พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จักการกระจายการลงทุน (Asset Allocation) กันมาบ้างแล้ว รู้ว่าเราไม่ควรใส่เงินทั้งหมด 100% ไปที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือกองทุนใดกองทุนหนึ่ง เพราะถ้าหากการลงทุนนั้นไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้จะทำให้เราขาดทุนอย่างมหาศาล และเมื่อเวลาที่พอร์ตการลงทุนของเราขาดทุน กว่าที่จะทำให้กลับมาได้ ณ จุดเดิม พี่ทุยเตือนไว้ก่อนเลยว่าเหนื่อยแน่นอน
สมมติว่า พอร์ตการลงทุนของเรา ขาดทุน 20% แปลว่าจากเงินลงทุน 100 บาทจะเหลือ 80 บาท และถ้าต้องการให้เงินลงทุนที่ 80 บาทกลับมาเท่ากับ 100 บาทเท่าเดิม เราจำเป็นที่จะต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับ 25% ต่อปี เลยทีเดียว จะเห็นได้ว่า เราต้องทำผลตอบแทนให้ได้มากกว่าที่เราขาดทุนไปนั่นเอง
พี่ทุยลองยกตัวอย่างอีก 1 ข้อ สมมติว่าเราขาดทุน 50% เงินลงทุน 100 บาท ก็จะเหลือเพียงแค่ 50 บาท นั่นแปลว่า ถ้าเราอยากให้เงินลงทุนกลับมาที่ 100 บาทเท่าเดิม เราต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับ 100% ต่อปี หรือ 1 เท่าเป็นอย่างน้อย ดังนั้น ก่อนเริ่มต้นลงทุนทุกครั้งพี่ทุยมักจะแนะนำว่าให้ประเมินความเสี่ยงควบคู่กันไปด้วยเสมอ
การกระจายการลงทุน (Asset Allocation) จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการลงทุนที่มากขึ้น หลักการง่าย ๆ เลยก็คือ เราจะแบ่งเงินลงทุนเราไปยังสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน ซึ่งด้วยหลักการพี่ทุยว่ายังไงทุกคนก็ควรทำการกระจายการลงทุนกันนะ
แต่ก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงนั้น การกระจายการลงทุนเป็นเรื่องปฏิบัติได้ยากเหมือนกัน
ลองคิดดูว่า ถ้าเราต้องการซื้อสินทรัพย์ 10 ตัว เราก็ต้องทำคำสั่งซื้อ 10 รอบ ในสถานที่ที่แตกต่างกัน แพลตฟอร์มต่างกัน แล้วสินทรัพย์บางประเภท การเข้าลงทุนก็ยังต้องใช้เงินลงทุนที่สูงด้วย ซึ่งยังไม่นับว่าเราต้องมีความรู้ ความเข้าใจในสินทรัพย์นั้น เพื่อให้เราสามารถเลือกลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ปลายทางที่พี่ทุยมักจะแนะนำเลยก็คือให้ใช้ “กองทุนรวม” นั่นเอง
กองทุนรวมเป็นช่วยตัวช่วยในการกระจายการลงทุนที่ดีมากตัวหนึ่ง เหตุผลก็เพราะว่า มีมืออาชีพอย่างผู้จัดการกองทุนที่คอยคัดเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพเข้าพอร์ตการลงทุนให้กับเรา ซึ่งเรายังสามารถเลือกกองทุนรวมที่มี “นโยบายการลงทุน” ที่เหมาะกับตัวเราได้มากขึ้นด้วย แล้วยังช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินทรัพย์บางประเภทที่เรามีเงินลงทุนไม่สูง ก็ไม่สามารถซื้อได้ อย่างเช่น ตราสารหนี้บางประเภทหรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
แล้วสำหรับใครที่อยากลงทุนในหุ้น แต่ยังรู้สึกว่าอยากลดความเสี่ยงลงมาหน่อย พี่ทุยแนะนำว่าให้เลือก “กองทุนรวมผสม” ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้”
นอกจากนี้ “กองทุนรวมผสม” ก็ยังมีกองทุนที่เป็น SSF และ RMF ที่ช่วยทำให้เราสามารถนำไป “ลดหย่อนภาษี” ได้ด้วย เรียกว่าได้รับผลประโยชน์แบบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเลย
สำหรับใครที่มองหา SSF และ RMF ที่นโยบายการลงทุนแบบ “กองทุนรวมผสม” พี่ทุยมีกองทุนเด็ดมาแนะนำอีกเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น..
1. กองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ (BFLRMF)
เป็นกองทุนรวมผสมที่นโยบายการลงทุนมีความยืดหยุ่นสูง เปิดให้ผู้จัดการกองทุนสามารถจัดสรรการลงทุนได้อย่างอิสระตาม “สภาวะ” ตลาดที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารที่ดีที่สุด
ถ้าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจดี เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ก็สามารถลงทุน “หุ้น” ได้แบบ 100% แต่ถ้ามองว่าช่วงนี้เศรษฐกิจชะลอตัวก็สามารถลงทุน “ตราสารหนี้” ได้ 100% เช่นกัน
ใครที่อยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านได้เลย ที่นี่
2. กองทุนผสมบัวหลวง 70/30 เพื่อการออม (BM70SSF)
เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในตลาดหุ้น 65-70% และสัดส่วนการลงทุนส่วนที่เหลือก็จะนำมาลงทุน “ตราสารหนี้” ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตกองทุนรวมได้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระจายการลงทุนและลดความเสี่ยง
ใครที่อยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านได้เลย ที่นี่
พี่ทุยแอบกระซิบว่า กองทุนบัวหลวง เค้ามี SSF และ RMF ให้เลือกลงทุนมากกว่า 23 กองทุน มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายมาก พี่ทุยแนะนำให้นักลงทุนแบบเรา ๆ เข้ามาเลือกดูรับรองว่าต้องมีโดนใจสัก 1-2 กองทุนแน่นอน
ใครที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ ที่นี่ และ ที่นี่ ได้เลย
คำเตือน ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือลงทุน RMF หรือ SSF ก่อนตัดสินใจลงทุน
Comment