Jeff Bezos

ส่องประวัติ Jeff Bezos เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ “Amazon”

5 min read  

ฉบับย่อ

  • Jeff จบการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 1986 เริ่มทำงานที่บริษัทชั้นนำของตลาดหุ้น Wall Street เช่น Fitel, Banker Trust และทำงานเป็นลูกจ้างที่ D. E. Shaw & Co เป็นที่สุดท้ายในตำแหน่งรองประธานของบริษัทตอนอายุ 28 ก่อนจะลาออกมาก่อตั้ง Amazon
  • เหตุผลที่เขาขอลาออกจาก D. E. Shaw เพราะเขาได้เห็นอัตราการเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ตสูงถึง 2,300% ต่อปี Jeff จึงรีบนำเรื่องนี้ไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะแนะนำทิศทางการทำธุรกิจในโลกอนาคต แต่เจ้านายของเขากลับไม่เชื่อ Jeff ลาออกมาเริ่มต้นธุรกิจด้วยการเอาโรงรถในบ้านของตัวเองเป็นออฟฟิศ และมีพนักงานเพียงแค่ 4 คนรวมเขากับภรรยาด้วย
  • ในปี 2022 Jeff ถือครองทรัพย์สินระดับมหาศาลมากกว่า 147,400 ล้านดอลลาร์ เป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes (เป็นรองแค่ Elon Musk) Jeff เคยขึ้นอันดับเมื่อปี 2021 มาแล้ว 1 ครั้ง และได้รับการคาดหมายว่าจะถือครอบครองทรัพย์สินระดับ “ล้านล้านเหรียญ” ดอลลาร์ภายในปี 2026

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Jeff Bezos เจ้าของธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง Amazon เพิ่งจะเสียตำแหน่งมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกให้กับ Elon Musk และตกลงมาอยู่อันดับ 2 ไปในปีนี้ แต่เขาก็ยังถือครองทรัพย์สินระดับมหาศาล มากกว่า 147,400 ล้านดอลลาร์ ย้อนไปเมื่อปีก่อน Jeff เคยได้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก ยังไงก็ตามพี่ทุยเชื่อว่าเขาจะได้กลับมาครองตำแหน่งนี้อีกครั้งในอนาคตแน่นอน  

นอกจากนี้ Jeff ยังเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ได้รับการคาดหมายว่า จะถือครอบครองทรัพย์สินระดับ “ล้านล้านเหรียญ” ดอลลาร์ภายในปี 2026 ด้วย ซึ่งถ้าเขาทำได้จริง ๆ จะเท่ากับว่า Jeff จะถือครองสินทรัพย์มูลค่าสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  (GDP) ของประเทศกว่า 179 ประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว

ได้ฟังแบบนี้แล้ว แฟน ๆ ของพี่ทุยน่าจะอยากรู้เรื่องราวของผู้ชายคนนี้ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำธุรกิจและการลงทุนได้เก่งไม่เป็นสองรองใครในยุคปัจจุบัน ซึ่งบางเรื่องพี่ทุยคิดว่าหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน วันนี้พี่ทุยขอพาไปรู้จักชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ของ Jeff Bezos มหาเศรษฐีแสนล้านดอลลาร์ที่ขอบอกเลยว่า ความรวยและความสำเร็จของเขาไม่ใช่ได้มาแบบเล่น ๆ 

Bezos ไม่ใช่นามสกุลแท้ ๆ ของ Jeff Bezos

Jeffrey Preston Jorgensen เกิดวันที่ 12 ม.ค. ปี 1964 ที่เมืองแอลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก ขณะที่พ่อ Ted Jorgensen อายุ 18 ปี และแม่ Jacklyn Preston Gise อายุ 16 ปี ยังเป็นวัยรุ่นกันทั้งคู่ พวกเขายังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยและชั้นมัธยม Ted พ่อของ Jeff ติดเหล้าอย่างหนักทำให้ Jacklyn หมดความอดทนและขอหย่าหลังจากแต่งงานได้ไม่ถึงปี

Jeff Bezos

ต่อมาเมื่อ Jeffrey อายุได้ 4 ขวบ Jacklyn ได้แต่งงานใหม่กับชาวคิวบาอพยพชื่อว่า Miguel Bezos ได้ยินแบบนี้ก็คงถึงบางอ้อกันว่า นามสกุลในปัจจุบันของ Jeff ได้มาจากไหน Jeff เพิ่งจะรู้ความจริงว่า Miguel ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเขาก็เมื่อตอนอายุได้ 10 ขวบแล้ว

Jeff Bezos

Jeff Bezos บ้าอวกาศสู่เด็กที่มี “พรสวรรค์”

 แต่คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Jeff เป็นเด็กฉลาดและใฝ่รู้ กลับไม่ใช่พ่อ แม่ หรือพ่อเลี้ยง แต่เป็นคุณตาชื่อ Lawrence Preston Gise พ่อของ Jacklyn เขามีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคของคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูสหรัฐ คุณตา Lawrence มีส่วนสำคัญที่ทำให้ Jeff สนใจเรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคอมพิวเตอร์ 

เขายังให้ Jeff ได้ฝึกหัดทำงานทุกอย่างด้วยตนเองตั้งแต่ 5 ขวบ Jeff ได้ดูการถ่ายทอดสดยานอวกาศ Apollo 11 ลงจอดบนดวงจันทร์ นับตั้งแต่นั้น เขาตัดสินใจเลยว่า เขาจะต้องเป็นนักบินอวกาศให้ได้ หลังจากนั้นเด็กชาย Jeff กลายเป็นหนอนหนังสือที่อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า จน Jacklyn แม่ของเขาได้พา Jeff ไปเข้าเรียนในโปรแกรมพิเศษของเด็กที่มีพรสวรรค์

ลูกจ้างที่มีวิสัยทัศน์กว่าเจ้านาย เป็นประธานบริษัทตั้งแต่อายุ 28 

ปี 1982 Jeff ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในสาขาฟิสิกส์ แต่ก็ขอย้ายไปเรียนที่สาขาวิศกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ในภายหลัง ต่อมาเขาจบการศึกษาในปี 1986 ด้วยการคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 Jeff เริ่มทำงานแรกที่บริษัทสตาร์ตอัพด้านการสื่อสาร แต่ไม่นานก็ย้ายเข้าไปทำงานกับบริษัทชั้นนำในตลาดหุ้น Wall Street เช่น Fitel, Banker Trust และทำงานเป็นลูกจ้างที่ D. E. Shaw & Co ในตำแหน่งรองประธานอาวุโสของบริษัทเป็นบริษัทสุดท้ายก่อนจะออกมาเป็นเจ้าของบริษัทเอง ในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 28 ปี

เหตุผลที่เขาขอลาออกจากบริษัทแห่งนี้ เป็นเพราะเขาได้เห็นอัตราการเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ตสูงถึง 2,300 % ต่อปี Jeff จึงรีบนำเรื่องนี้ไปคุยกับหัวหน้าซึ่งก็คือเจ้าของบริษัท D. E. Shaw เพื่อจะแนะนำทิศทางการทำธุรกิจในโลกอนาคต แต่เจ้านายของเขากลับไม่เชื่อ แถมยังบอกว่าธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้นเสี่ยงเกินไปและไม่มั่นคงอีกด้วย จังหวะนี้เอง เขาจึงตัดสินใจลาออกพร้อม Mackenzie S. Tuttle ภรรยาที่เขาพบรักกันที่บริษัทแห่งนี้และต่อมาได้แต่งงานกันในปี 1993 

Jeff ถูกทัดทานจากหัวหน้าที่บอกให้เขาคิดให้ดีถึงรายได้และโบนัสระดับร่ำรวยกว่าคนอื่น ๆ  แถมยังถูกตั้งคำถามจากพ่อแม่ในการลาออกครั้งนี้ เพราะในเวลานั้นธุรกิจเว็บเบราว์เซอร์ หรือ World Wide Web ยังไม่เกิดขึ้นบนโลก ทำให้ไม่มีใครเข้าใจว่า Jeff จะลาออกไปทำธุรกิจอะไร หนักไปกว่านั้น พ่อแม่ของ Jeff ยังคิดว่า เขาลาออกมาขายหนังสือด้วยซ้ำ

Jeff Bezos

ก้าวแรกของเว็บไซต์ Amazon ในโรงรถ

Jeff เริ่มทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซของตัวเองด้วยการสร้างเว็บไซต์ เริ่มจากการจดรายชื่อสินค้าที่คิดว่าน่าจะเติบโตเร็วที่สุด 20 รายชื่อ และสุดท้าย เขาก็ได้คำตอบว่า “หนังสือ” คือสินค้าที่น่าจะขายดีที่สุด

ในปี 1994 Jeff ในวัย 30 กับภรรยาได้ก่อตั้งบริษัทแรกชื่อ Cadabra แต่จดทะเบียนโดเมนเว็บไซต์ในชื่อ MakeItSo.com คำว่า MakeltSo เป็นส่วนหนึ่งในบทกลอนของตัวละครกัปตัน Picard ในภาพยนตร์อวกาศ Star Trek ที่ Jeff ชอบ นอกจากนี้เขายังจดทะเบียนโดเมนในชื่อ Aard.com 

ซึ่ง Jeff คิดว่าการตั้งชื่อด้วยตัวอักษร A  พยัญชนะภาษาอังกฤษตัวแรก เพราะคิดว่าจะทำให้ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตกดเซิร์ชค้นหาเจอชื่อเว็บไซต์ของเขาก่อนเว็บอื่น (ในวันที่โลกยังไม่มี Google) 

Mackenzie ก็ยังได้จดโดเมนอีกหลายชื่อ เช่น Awake.com, Browse.com, Bookmall.com และ Relentless.com แต่ในที่สุด Jeff ไปสะดุดตากับคำว่า Amazon ในพจนานุกรม ซึ่งเป็นชื่อของแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก Jeff อยากให้เว็บไซต์ของเขาเป็นร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน ชื่อแม่น้ำจึงกลายเป็นชื่อโดเมนอีกชื่อหนึ่งของบริษัทเขา นั่นคือ Amazon.com  

Jeff เริ่มต้นธุรกิจด้วยการเอาโรงรถmujบ้านของตัวเองมาทำเป็นออฟฟิศ เอาบานประตูไม้มาทำเป็นโต๊ะทำงาน ใช้ร้าน Starbucks ใกล้บ้านเป็นห้องประชุม และเริ่มจ้างพนักงานเพิ่มอีก 2 คนในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ นั่นทำให้บริษัทเว็บไซต์ในตำนานอย่าง Amazon แห่งนี้เริ่มต้นด้วยการมีพนักงานเพียงแค่ 4 คน รวมตัวเขาและภรรยาด้วย

นี่เป็นเรื่องเล่าของมหาเศรษฐีที่หลายคนชอบหยิบมาเล่าว่า Amazon นั้นมีจุดเริ่มต้นจากในโรงรถและด้วยเงินลงทุนของ Jeff เอง เพียงแค่ 10,000 ดอลลาร์เท่านั้น

Jeff Bezos

“ผมไม่เสียใจแม้สิ่งที่ผมทำจะล้มเหลวก็ตาม แต่ผมจะเสียใจถ้าผมไม่ได้ลงมือทำ” – Jeff Bezos

ความสำเร็จระดับก้าวกระโดด 

Jeff Bezos เปิดตัวเว็บไซต์ Amazon.com ครั้งแรกในวันที่ 16 ก.ค. ปี 1995 และประกาศว่า Amazon คือร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะเขารับหนังสือมาขายด้วยการติดต่อกับร้านขายส่งหนังสือหรือสำนักพิมพ์โดยตรง Jeff สามารถขายหนังสือได้ทุกเล่มที่มีในท้องตลาด โดยไม่ต้องสต็อกหนังสือแม้แต่เล่มเดียว

เมื่อลูกค้ามีคำสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ เขาก็จะส่งคำสั่งซื้อนั้นไปยังร้านขายหนังสือหรือสำนักพิมพ์ทันที นอกจากนั้น Jeff ใช้การเขียนอีเมลเพื่อเชื้อเชิญให้ลูกค้ามาซื้อหนังสือ เมื่อรวมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขาสร้างขึ้น ก็ยิ่งทำให้เสนอหนังสือได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

Amazon.com ขายหนังสือทั่วทั้งสหรัฐและอีก 45 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถจัดส่งได้ทันทีภายใน 30 วันนับตั้งแต่ลูกค้าสั่งเข้ามา ภายใน 2 เดือน ยอดขายก็พุ่งไปถึง 20,000 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 600,000 บาทต่อสัปดาห์ และภายในอีก 2 ปีต่อมา Jeff ก็สามารถนำบริษัท Amazon เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ปี 1997 ราคา IPO หรือราคาหุ้นที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก จาก 18 ดอลลาร์ต่อหุ้น

มูลค่าที่ขายไปทั้งหมดในวันแรกนั้นคือขายไปได้ 54 ล้านดอลลาร์ และหลังจากผ่านไป 24 ปี ราคาหุ้นของ Amazon พุ่งสูงไปอยู่ที่ 186.75 ดอลลาร์ต่อหุ้นเมื่อปี 2021 

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ?

ในปี 1998 Jeff ได้พบกับ Larry Page และ Sergey Brin สองนักศึกษาผู้ก่อตั้ง Google โดยทั้งสองคนบอกว่ากับ Jeff ว่า Google จะเป็นเครื่องมือการค้นหาเว็บไซต์ หรือ Search Engine ที่ดีที่สุดในโลก แทนที่ Yahoo ซึ่งครองส่วนแบ่งของธุรกิจนี้อยู่ในตอนนั้น Jeff เลือกเสี่ยงลงทุนใน Google ไป 250,000 ดอลลาร์แลกกับหุ้นจำนวน 3.3 ล้านหุ้น และจากการลงทุนในวันนั้นส่งผลให้เขาได้ผลตอบแทนเป็นเป็น 29,000 ล้านดอลลาร์ ในอีก 20 ปีต่อมา

ในปีเดียวกันนั้น Jeff เพิ่มหมวดสินค้าใน Amazon ขึ้นอีกมากมาย และปรับเปลี่ยนโลโก้ของเว็บไซต์ โดยมีลูกศรลากจาก A ไปที่ตัว Z ซึ่งมีความหมายว่า ทุกคนจะสามารถหาซื้อสินค้าที่มีได้ตั้งแต่ A ถึง Z 

Jeff Bezos

แต่ก็ไม่ใช่ว่า การเลือกลงทุนของเขาจะประสบความสำเร็จและทำกำไรมหาศาลได้ทุกครั้ง เพราะเขาเคยลงทุนกับ Junglee.com เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาสินค้าในประเทศอินเดีย ด้วยการลงทุนไปมากถึง 170 ล้านดอลลาร์ แต่กลับเจ๊งอย่างย่อยยับทั้งที่ช่วงแรก Junglee เป็นเว็บไซต์ที่เติบโตเร็วมากคล้ายกับ Amazon 

ต่อมาในปี 1999 Jeff พยายามจะโค่น ebay ด้วยการเปิดตัวระบบประมูลใหม่เข้าสู้ เขาลงทุนไปกับการพัฒนาระบบนี้ด้วยเงินจำนวนมาก แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้ให้เปลี่ยนใจจาก ebay มาเป็น Amazon ได้ และในปี 2000 เขาก็สูญเงินอีกนับ 100 ล้านดอลลาร์ไปกับการลงทุนในเว็บไซต์ pets.com และ gear.com จนทำให้ผู้บริหารของบริษัท Amazon ต้องจับ Jeff เข้าห้องดำ และโดนสั่งให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องหาทำกับเรื่องการลงทุนไปพักนึง

“ถ้าไม่อยากถูกวิจารณ์ ก็อย่าพยายามทำอะไรใหม่ ๆ” – Jeff Bezos 

โลกดิจิทัลมาถึง Amazon ก็พร้อมขาย Kindle และ Alexa

จุดเปลี่ยนในการทำธุรกิจครั้งใหม่ของ Jeff เริ่มต้นขึ้นในยุคหลังสหัสวรรษ ในปี 2004 เขาเริ่มต้นโครงการพัฒนาอุปกรณ์ในการอ่านหนังสือแบบอีบุ๊กและได้ฤกษ์เปิดตัวบริการ AWS (Amazon Web Service) ในปี 2006 โดยเป็นการให้บริการบนระบบคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ จนในปี 2007 เขาได้เปิดตัว Kindle อุปกรณ์ที่ใช้อ่านอีบุ๊กได้คล้ายแท็บเล็ต อย่าง iPad แต่ใช้อ่านหนังสือได้อย่างเดียว โดยถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการอ่านเพราะถนอมสายตามากกว่า มีขนาดกะทัดรัดและเบากว่า iPad  

ต่อมาในปี 2010 ยอดขายอีบุ๊กเติบโตแซงหน้าหนังสือเล่ม  ทำให้ Amazon เน้นขาย อีบุ๊กอย่างจริงจังมากขึ้น จนอีกหนึ่งปีถัดมา Amazon สามารถสร้างยอดขาย Kindle Fire ได้อย่างถล่มทลาย มียอดจองผ่านเว็บไซต์กว่า 2,000 เครื่องต่อชั่วโมง หรือประมาณ 50,000 เครื่องต่อวัน

Jeff Bezos

นอกจากนี้ Jeff ยังขยับขยายธุรกิจของ Amazon ออกไปอีกหลายรูปแบบ ปี 2013  Amazon ประกาศแผนการส่งสินค้าภายใน 30 นาที ด้วยเทคโนโลยีโดรนในโครงการ Amazon Prime Air ปี 2014 เปิดตัว Amazon Echo ลำโพงอัจฉริยะที่มาพร้อมกับ A.I. ที่ชื่อ Alexa ปี 2015 ทดสอบจรวดและกลับมาลงจอดได้สำเร็จ หลังบินออกไปนอกโลกเกิน 100 กิโลเมตร และในปีเดียวกันนี้ Amazon ก็ได้เปิดร้านขายหนังสือที่มีหน้าร้านจริง ๆ หลังจากที่ร้านค้าปลีกหนังสือของคู่แข่งได้ล้มหายตายจากไปจนหมดแล้ว

“หากคุณไม่เข้าใจรายละเอียดของธุรกิจของคุณ คุณจะล้มเหลว” – Jeff Bezos

Blue Origin บริษัทท่องอวกาศคู่แข่ง SpaceX

และเมื่อปี 2021 เขาก็สานฝันความบ้าอวกาศในวัยเด็ก ด้วยการเดินทางขึ้นสู่อวกาศด้วยยานนิวเชพเพิร์ด (New Shepard) ของบริษัท Blue Origin นับเป็นการเดินทางสู่อวกาศที่ไม่มีนักบิน มีเพียงลูกเรือที่เป็นพลเรือนครั้งแรกของโลก และยังตรงกับวันครบรอบ 52 ปีที่ยานอวกาศ Apollo 11 ลงจอดที่ดวงจันทร์ด้วย การเดินทางทั้งหมดนี้กินเวลาทั้งสิ้น 10.20 นาที หลังจากพุ่งออกจากจุดปล่อยยาน Launch Site One ในทะเลทรายเท็กซัสห่างจากเมืองแวนฮอร์นราว 32 กิโลเมตร จนกระทั่งแคปซูลลงจอดที่พื้นโลก

บริษัทท่องเที่ยวและขนส่งอวกาศ Blue Origin ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 โดยทยอยพัฒนากับทดสอบยานมาแบบเงียบ ๆ และเคยได้ร่วมพัฒนาโครงการกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (NASA) มาแล้ว หลายฝ่ายมักจะตั้งของสังเกตว่า NASA ลำเอียง เลือก SpaceX บริษัทคู่แข่งในความดูแลของ Elon Musk ให้ได้สัญญาทำภารกิจสำคัญ ๆ มากกว่า ทั้งที่ Blue Origin เกิดก่อน แต่ตัว Jeff เองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการถูกพูดถึงหรือทำตัวเด่นดังมากเท่า Elon และ SpaceX อยู่แล้วด้วย

“จงมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในสิ่งที่ตั้งใจทำอยู่เสมอ”  Jeff Bezos

Jeff Bezos

ดีลประวัติศาสตร์! ซื้อ (กิจการ) ทุกอย่างที่ขวางหน้า

Jeff ยังสร้างดีลประวัติศาสตร์หลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในปี 2013 เขาได้เข้าซื้อกิจการของหนังสือพิมพ์ Washington Post สื่อสิ่งพิมพ์สัญชาติอเมริกันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 136 ปี ด้วยมูลค่าสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกลายเป็นเรื่องฮือฮามากว่า ทำไมเขาถึงตัดสินใจซื้อสื่อซึ่งเป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในช่วงขาลง แต่ด้วยสินทรัพย์ของ Washington Post นี่เอง ที่ทำให้ในปี 2017 Jeff สามารถถือครองทรัพย์สินชนะทั้ง Bill Gates และ Warren Buffet ได้ 

ในปี 2017 Amazon ยังได้เข้าซื้อกิจการของ Whole Foods Market ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีสาขามากกว่า 400 สาขาทั่วสหรัฐ โดย Amazon ได้นำระบบการสั่งซื้อออนไลน์มาใช้กับ Whole Foods เพื่อลดขั้นตอนการจ่ายเงิน Jeff บอกว่า นี่คืออีคอมเมิร์ซยุคใหม่ที่เรียกว่า O2O หรือ Online to Offline

ในปี 2020 แม้โลกจะเผชิญสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 และหลายบริษัทได้รับผลกระทบครั้งใหญ่ แต่ธุรกิจของ Jeff กลับสวนกระแส ทำรายได้เพิ่มขึ้นราว 5,000 ล้านดอลลาร์  

แล้วงานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา เมื่อ Jeff สละตำแหน่งซีอีโอของ Amazon ที่เขาปลุกปั้นมาเป็นระยะเวลา 27 ปี ในวันที่ 5 ก.ค. ปี 2021 โดยเขามอบตำแหน่งนี้ให้กับ Andy Jassy ผู้ร่วมงานกับ Jeff ตั้งแต่ปี 1997 หรือหลังการก่อตั้งบริษัทเพียง 3 ปี ซึ่งตำแหน่งแรกของเขาคือตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด ในปี 2003 พวกเขาร่วมกันปั้นแพลตฟอร์มคลาวด์คอมพิวติงของตัวเองขึ้นมา ในชื่อ Amazon Web Service (AWS)  ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของ Amazon ในยุคที่ใคร ๆ ก็ต้องใช้คลาวด์คอมพิวติง

Jeff Bezos

สไตล์การทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของ Jeff Bezos

Jeff พยายามเลี่ยงไม่ประชุมตอนเช้ามาก ๆ เพื่อจะได้กินมื้อเช้าที่มีประโยชน์แบบไม่ต้องรีบ และต้องไม่ใช่อาหารเช้าสำเร็จรูปไขมันเพียบแบบที่คนอเมริกันทั่ว ๆ ไปชอบกินกัน เล่าต่อกันมาว่า ตอนยังไม่หย่ากับภรรยา เขาชอบใช้เวลาตอนเช้ากับครอบครัวและลูก ๆ ทั้งสี่คน หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของ Jeff ต่อครอบครัวคือ เขาทำหน้าที่ล้างจานเองทุกครั้งที่กินอาหารเย็นกันเสร็จ 

Jeff ยังให้ความสำคัญกับการนอนมาก ๆ เขาเคยบอกไว้ว่า การนอน 8 ชั่วโมงเต็มๆ สำคัญต่อการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ของผู้บริหารระดับสูง การนอนกับไม่ได้นอน 8 ชั่วโมงมีผลต่างกันมากสำหรับเขา

ส่วนไลฟ์สไตล์การทำงาน Jeff ชอบเป็นคนพูดคนสุดท้ายในที่ประชุม เพราะเขาชอบฟังคนอื่นพูดก่อน เพื่อไม่ให้บอสใหญ่อย่างเขาไปมีอิทธิพลกับคนอื่น ๆ จนไม่กล้าออกความเห็น เขาชอบที่จะให้ทีมที่เขาเลือกสรรแล้วปลดปล่อยความคิดพรั่งพรูออกมา หลักการ “Disagree and commit” (ไม่เห็นด้วยแต่ก็เอาด้วย) จึงเป็นปรัชญาโด่งดังข้อหนึ่งของในผู้บริหาร Amazon

เรื่องร้าย ๆ ของเจ้านายที่รักชื่อ Jeff Bezos

เรื่องที่หลายคนไม่ค่อยได้รู้และได้เห็นจาก Jeff Bezos ผ่านสื่อก็คือนิสัยใจคอของเขา เขาคือคนที่อยากได้อะไรก็จะต้องได้ ครั้งหนึ่งเขาสนใจจะซื้อกิจการของบริษัท Quidsi เจ้าของเว็บไซต์ Diapers.com ที่ขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้าแม่และเด็ก ตอนที่ Diapers.com เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เจ้าของ Quidsi กลับไม่ยอมขายเว็บไซต์ให้กับ Amazon

Jeff จึงใช้แผนลดกระหน่ำราคาสินค้าใน Amazon ของหมวดสินค้าแม่และเด็กจากการเช็กราคาของเว็บ Diapers.com ทุกชิ้น แล้วขายให้ถูกกว่าที่ Amazon แถมยังตั้งชื่อหมวดหมู่สินค้าใหม่ขึ้นมาแข่งอีกในชื่อว่า Amazon Mom แถมยังจัดส่งลูกค้าฟรีอีกด้วย สุดท้าย Quidsi ก็สู้ไม่ไหว ต้องขาย Diapers.com ให้กับ Amazon 

โลกในการทำงานที่ Amazon ซึ่งมี Jeff เป็นหัวเรือใหญ่ก็เป็นโลกที่แตกต่างจากบริษัททั่วไป เขาจะไม่ยอมทนต่อความไม่มีประสิทธิภาพของพนักงาน และเขามักจะพูดแรง ๆ กับพนักงานเสมอเช่น “นี่ขี้เกียจหรือทำงานไม่เป็นกันแน่?” หรือ “เราต้องการความฉลาดของมนุษย์ในการแก้ปัญหานี้นะ” (หมายความว่าลูกน้องไม่ฉลาดนั่นเอง!) 

การประชุมของ Amazon ก็ไม่เหมือนบริษัทอื่น โดยหากใครต้องการจะเสนอไอเดียใหม่ ๆ ต่อที่ประชุม คนเหล่านั้นจะต้องเขียนรายงานมาให้จบภายในกระดาษ 6 แผ่น ซึ่งจะต้องมีทั้งจุดเด่นและปัญหา พร้อมวิธีแก้มาโดยละเอียด โดยผู้เข้าประชุมจะต้องตั้งใจอ่านเนื้อหาและพิจารณาไปพร้อม ๆ กันในที่ประชุม โดย Amazon จะไม่นำเสนองานบน Power Point หรือ Keynote  เพราะ Jeff เชื่อว่า การเขียนรายงานนั้นดีกว่าพรีเซนเทชันสวย ๆ หรือคำพูดนำเสนอเท่ ๆ แต่ไม่มีรายละเอียด

และหากคุณเป็นลูกค้า Amazon แล้วพบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ คุณสามารถส่งอีเมลไปได้ที่ [email protected] และ Jeff จะส่งต่อไปให้ทีมงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมข้อความที่สั้นที่สุดคือ เครื่องหมายคำถาม (?) จากนั้นเขาจะไล่บี้หาคำตอบกับผู้รับผิดชอบในทุกครั้งที่มีการประชุมจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข

ถ้าอยากร่วมทีม Amazon ต้องทำอะไรบ้าง?

Jeff ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพนักงานเข้าบริษัทอย่างมาก ถึงขนาดที่เขาต้องระบุคำถามสัมภาษณ์ และคุณสมบัติที่ต้องการไว้ในคู่มือสำหรับการคัดเลือกทีมงาน และถ้าหากคุณอยากเป็นหนึ่งในทีมงานของ Bezos ด้วยการสมัครเข้าไปทำงานที่ Amazon 3 คำถามที่คุณจะต้องตอบเขาและบริษัทแห่งนี้ให้ได้ก็คือ บุคคลที่คุณชื่นชมคือคนแบบไหน? เพื่อทดสอบว่า พนักงานสนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรอยู่

หากผู้สมัครชื่นชอบคนที่มีความซื่อสัตย์และเป็นผู้นำ ก็จะตรงกับคุณสมบัติที่ Jeff อยากร่วมงานด้วย จากนั้นก็จะมีการตั้งคำถามเพิ่มเติมเพื่อทดสอบว่า เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่ยาก ผู้สมัครจะมีวิธีคิดและการจัดการอย่างไร หรือเวลาทีมเกิดความขัดแย้ง เขามีทักษะการเจรจาที่ดีหรือไม่

นอกจากนี้ ผู้สมัครงานที่ Amazon ต้องใส่ข้อมูลเกี่ยวกับงานอดิเรกที่น่าสนใจ ความสามารถพิเศษ หรือผลงานยาก ๆ ที่ทำให้ตัวเองโดดเด่นและเป็นพิเศษมากกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ เพื่อจะได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ซึ่ง Jeff มองว่าสำคัญอย่างมากต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ของบริษัท

Jeff ให้ความสำคัญกับคัดเลือกทีมงาน เพราะเขาเชื่อว่า การเลือกคนที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งในแง่ของการผลิตสินค้าและการเกิดความขัดแย้งภายในองค์กร การดำเนินธุรกิจของเขาจึงไม่ใช่แค่การคำนึงถึงตัวเลข แต่ยังให้ความกับการทำให้ธุรกิจให้เติบโตแบบยั่งยืนด้วย

ชีวิตรัก 25 ปีที่ฝ่าฝันมาด้วยกัน จบที่การไปมีชู้?

Jeff ได้รู้จักกับ MacKenzie Scott รุ่นน้องนักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยพรินซตันเช่นเดียวกันกับเขาเมื่อเธอมาสมัครงานที่ D.E. Shaw แม้ว่าเธอจะใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนและโดดเด่นในด้านนี้ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแต่ MacKenzie ก็ตัดสินใจหันเหชีวิตเข้าสู่การทำงานด้านบริษัทการเงินการลงทุน และชายที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์เธอเข้าทำงานที่ D.E. Shaw ก็คือ Jeff รองประธานฝ่ายขายที่อายุน้อยที่สุด

และต่อมาเมื่อเธอได้งานที่นี่ MacKenzie ก็ได้นั่งทำงานที่ห้องข้าง ๆ ของ Jeff นั่นเอง ไม่กี่เดือนหลังจากพบกันพวกเขาก็ตัดสินใจแต่งงานกันในปี 1994 มีลูกด้วยกันทั้งหมด 4 คนหนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงชาวจีนที่พวกเขารับมาเลี้ยง

Jeff Bezos

ทั้งคู่แยกทางกันหลังจากใช้ชีวิตคู่มา 25 ปีและฟันฝ่าอุปสรรคในการปลุกปั้น Amazon ร่วมกัน ท่ามกลางข่าวลือจากสื่อแทบลอยด์หลายแห่ง เช่น National Enquirer ได้ออกมาเปิดเผยว่า Jeff มีมือที่สาม ไปมีความสัมพันธ์กับ Lauren Sánchez อดีตผู้ประกาศรายการ Good Day LA ของสถานีโทรทัศน์ Fox 11 ซึ่งในช่วงเวลานั้นเธอนั้นมีสามีอยู่แล้ว และเธอแต่งงานมานานแล้วถึง 14 ปี ทั้งคู่ได้ท่องเที่ยวโดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวรวมถึงยังไปปีนเขากันสองต่อสอง

แหล่งข่าวยังอ้างอีกว่า Jefff ยังชอบส่งข้อความและถ่ายรูปสุดสยิวของตัวเองส่งไปให้ Lauren ดูด้วย ทั้งคู่พบกันครั้งแรกตอนที่เธอไปถ่ายทำรายการที่ Blue Origin ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทของ Jeff

Jeff Bezos

ถึงแม้ว่าจะแยกทางกับภรรยาจนต้องแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสกันตามกฎหมาย สร้างสถิติเป็นการหย่าที่มีการแบ่งทรัพย์สินที่แพงที่สุดในโลกด้วยจำนวนเงิน 3,800 ล้านดอลลาร์ แต่ถึงอย่างนั้น Jeff ก็ยังครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกเมื่อปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่เขาหย่ากับ MacKenzie เธอได้แบ่งสินสมรสไปเป็นหุ้น 4% ของ Amazon มูลค่าราว 35,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก็ทำให้ MacKenzie กลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดอันดับ 4 ของโลกไปเลยทันที อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งจากการอันดับรวยที่สุดในโลกของ Jeff ในปีนั้นก็ยังไม่สะเทือนจนหล่นจากอันดับ 1 เลยก็แล้วกัน

ปัจจุบัน MacKenzie เริ่มต้นชีวิตสมรสใหม่กับคุณครูวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนประถม หลังจากแยกทางกับ Jeff 2 ปี และเธอก็ได้บริจาคเงินจำนวนมากเพื่อองค์กรการกุศล เป็นต้นว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ให้กับองค์กรด้านอาหารของผู้ยากไร้ในช่วงโควิด-29 และ 1,700 ล้านดอลลาร์ให้กับองค์กรส่งเสริมสิทธิ LGBTQ 

ทั้งหมดนี้ก็คือเส้นทางความสำเร็จด้านการลงทุนของมหาเศรษฐี Jeff Bezos และแง่มุมชีวิตด้านการทำงานและด้านอื่น ๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการเดินทางของ Jeff คงยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ ด้วยวัย 58 ปี

พี่ทุยเชื่อว่า บทบาทก้าวต่อ ๆ ไปของเขาก็ยังคงน่าติดตามว่าจะมีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นอีกบ้าง ไว้พี่ทุยจะมาอัพเดตเรื่องราวน่าสนใจของ Jeff Bezos มหาเศรษฐีอันดับสองที่ไม่เป็นรองใครให้ฟังกันอีกเรื่อย ๆ เลย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: