ก่อนหน้านี้พี่ทุยได้พูดถึง “วิกฤตต้มกบ” ที่กำลังมีหลายสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเป็นกบที่ค่อย ๆ โดนต้มอยู่ ซึ่งหลายคนก็ถามพี่ทุยต่อว่า แล้ว “ต้มกบ” เหมือนหรือต่างกับ “ต้มยำกุ้ง” เมื่อ 20 ปีก่อนอย่างไร วันนี้พี่ทุยเลยสรุปที่มาที่ไปของ 2 วิกฤตนี้ แล้วทั้งสองเกี่ยวพันกันอย่างไร ไปฟังกัน
จุดเริ่มต้นที่สดใสของวิกฤติต้มยำกุ้ง
ปี 2532-2533 เศรษฐกิจไทยเฟืองฟูมากกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ต่อจากฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน ได้รับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากในภาคอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นและไต้หวัน ซึ่งโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดที่อยู่ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นผลงานที่เด่นชัดและยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้
ประกอบกับความต้องการเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคอินโดจีน วันที่ 21 พ.ค. 2533 ประเทศไทยเปิดเสรีการเงินด้วยการคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าประเทศไทย ช่วงแรกเริ่มจากการเข้ามาซื้อที่ดิน สร้างนิคมอุตสาหกรรม เมื่อราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจึงมีการเก็งกำไรที่ดินไปจนถึงตลาดหุ้น ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจยังมีมากพอที่จะรองรับราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น (เฟ้อ)จากการเก็งกำไรได้
เมื่ออะไรก็ดีไปหมด ความประมาทจึงเกิดขึ้น
ปี 2536 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สถาบันการเงินดำเนินกิจการวิเทศธนกิจ (BIBF) เพื่อลดค่าธรรมเนียมให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินจากต่างประเทศแล้วมาปล่อยสินเชื่อในประเทศได้ง่ายขึ้น
ช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโต อัตราดอกเบี้ยในประเทศก็จะสูงกว่าต่างประเทศ ผลตอบแทนจากการลงทุนก็ดี ทุกคนต้องการกู้เงินไปลงทุน (เก็งกำไร) ธนาคารพาณิชย์เห็นโอกาสนี้จึงกู้เงินจากต่างประเทศแล้วมาปล่อยกู้ต่อในประเทศ
นักลงทุนยิ่งกู้ไปลงทุนยิ่งได้กำไร ธนาคารพาณิชย์ยิ่งปล่อยกู้กำไรยิ่งเพิ่ม สินทรัพย์ค้ำประกันก็มักจะเป็นที่ดินหรืออสังหาฯ ซึ่งราคาก็ขึ้นตลอด ธนาคารจึงปล่อยกู้ง่าย คุณภาพลูกหนี้ก็ลดลง มีการนำเงินไปลงทุนโครงการที่ไม่มีศักยภาพ
แม้ช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวเลข GDP โดยเฉลี่ยประมาณปีละ 10% แต่เป็นการเติบโตที่ไม่มั่นคง ประเทศไทยไม่มีศักยภาพมากพอที่จะรักษาการเติบโตแบบนี้เพื่อแบกรับภาระหนี้อันมหาศาลได้ในระยะยาว ส่วนภาคธุรกิจก็กู้ยืมเงินนำมาลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจตามเศรษฐกิจที่เฟืองฟู
ฟองสบู่ได้เกิดขึ้นแล้ว
ปี 2537 หนี้ระยะสั้นที่เป็นสกุลดอลลาร์สูงมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่หนี้ระยะสั้นเหล่านี้ถูกใช้ไปกับการลงทุนระยะยาว ส่วนใหญ่ก็นำไปเก็งกำไรราคาสินทรัพย์จนราคาแพงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น เรียกสิ่งนี้ว่า ฟองสบู่ แต่ในเวลานั้นด้วยความที่เศรษฐกิจสดใสจึงไม่มีใครมองเห็นฟองสบู่
Impossible Trinity กฎที่ไม่ว่าใครก็ห้ามแหกแต่ไทยแหก
ในโลกการเงินมีทฤษฎีที่เรียกว่า Impossible Trinity หรือ ทฤษฎีสามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้ อธิบายได้ว่านโยบายการเงินของประเทศใดก็ตามไม่สามารถทำ 3 สิ่งนี้ พร้อมกันได้ คือ
- ปล่อยให้เงินทุนเข้าออกประเทศอย่างเสรี
- ปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมภาวะเศรษฐกิจ
- การใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่
ช่วงเวลานั้นไทยทำ 3 สิ่งนี้พร้อมกัน ปี 2539 ปัญหาในระบบสถาบันการเงินอันเกิดจากการปล่อยกู้หละหลวมเริ่มปรากฏ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดเรทติ้งตราสารหนี้ระยะสั้นของไทยส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออก
หนี้ระยะสั้นที่สูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และการแหกกฎ Impossible Trinity โดยเฉพาะการใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่บริหารโดย ‘จอร์จ โซรอส’ มองเห็นโอกาสจากปัจจัยเหล่านี้จึงโจมตีค่าเงินบาท เริ่มด้วยการซื้อเงินบาทจากตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วโลกเก็บไว้ จากนั้นเปิดสถานะ Short เงินบาท (ผู้เปิดสถานะจะได้กำไรเมื่อเงินบาทอ่อนค่า) เพราะเชื่อว่าเมื่อโจมตีค่าเงินเรียบร้อย ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเปลี่ยนจากการใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่เป็นอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว และเงินบาทจะอ่อนค่า สุดท้ายเทขายเงินบาทที่ซื้อมาก่อนหน้านี้
ธปท. ที่ยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ต้องขายเงินดอลลาร์จากทุนสำรองระหว่างประเทศแล้วซื้อเงินบาทเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 25 บาท/ดอลลาร์ ศึกนี้ยาวนาน 6 เดือน ในที่สุดกองทุนเฮดจ์ฟันด์ก็ได้รับชัยชนะ ธปท. สูญเสียทุนสำรองจำนวนมาก ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 ก.ค. 2540
จุดจบ “ต้มยำกุ้ง” สาเหตุ “ต้มกบ”
ค่าเงินบาทอ่อนทำให้ภาระหนี้สกุลดอลลาร์เพิ่มขึ้น สินทรัพย์ราคาร่วง ต่างชาติใช้โอกาสนี้ลงทุนเปิดโรงงานในไทยอีกครั้ง ประเทศไทยฟื้นตัวได้จากการผลิตและการส่งออก ตั้งแต่หลังปี 2540-2563 สัดส่วน GDP ที่มาจากการส่งออกและบริการ (ท่องเที่ยว) เพิ่มจาก 42% เป็น 71% เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยก็รับผลกระทบไปด้วย
การผลิตเป็นเพียงแค่รับจ้างผลิต ไม่ได้มีการพัฒนาองค์ความรู้ ไม่สร้างคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ เน้นค่าแรงที่ไม่สูงแข่งขันด้านราคา เมื่อค่าแรงสูงขึ้นทำให้แข่งขันกับเพื่อนบ้านได้น้อยลง โดยเฉพาะเวียดนามที่ทั้งรัฐบาลส่งเสริมและค่าแรงต่ำกว่า
ขณะที่โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ประเทศไทยก็ยังไม่ขยับเข้าไปสู่การเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ภาคการศึกษาไม่ตอบโจทย์การพัฒนาทั้งในแง่ปริมาณบุคลากรและคุณภาพ เม็ดเงิน R&D มีเพียง 0.8% ของ GDP น้อยกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ส่วนเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ลดลงต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้โดยมีปัญหาวิกฤติต้มกบซุกอยู่ใต้พรม
COVID-19 เปิดพรมซ่อนปัญหา เริ่มต้นวิกฤติต้มกบ
ต้องยอมรับว่าการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ที่แบกเศรษฐกิจไทยไม่แพ้ภาคส่งออก แต่ COVID-19 ก็ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปหมด หลายครอบครัวต้องกู้ยืมเงินเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ด้านรัฐบาลก็ต้องขาดดุลงบประมาณใช้มาตรการช่วยเหลือประชาชนจนหนี้สาธารณะต่อ GDP ชนเพดาน แต่มาตรการเหล่านั้นมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะบรรเทาความเดือดร้อน
ด้านภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความท้าทายจากเพื่อนบ้านที่ค่าแรงต่ำกว่า รับจ้างผลิตได้เหมือนกัน สะท้อนผลจากอดีตที่ไม่สร้างคุณค่าในภาคอุตสาหกรรม ส่วนภาคการเกษตรพิสูจน์ชัดแล้วว่าไม่สามารถเป็นช่วยให้ประชาชนในชนบทดำรงชีพได้ ทั้งหนี้สินที่เพิ่มขึ้น และการพึ่งพาเงินโอนจากลูกหลานเข้าเมืองไปทำงาน ขณะที่ระบบราชการก็ล้าสมัยท่ามกลางกระแสโลกที่ก้าวเข้าสู่โลก 5G และไม่มีบทบาทสนับสนุนประชาชนหรือภาคเอกชนเลย
แม้ตลาดหุ้นจะไม่ได้ร่วงวันเดียว 100 จุด หรือมีบริษัทล้มละลายจำนวนมาก แต่วิกฤติต้มกบปรากฎตัวผ่านตัวเลข GDP ที่เติบโตเพียงปีละ 2-4% หนี้สินครัวเรือนต่อ GDP พุ่งมาที่ 90.1% หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 60.1% ส่วนรายได้ต่อหัวปี 2564 ยังต่ำกว่าปี 2562 หรือก่อน COVID-19 ระบาด เรียกว่าแทบไม่มีเงินเหลือให้เอาไปพัฒนาอะไรได้เลยนอกจากใช้หนี้
ต้มยำกุ้ง เจ็บสั้น ที่ไม่มีแผน ทำให้ ต้มกบ จึง ปวดนาน
ต้มยำกุ้งเป็นวิกฤติฟองสบู่ทึ่เกิดขึ้นหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ เป็นปัญหาจากความผิดพลาดของระบบการเงิน ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินแก้ปัญหาได้ เช่น ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ปล่อยอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว กู้ยืมเงินจาก IMF เปรียบเสมือนมีแผลตรงไหนก็ทายาทำแผลใช้เวลาสักพักก็หายดี อาจมีผลกระทบตามมาบ้างเหมือนกับแผลเป็นหลังแผลหาย
ต้มกบเป็นวิกฤติที่แทบไม่มีใครรู้ว่าเกิดวิกฤติแล้ว ปัญหาเกิดจากหลายภาคส่วน นั่นเพราะแท้จริงแล้วเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การแก้ปัญหาประเภทนี้ต้องใช้ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ปรับระบบและโครงสร้างที่ผิดเพี้ยนซึ่งใช้เวลายาวนาน กว่าจะเห็นผลอาจกินเวลาถึงหนึ่งเจเนอเรชันหรือมากกว่า
หากไม่แก้ปัญหาต้มกบเลย ประเทศก็ยังดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่ประชาชนจะสูญเสียโอกาส สิ่งที่เห็นชัดเลยก็คือ การที่ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาแล้วกว่า 30 ปี เสียโอกาสทั้งการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
แล้วประเทศจะเสียโอกาสอีกมากแค่ไหนถ้ายังติดกับดักรายได้ปานกลางต่อไปอีก 30 ปี ?
อ่านเพิ่ม