การค้นหาหุ้นที่ดีน่าลงทุนมีหลายวิธีแต่ทั้งวิธีการและจำนวนหุ้นจำนวนมากมายอาจยากต่อการเริ่มต้น อัตรากำไรขั้นต้นเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ช่วยให้นักลงทุนเริ่มมองหาหุ้นที่ดีได้ พี่ทุยขอพาไปเจาะลึก วิธีคัดหุ้นดี เริ่มที่อัตรากำไรขั้นต้น คืออะไร และสามารถนำไปประกอบการวิเคราะห์ยังไง เพื่อให้ทุกคนได้นำไปใช้ค้นหาบริษัทแข็งแกร่ง และมีความน่าสนใจ ไปฟังกัน
อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) คืออะไร?
อัตรากำไรขั้นต้น คือ การนำรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการแล้วหักด้วยต้นทุนสินค้าหรือบริการ
อัตราส่วนนี้ใช้ประเมินประสิทธิภาพของบริษัทผ่านความสามารถในการขายและบริหารต้นทุน
สูตรอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)
จากสูตรจะเห็นว่ามีตัวแปรรายได้ ซึ่งก็มาจากด้านลูกค้า จึงสะท้อนความสามารถในการทำตลาด ความแข็งแกร่งของแบรนด์ และอีกตัวแปรก็คือต้นทุนสินค้าหรือบริการ ซึ่งสะท้อนความสามารถการต่อรองราคากับซัพพลายเออร์
ยังมีอีกหลายมุมมองที่วิเคราะห์ได้จากอัตรากำไรขั้นต้นซึ่งพี่ทุยจะพาไปวิเคราะห์ด้วยกัน แต่ก่อนอื่นต้องไปดูกันว่าทำไมอัตรากำไรขั้นต้นจึงมีความสำคัญในการวิเคราะห์บริษัท
วิธีคัดหุ้นดี หาหุ้นเด่นจากอัตรากำไรขั้นต้น
สิ่งแรกที่อัตรากำไรขั้นต้นแสดงให้เห็น คือ ความสามารถของบริษัทในการขายสินค้าหรือบริการซึ่งรวมไปถึงอำนาจต่อรองกับลูกค้าโดยไม่กระทบยอดขาย และความสามารถด้านการต่อรองต้นทุนกับซัพพลายเออร์
นอกจากนี้ หากรู้จักรูปแบบธุรกิจและติดตามผลประกอบการแล้ว หากพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นมีการเปลี่ยนแปลง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งโอกาสและการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบ
เช่น อัตรากำไรขั้นต้นบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ลดลง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม
แต่ถ้าลดลงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสก็ได้ เพราะเกิดจากยอดขายที่ลดลงแต่อาจเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว มากกว่านั้นหากลดลงแล้วยังสูงกว่าบริษัทคู่แข่งก็สะท้อนว่ามีความแข็งแกร่งกว่า
ดังนั้น อัตรากำไรขั้นต้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นในแง่การวิเคราะห์ความสามารถของบริษัท โอกาสลงทุน รวมไปถึงปัจจัยเชิงลบต่อบริษัท ช่วยให้เลือกหุ้นผู้นำของอุตสาหกรรมง่ายขึ้น
วิธีคัดหุ้นดี : วิเคราะห์บริษัทผ่านกำไรขั้นต้นและ Five Forces Model
ก่อนจะไปวิเคราะห์ความสามารถบริษัท ก็ต้องไปรู้จักกับมาตรวัดความสามารถ พี่ทุยขอแนะนำ Five Forces Model เพื่อใช้เป็นปัจจัยกำหนดความสามารถบริษัทแต่ละด้าน
Five Forces Model คืออะไร
Five Forces Model คิดค้นโดย Michael E. Porter ใช้วิเคราะห์แรงกดดัน 5 แรง ที่มีผลต่อการแข่งขัน ประกอบด้วย
1. อำนาจต่อรองกับลูกค้า
ลูกค้าต้องการสินค้าหรือบริการด้วยราคาที่คุ้มค่าที่สุด แรงกดดันนี้บีบให้บริษัทต้องหาวิธีขายสินค้าหรือบริการที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า ลดการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ พัฒนาคุณภาพและราคาที่เหมาะสม สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง
ดูได้จากสินค้าที่ปรับเปลี่ยนราคาแล้ว แต่ยอดขายยังไม่ตก หรือลูกค้าจำเป็นต้องซื้อสินค้านั้น ๆ อยู่ นั่นแสดงว่า บรืษัทมีอำนาจในการต่อรองมาก
2. อำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์
หากบริษัทมีอำนาจต่อรองต่ำส่งผลให้ต้องแบกความเสี่ยงต้นทุนสูง แต่ถ้าบริษัทมีฐานลูกค้าจำนวนมาก แบรนด์แข็งแกร่ง อำนาจต่อรองต้นทุนกับซัพพลายเออร์ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ภาระต้นทุนจะน้อยลง
3. การแข่งขันกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
การเลือกหุ้นก็ต้องเลือกบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ดังนั้นต้องวิเคราะห์การแข่งขันกับบริษัทอื่น อำนาจต่อรองกับลูกค้าและซัพพลายเออร์เหนือกว่าคู่แข่งหรือไม่ ส่วนแบ่งสินค้าหรือบริการในตลาดเหนือกว่าคู่แข่งมากแค่ไหน
4. คู่แข่งที่เข้ามาใหม่
หากไม่ใช่ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ผูกขาดก็ย่อมมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาท้าทายอยู่ตลอด แน่นอนว่าคู่แข่งใหม่จะมาพร้อมทรัพยากรที่ใหม่กว่า เร็วกว่า ดีกว่า น่าสนใจกว่า ดังนั้นบริษัทที่แข็งแกร่งต้องพร้อมรับมือคู่แข่งใหม่ด้วยสินค้าหรือบริการที่ครองตลาด
5. สินค้าหรือบริการทดแทน
ปัจจุบันอุตสาหกรรมถูกแรงกดดันในด้านนี้มากมาย เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อสารมวลชนที่ทดแทนด้วยสื่อออนไลน์ แรงกดดันนี้รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น ธุรกิจร้านอาหารที่ต้องเพิ่มฟังก์ชั่นการส่งอาหารผ่านช่องทางออนไลน์ ธุรกิจพลังงานซึ่งต้องปรับรูปแบบธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด รวมไปถึงผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องพร้อมรับการผลิตยานยนต์ EV
ตัวอย่างการวิเคราะห์อัตรากำไรขั้นต้นประกอบ Five Forces Model
- อำนาจต่อรองกับลูกค้าและอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์
บริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้นแสดงว่าบริษัทมีศักยภาพในการทนอำนาจต่อรองกับลูกค้าและกับซัพพลายเออร์ เช่น สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้โดยยอดขายไม่ลด
โดย CPN เป็นตัวอย่างการเพิ่มค่าเช่าได้โดยไม่เสียฐานลูกค้าที่เช่าพื้นที่ เพราะมีทำเลดี ผู้ใช้บริการศูนย์การค้าสม่ำเสมอ กำลังซื้อสูง
ขณะที่ CPALL ส่วนแบ่งการตลาดร้านสะดวกซื้อสูงมากจึงสามารถต่อรองกับซัพพลายเออร์ รักษาอัตรากำไรขั้นต้นสม่ำเสมอ แม้กระทั่งช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ด้าน SCC จะมีบางช่วงที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลง ซึ่งหากติดตามข้อมูลจะพบว่าเกิดจากต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น
- การแข่งขันกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ควรเปรียบเทียบอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทที่มีรูปแบบธุรกิจใกล้เคียงกัน เช่น กลุ่มสื่อสาร พบว่าอัตรากำไรขั้นต้นลดลงพร้อมกันซึ่งเกิดจากการลงทุนสัญญาณ 3G, 4G และ 5G แต่บริษัทที่เป็นผู้นำก็ยังมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าคู่แข่ง ดังนั้นหากบริษัทมีอำนาจต่อรองกับลูกค้าและอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้วย
- คู่แข่งที่เข้ามาใหม่และสินค้าหรือบริการทดแทน
ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นลดลงต่อเนื่องโดยไม่ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ความกังวลทางการเมือง ภัยธรรมชาติ แสดงว่าบริษัทไม่สามารถทนแรงกดดันจากคู่แข่งที่เข้ามาใหม่หรือสินค้าทดแทน เช่น BEC ถูกทดแทนด้วยสื่อออนไลน์
ส่วน SE-ED แม้จะรักษากำไรขั้นต้นได้ดีแต่พบว่ารายได้และกำไรสุทธิลดลง, BANPU ถูกกระแสพลังงานสะอาดกดดัน
พอจะเห็นภาพกันมากขึ้นแล้วใช่ไหม สำหรับการนำอัตรากำไรขั้นต้ำ และ Five Force Model มาใช้วิเคราะห์ธุรกิจในเบื้องต้น
พี่ทุยขอสรุปว่าอัตรากำไรขั้นต้นเป็นจุดเริ่มต้นในการคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจ ถ้าหากติดตามข้อมูลบริษัทสม่ำเสมอแล้วพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจบ่งชี้ถึงโอกาสหรือผลกระทบในเชิงลบก็ได้ จากนั้นจึงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้แน่ใจแล้วค่อยตัดสินใจลงทุนหรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนในพอร์ต
อ่านเพิ่ม