ในสภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำแบบนี้ เป็นแรงกระตุ้นที่ดีมาก ๆ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาสนใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น การลงทุนแรก ๆ ที่ถูกนึกถึงเลยในเวลาที่อยากได้ดอกเบี้ยมากขึ้นเลยก็คือ “ตราสารหนี้”
“ตราสารหนี้” ที่เราลงทุนกันก็เหมือนกับสัญญาเงินกู้ระหว่าง “นักลงทุน” ผู้ที่มีเงิน และคนที่ต้องการเงินก็คือ บริษัทที่ต้องการเงินทุน โดยจะมีระบุอย่างชัดเจนว่า กู้จำนวนเงินเท่าไหร่ จ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ จ่ายกี่ครั้งต่อปี แล้วกำหนดครบอายุที่จะจ่ายเงินต้นคืนเมื่อไหร่
หลาย ๆ คนก็เข้าไปใจไปว่าการลงทุนในตราสารหนี้ก็คล้าย ๆ กับการฝากเงินที่ได้ดอกเบี้ยแน่นอน แถมได้เยอะกว่าฝากธนาคาร แต่ก็คล้าย ๆ กับการฝากประจำที่ถอนก่อนกำหนดได้ยากหน่อยเท่านั้นเอง
ในความเป็นจริง เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นการลงทุน ไม่มีการลงทุนไหนไม่มีความเสี่ยง “ตราสารหนี้” เองก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
ความเสี่ยงหลัก ๆ ที่เราต้องเจอเลยก็คือ “Default Risk” หรือความเสี่ยงที่จะถูกเบี้ยวไม่จ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นนั่นแหละ ภาษาบ้าน ๆ มันก็คือการโดนชิ่งนั่นเอง (เศร้าจัง TT)
และ “Liquidity Risk” หรือความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่เราไม่สามารถเบิกถอนหรือขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เหมือนกับเงินฝาก
โดยทั่วไปแล้วเราสามารถวัดว่าตราสารหนี้ที่เรากำลังจะซื้อมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระมากน้อยขนาดไหน เราสามารถดูได้จากสิ่งที่เรียกว่า “Credit Rating”
“Credit Rating” จะถูกจัดอันดับโดย TRIS และ FITCH ที่เป็นบริษัทที่ให้บริการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยจะดูตั้งแต่พื้นฐานของบริษัท งบการเงินต่าง ๆ แล้วประเมินออกมาว่าบริษัทนี้มีความน่าเชื่อถืออยู่ในที่ระดับใด โดยจะมีตั้งแต่ระดับ AAA ไปจนถึง D ยิ่งใกล้ AAA มากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความน่าเชื่อถือหรือโอกาสเบี้ยวหนี้เราน้อยนั่นเอง
แล้ว “Credit Rating” นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถ้ามีปัจจัยที่มีเข้ามามีผลกระทบกับความสามารถในการชำระ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องติดตามหุ้นกู้ที่เราลงทุนอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญเวลาดู “Credit Rating” ต้องดูให้ดีด้วยว่าเป็นของบริษัท (ผู้ออกตราสาร) หรือว่าเป็นของตราสารหนี้ชุดนั้น ๆ ซึ่งสามารถเหมือนและแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับประเภทของหุ้นกู้ด้วย
และนอกจากว่าเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระ (Default Risk) ตราสารหนี้ก็ยังความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ที่มากกว่าเงินฝากอีกด้วย อย่างเงินฝากถ้าเราเดือดร้อนต้องรีบใช้เงินขึ้นมา เราสามารถเดินไปธนาคารแล้วถอนเงินออกมาได้ทันที
แต่สำหรับ “ตราสารหนี้” นั้นไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ในกรณีที่เราอยากเปลี่ยนตราสารหนี้เป็นเงินสด เราจะต้องเข้าไปขายในตลาดรองหรือที่มีชื่อว่า BEX (เหมือนกับขายหุ้นใน SET) แต่ถ้าตราสารหนี้ที่เราถือว่า “สภาพคล่องสูง” เราก็สามารถขายได้และแปลงเป็นเงินสดได้ในเวลาอันสั้น (แต่ก็ไม่ใด้เงินสดในทันที) หรืออาจต้องไปหาคนซื้อเอง ถ้าไม่มีตลาดรอง
แต่ถ้าสภาพคล่องในการซื้อขายของตราสารหนี้ต่ำ อาจจะทำให้เราขายไม่ได้ หรือถ้าต้องการขายจริง ๆ จำเป็นต้องขายในราคาที่มีส่วนลด (Discount) จากราคาหน้าตั๋ว (Par Value) มาก ๆ ถึงจะดึงดูดให้นักลงทุนรายอื่นเข้ามาซื้อ ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนในตราสารหนี้เช่นกัน
อย่างที่พี่ทุยเกริ่นไปเลยว่า “หุ้นกู้” นั้นมีหลากหลายประเภทอย่างมาก การพัฒนาของตลาดการลงทุนในบ้านเรา ก็ยิ่งทำให้การลงทุนในตราสารหนี้มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ หุ้นกู้เหมือนกันแต่อาจจะไม่เหมือนกัน ถ้าหุ้นกู้ที่ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมเราก็จะเรียกว่าหุ้นกู้ปกติ แต่ถ้ามีการเพิ่มหรือลดสิทธิบางอย่าง ก็จะมี “ดอกเบี้ย” และ “ความเสี่ยง” ที่แตกต่างกันไป เช่น
“หุ้นกู้มีประกัน (Secured Bond)” จะเป็นหุ้นกู้ที่ได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าหุ้นกู้ปกติ เพราะถ้าเกิดอะไรกับบริษัท เขาจะเอาหลักประกันนั้นมาชำระเงินต้นให้เราตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเราอาจจะได้รับคืนบางส่วนหรือเต็มจำนวน และได้รับการชำระหนี้คืน “ก่อน” หุ้นกู้ปกติ
หรือ “หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond)” จะมีลักษณะเหมือนหุ้นกู้ปกติแต่จะได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า เพียงแต่ว่าสิ่งหนึ่งที่แย่กว่าหุ้นกู้ปกติ นั่นก็คือ เมื่อบริษัทเลิกกิจการ จะได้รับเงินคืนหลังจากนักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ปกติ พูดง่าย ๆ คือ ได้รับเงินคืนในลำดับหลังกว่าหุ้นกู้ปกติ และหุ้นกู้มีประกันนั่นเอง
แต่ถ้าเป็น “หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Subordinated Bond)” อยู่ในกลุ่มหุ้นกู้ที่จะให้ดอกเบี้ยที่สูงมากในบรรดาหุ้นกู้ทั้งหมด ถึงชื่อจะเป็นหุ้นกู้ก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Subordinated Bond)” มีความเสี่ยงที่สูงมากขึ้นจากหุ้นกู้โดยทั่วไปมาก ทั้งเงื่อนไขที่ซับซ้อนและต้องใช้ความเข้าใจในการลงทุนที่สูงมากกว่าหุ้นกู้ประเภทอื่น ๆ ดังนั้น ห้ามดูแค่ “ดอกเบี้ย” ว่าได้ดอกเบี้ยสูงเท่านั้น เราต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้วยเสมอ เพราะเมื่อได้ชื่อว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และถ้าได้ผลตอบแทนที่สูง ความเสี่ยงที่ตามมาก็จะสูงด้วยเช่นกัน
ลักษณะหลักของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน จะมีดังนี้
- หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน “ไม่มีวันหมดอายุ” ต้องถือไปเรื่อย ๆ
- หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน เราจะได้เงินต้นคืนก็ต่อเมื่อบริษัทเลิกกิจการ และได้รับคืนในลำดับหลังเจ้าหนี้รายอื่น ๆ /คือหลังหุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ปกติ หรือถ้าหุ้นกู้ชนิดนี้มีเงื่อนไขไถ่ถอน แล้วบริษัทใช้สิทธิ เราก็จะได้เงินต้นคืน
- หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน สามารถถูกเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยออกไปได้ เมื่อไหร่และกี่ครั้งก็ได้ สามารถทบไปจ่ายงวดถัด ๆ ไปได้
- เมื่อบริษัทออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน อันดับเครดิตเรทติ้งของบริษัทมักจะลดลง เพื่อสะท้อนความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่ออกนี้
และนอกจาก “หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Subordinated Bond)” ที่ให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติแล้ว ในตลาดการลงทุนนั้นยังมีหุ้นกู้อีกประเภทนึงก็คือ “หุ้นกู้ที่ไม่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Bond)” ด้วย เป็นหุ้นกู้ที่เราไม่สามารถดูความเสี่ยงจาก Credit Rating ได้ หุ้นกู้ประเภทนี้จะถูกเสนอขายให้กับ “ผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย (Accredited Investor)” เท่านั้น เนื่องจากต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในการลงทุนที่สูงมากกว่าหุ้นกู้ประเภทอื่น ๆ คนที่จะซื้อหุ้นกู้ประเภทนี้ได้ต้องประเมินความเสี่ยงของบริษัทที่ออกหุ้นกู้นี้ได้ด้วยตัวเอง
ตั้งแต่แหล่งรายได้ของบริษัทมาจากไหน ความสามารถในการชำระหนี้เป็นอย่างไร อัตราหนี้สินต่อทุนเป็นอย่างไร รวมไปจนถึงสภาพคล่องของหุ้นกู้ในกรณีที่เราอยากขายก่อนกำหนดจะสามารถทำได้หรือไม่ด้วย ถ้าใครยังประเมินเองไม่ได้ พี่ทุยแนะนำว่าอยู่ห่าง ๆ “หุ้นกู้ที่ไม่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Bond)” ไว้เป็นดีที่สุด
ใครที่สนใจข้อมูลเรื่องหุ้นกู้ แล้วอยากศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปได้ที่ www.sec.or.th หรือ Facebook Fanpage “Start-to-invest” มีทั้งเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ ประเภทของหุ้นกู้ รวมไปถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เราต้องระวังจากการซื้อหุ้นกู้ประเภทต่าง ๆ ด้วยเหมือนกันนะ
ท้ายนี้พี่ทุยย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า การลงทุนในหุ้นกู้ เป็นอีกทางเลือกในการหาผลตอบแทนจากการลงทุน เนื่องจากหุ้นกู้มีหลายประเภท หลายลักษณะ ผลตอบแทนและความเสี่ยงก็ต่างกันไป ยิ่งผลตอบแทนสูงก็ยิ่งเสี่ยงสูง ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรศึกษาข้อมูล เงื่อนไขและข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้นั้น ๆ และข้อมูลเกี่ยวกับ Credit Rating หรืออันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้นั้นก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
Comment