราะห์งบการเงิน การวิเคราะห์ Common Size หรือ การวิเคราะห์งบการเงินแบบสัดส่วน และ รู้ว่าอัตราส่วนที่สำคัญและควรรู้มีอะไรบ้างกันไปแล้ว
ซีรีส์การเงินในตอนหน้าเราจะยังอยู่กันที่การวิเคราะห์หุ้นของนักลงทุนสายพื้นฐาน (VI) กันเหมือนเดิม โดยพี่ทุยจะพาทุกคนไปรู้จักกับการวิเคราะห์หุ้นโดยใช้วิธี Top Down Analysis หรือ การวิเคราะห์จากภาพใหญ่ไปภาพเล็ก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การวิเคราะห์หุ้นโดยดูจาก ภาพรวมเศรษฐกิจลงมาอุตสาหกรรมและปิดท้ายด้วยการวิเคราะห์บริษัท ถ้าใครอยากรู้ว่าเขามีวิธีวิเคราะห์หุ้นแบบ Top Down Analysis กันยังไง ก็ห้ามพลาดซีรีส์การเงินตอนหน้าด้วยประการทั้งปวง..
เปิดบัญชีกับ LH Securities วันนี้ เรียนฟรีคอร์สเทรดหุ้นออนไลน์
แต่ถ้าอยากขึ้นทางด่วนโดยไม่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองอีกต่อไป แนะนำให้เปิดพอร์ตกับทาง LH Securities ตอนนี้ เพื่อรับสิทธิ์เข้าเรียนคอร์สเทรดหุ้นออนไลน์กันแบบฟรี ๆ กับ “คุณเคน – จักรกฤษณ์ กิจการรัฐบุตร, CFP ®” ผู้ร่วมก่อตั้ง Money Buffalo ของเรา ที่จะมาพาจับมือเทรดกันตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 100 ให้ โดยจะเน้นที่การวิเคราะห์เชิงเทคนิค (Technical Analysis) วิเคราะห์กราฟกันแบบมันส์ ๆ พร้อมลุยตลาดจริงกันเลย
และที่พี่ทุยแนะนำให้เปิดบัญชีกับทาง LH Securities ผู้สนับสนุนหลักของ ซีรีส์ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน นั่นก็เพราะที่นี่ทั้งสะดวก และให้บริการครบ สามารถจบในที่เดียวได้ ตั้งแต่เปิดบัญชี การสมัครบริการตัดเงินบัญชีอัตโนมัติ ไปจนถึงวางหลักประกัน LH Securities ก็มีให้บริการ และที่สำคัญคือสามารถทำทุกอย่างผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย สะดวกและง่ายมาก ๆ
สนใจเปิดบัญชีกับ LH Securities พร้อมดูขั้นตอนแบบละเอียด สามารถทำตามได้แบบ Step by Step คลิกที่นี่เลย
อ่าน EP ต่อไป
ย้อนกลับไปอ่าน EP ก่อนหน้านี้
ติดตามซีรีส์การเงิน “ลงทุนหุ้นเป็นใน 30 วัน” ตอนอื่น ๆ ได้ที่นี่