6 ประเภท บัญชีเงินฝาก ที่ให้ดอกเบี้ยสูง แบบไหนน่าออมเงินสุด

6 ประเภท บัญชีเงินฝาก ที่ให้ดอกเบี้ยสูง แบบไหนน่าออมเงินสุด

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • บัญชีออมทรัพย์ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการฝาก-ถอน เหมาะกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ได้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนบัญชีเงินฝากพื้นฐานจะเหมือนกับบัญชีออมทรัพย์ แต่ฟรีค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตรายปี จำกัดให้เปิดได้เฉพาะคนอายุ 65 ปีขึ้นไปหรือถือบัตรสวัสดิการฯ 
  • บัญชีเงินฝากประจำให้ผลตอบแทนสูง แต่จะกำหนดเงินฝากขั้นต่ำ และห้ามถอนก่อนครบรอบที่กำหนด ซึ่งมีตั้งแต่ 3-36 เดือน
  • บัญชีกระแสรายวันเหมาะสำหรับคนที่ค้าขายหรือบริษัท มีเงินเข้าออกหมุนเวียน แต่จะไม่ได้ดอกเบี้ย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

การออมเงินผ่าน บัญชีเงินฝาก ของธนาคารเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะถูกปลูกฝังให้รู้จักมีวินัยทางการเงิน ทั้งจากคนในครอบครัวและคุณครูที่โรงเรียน

แต่ด้วยดอกเบี้ยอันน้อยนิดหลายคนก็อยากจะนำเงินที่มีไปลงทุนอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน พันธบัตร ฯลฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงล่อตาล่อใจ แต่ก็ยังกลัวกับความเสี่ยงและความซับซ้อนของเงื่อนไขอยู่ วันนี้พี่ทุยเลยมาแนะนำรูปแบบ บัญชีเงินฝาก ที่ได้ดอกเบี้ยสูงที่มาพร้อมความเสี่ยงต่ำ สำหรับคนที่เริ่มมองหาการลงทุนแล้วยังอยากค่อย ๆ เก็บดอกเบี้ยระหว่างที่กำลังศึกษาข้อมูลการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ

ประเภทของ บัญชีเงินฝาก

บัญชีเงินฝากจะมีอยู่ 6 ประเภทด้วยกัน ตามพี่ทุยมาดูรายละเอียดของแต่ละประเภทกันเลย

1) บัญชีเงินฝาก ออมทรัพย์ (Savings Account)

บัญชีประเภทนี้ บางธนาคารก็เรียกว่าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากแบบเผื่อเรียก ซึ่งเป็นบัญชีที่ทุกคนรู้จักกันดี เพราะเป็นบัญชีแรกเริ่มที่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อออมเงิน โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา หรือ จำนวนครั้งในการฝาก และเบิกถอนเมื่อไหร่ก็ได้

เป็นบัญชีที่เหมาะกับการออมเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หรือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ธนาคารก็มักจะแนะนำให้สมัครบัตรเดบิตที่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า และรายปีแตกต่างกันไปตามความพิเศษของบัตร เพื่อให้สะดวกกับการทำธุรกรรมต่าง ๆ ทั้งฝาก-ถอน-โอน-จ่ายได้ที่ตู้ ATM หรือเชื่อมกับแอปพลิเคชั่น mobile banking สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จุดเด่นของบัญชีออมทรัพย์

ฝาก-ถอนง่าย แต่จะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่วนใหญ่อยู่ที่ 0.25% ต่อปี ซึ่งภายหลังที่กระแส Internet Banking มาแรง ธนาคารจึงออกผลิตภัณฑ์บัญชีออมทรัพย์แบบ ‘ไม่มีสมุดคู่ฝาก’ หรือบัญชีที่เราจะเห็นรายการทำธุรกรรมเฉพาะบนแอปพลิเคชันออกมาด้วย โดยอาจจะให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเดิมเล็กน้อยประมาณ 0.5% ต่อปี แต่ถ้าพี่ทุยได้รับดอกเบี้ยเงินฝากเกิน 20,000 บาท จะต้องเสียภาษี 15%

อ่านเพิ่ม

2) บัญชีเงินฝาก พื้นฐาน (Basic Banking Account)

หลายคนอาจจะสับสนกับบัญชีออมทรัพย์ปกติ แต่จริง ๆ แล้วบัญชีรูปแบบนี้เกิดจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ ต้องการให้คนไทยมีบัญชีเงินฝากกันเยอะ ๆ เลยขอความร่วมมือกับธนาคารรัฐและพาณิชย์ต่าง ๆ ให้โอกาสคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเปิดบัญชีพร้อมบัตรเดบิต ‘ฟรี’ ทั้งค่าแรกเข้า ค่าธรรมเนียมบัตรรายปี ค่ารักษาบัญชี และไม่กำหนดวงเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี

แต่ยังสามารถฝาก-ถอน-โอน-จ่ายและได้อัตราดอกเบี้ย 0.1-0.25% ต่อปี เหมือนบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป เรียกว่าดึงดูดให้มาเปิดบัญชีกันสุด ๆ ซึ่งพี่ทุยว่าเราสามารถพาคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านไปเปิดได้นะ

3) บัญชีเงินฝาก ประจำ/ฝากระยะยาว (Fixed Deposit Account)

ขยับขึ้นมาอีกขั้นสำหรับคนที่อยากฝากเงินแบบได้ดอกเบี้ยเยอะหน่อย นั่นก็คือบัญชีเงินฝากประจำ ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าต้องมีระยะเวลาฝากที่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง ธนาคารส่วนใหญ่จะกำหนดวงเงินเปิดบัญชีขั้นต่ำตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แล้วให้เราฝากตามขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าต้อง ‘ไม่ถอน’ เงินออกจากบัญชีตามระยะเวลาที่เราเลือกไว้ ถึงจะจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ ถ้าถอนก่อนก็จะได้อัตราดอกเบี้ยที่น้อยลงหรือไม่ได้เลย

พี่ทุยเลยอยากแนะนำว่า คนที่จะฝากบัญชี้ประเภทนี้ควรมี ‘เงินเย็น’ ไม่ใช่เงินสำรองฉุกเฉินที่อาจถอนออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ หรือไม่มีแผนใช้เงินส่วนนั้นในระยะเวลาอันใกล้ เน้นการออมระยะยาวเพื่ออนาคตเท่านั้น

ธนาคารส่วนใหญ่จะกำหนดรอบเวลาตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน 24 เดือน และ 36 เดือน อัตราดอกเบี้ยประมาณ 0.32-0.65% ต่อปี แต่บางธนาคารก็อาจมีรอบเวลาถึง 48 เดือน ถือว่ายิ่งระยะเวลาฝากมาก ดอกเบี้ยก็ยิ่งมากตามไปด้วย หรือ อาจมีให้เลือกฝากแบบ ‘ไม่มีสมุดคู่ฝาก’ พร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เช่น 0.42-0.75% ต่อปี

แต่คนที่หวังได้ดอกเบี้นเยอะ ๆ จากการฝากประจำอาจต้องทำใจ ‘เสียภาษี 15%’ โดยคำนวณจากเงินดอกเบี้ยที่ได้รับ เว้นแต่จะเลือกบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดดอกเบี้ย

4) บัญชีกระแสรายวัน/เดินสะพัด (Current Account)

จากชื่อบัญชีก็คงเดาได้แล้วว่าเหมาะกับคนที่มีเงินเข้า-ออกบัญชีตลอดเวลาอย่างบริษัทและร้านค้า สะดวกต่อการบริหารจัดการบัญชีของธุรกิจ สามารถใช้เช็คเบิกจ่ายแทนเงินสดได้ทันที หรือบางทีจะมีเงื่อนไขพิเศษให้สามารถเบิกเกินบัญชีที่เรียกว่า Overdraft (O/D) เพื่อนำเงินไปหมุนหากธุรกิจขาดสภาพคล่อง โดยจะต้องเสียดอกเบี้ยส่วนที่เบิกเกินด้วย รวมทั้งอาจจะเชื่อมกับบัตรเดบิต สามารถฝาก-ถอนได้ตามตู้ ATM ทั่วประเทศ 

ใครที่มีธุรกิจส่วนตัวสามารถขอเปิดบัญชีนี้ได้ด้วยวงเงินขั้นต่ำ 10,000 บาท และ 20,000 บาท หรือมากกว่านั้นหากเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่บัญชีเงินฝากประเภทนี้ ธนาคารจะ ‘ไม่จ่ายดอกเบี้ย’ เรียกว่า 0% เพราะถือว่าเงินในบัญชีหมุนเวียนเข้าออกตลอดเวลา และไม่มีสมุดคู่ฝากให้ แต่จะส่ง Statement แจ้งยอดเคลื่อนไหวบัญชีให้แทน

5) บัญชีเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit Account : FCD)

บัญชีประเภทนี้อาจดูห่างไกลจากตัวเราสักหน่อย เพราะเหมาะกับคนทั่วไปที่จำเป็นต้องใช้ ‘เงินสกุลอื่น’ 

คนที่ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ นิติบุคคลที่มีรายได้จากต่างประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย แล้วต้องการทำธุรกรรมข้ามประเทศ  ดู ๆ แล้วก็เหมือนบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป แต่อย่าลืมว่าค่าเงินเปลี่ยนแปลงตลอด บัญชีประเภทนี้จึงช่วยลดความผันผวนจากการขึ้น-ลงของอัตราแลกเปลี่ยน

บัญชีเงินตราต่างประเทศสามารถเลือกเปิดได้ทั้งรูปแบบออมทรัพย์ทั่วไป บัญชีเงินฝากประจำ และบัญชีกระแสรายวัน โดยส่วนใหญ่กำหนดวงเงินเปิดบัญชีขั้นต่ำ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และแบงก์ชาติกำหนดว่าคนไทยที่มีบัญชีนี้สามารถฝากเงินรวมทุกบัญชี ทุกสกุลเงิน ทุกธนาคารได้ไม่เกินวันละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน และการทำธุรกรรมจะมีเงื่อนไขการเก็บค่าธรรมเนียมต่างกันไป

6) บัญชีเงินฝากออนไลน์ / Digital Savings / e-Savings 

ช่วงนี้มาแรงมากสำหรับบัญชีเงินฝากออนไลน์ที่ให้เปิดบัญชีและทำธุรกรรมผ่าน Internet Banking 100% ไม่มีสมุดคู่ฝาก ไม่มีบัตรเดบิต  ช่วงนี้ธนาคารแต่ละเจ้า ก็แข่งกันเสนอดอกเบี้ยสูง ๆ เพื่อดึงดูดให้เราใช้บริการ และผู้ให้บริการบางรายก็อาจจะไม่ใช่ธนาคารที่เราคุ้นเคยกันด้วย 

เท่าที่พี่ทุยสำรวจมาอัตราดอกเบี้ยสูงสุดจะอยู่ที่ 1.1-2% ต่อปีเลยทีเดียว แต่ไม่ใช่ว่ายิ่งฝากเยอะยิ่งได้ดอกเบี้ยเยอะนะ เพราะผู้ให้บริการแต่ละรายก็จะกำหนดว่าต้องมีเงินฝากไม่เกินเท่าไหร่ถึงจะได้อัตราดอกเบี้ยสูงสุด

เช่น ต้องมีเงินฝากในบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ถ้าเกินกว่านั้นอัตราอกเบี้ยจะลดลง ส่วนเงื่อนไขการฝาก-ถอนก็อยู่ที่ธนาคารจะกำหนด อาจจะกำหนดว่าต้องถอนไม่เกินกี่ครั้งต่อเดือน มากกว่านั้นจะเสียค่าธรรมเนียมการถอน

สูตรคำนวณดอกเบี้ย บัญชีเงินฝาก

บางคนเข้าใจว่าดอกเบี้ยที่ได้คิดจากยอดเงินล่าสุดในบัญชี แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยนะ พี่ทุยเลยเอาสูตรคำนวณดอกเบี้ยมาฝากกัน

จำนวนดอกเบี้ยที่ได้รับ = เงินต้น × อัตราดอกเบี้ย% × (จำนวนวันที่ฝากจริง ÷ 365) 

ยกตัวอย่าง พี่ทุยฝากเงินจำนวน 10,000 บาท ให้นอนเล่น ๆ อยู่ในบัญชีออมทรัพย์ที่มีอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็นเวลา 90 วัน โดยไม่ได้ถอนออกมา พี่ทุยจะได้ดอกเบี้ย 100,000 × 0.25% × (90 ÷ 365) = 61.64 บาท

อัปเดตอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดิจิทัล

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากดิจิทัล พฤษภาคม 2568

อ่านเพิ่ม

Digital Savings vs กองทุนรวมตลาดเงิน

สำหรับใครที่สนใจการลงทุน อยากนำเงินมาต่อยอดให้ได้ผลตอบแทนในความเสี่ยงที่ต่ำ นอกจากบัญชีเงินฝากออนไลน์ หรือ Digital Savings แล้ว พี่ทุยก็นึกถึง ‘กองทุนรวมตลาดเงิน’ ซึ่งมีลักษณะและผลตอบแทนคล้ายกันและความเสี่ยงต่ำ แต่เนื่องจากว่ากองทุนรวมตลาดเงินคือการนำเงินมารวมกันเป็นกองทุน แล้วมีบริษัทหลักทรัพย์นำไปลงทุนต่อยอด จึงอาจได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่ขณะเดียวก็ไม่สามารถรู้ผลตอบแทนที่จะได้ชัดเจนเท่า Digital Savings 

ถึงบางครั้งผลตอบแทนของกองทุนรวมตลาดเงินจะดูสูงกว่า แต่ก็อย่าลืมนำมาหักลบกับค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนด้วย ขณะที่ Digital Savings นั้นไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายอะไรจากดอกเบี้ยที่ได้ เว้นแต่ได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทก็จะโดนเรียกเก็บภาษี 15%

ส่วนสภาพคล่อง หรือการถอนแปรสภาพเป็นเงินสด Digital Savings เราอาจจะเจอข้อจำกัดจำนวนครั้งที่ถอน แต่ก็ได้เงินสดออกมาทันที เทียบกับกองทุนรวมตลาดเงินที่ซื้อขายได้ในวันทำการแล้วได้รับเงินในวันถัดไป

ในจุดนี้พี่ทุยว่าขึ้นกับสถานการณ์ความเร่งด่วนในการใช้เงิน ซึ่งถ้าด่วนมากเราอาจจะยอมเสียโอกาสได้รับดอกเบี้ย/ค่าธรรมเนียมถอนส่วนเกินจาก Digital Savings เพื่อนำเงินสดมาใช้ให้เร็วที่สุด

จากที่พี่ทุยยกมาก็ดูเหมือนว่าทั้ง Digital Savings และกองทุนรวมตลาดเงินก็เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ และความเสี่ยงต่ำทั้งคู่ แต่ส่วนตัวพี่ทุยคิดว่าอย่างไรคนที่มี ‘เงินเย็น’ ก็อาจจะได้เปรียบมากกว่าหากนำเงินไปลงทุนกับกองทุนรวมตลาดเงิน ยังไงพี่ทุยว่าเราควรพิจารณาเงื่อนไขของตัวเองให้ดีก่อนนะ

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile